‘บล็อกเกอร์’ เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกผู้จัดทำบล็อกอันเป็นพื้นที่หนึ่งในอินเตอร์เน็ตที่กำลังโตวันโตคืน  ชวนคุยเรื่องนี้เพราะเห็นว่าในแวดวงคนทำงานอิสลามในสังคมของเรามีการใช้เครื่องมือชนิดนี้เป็นสื่อในการเผยแพร่อิสลามอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว   หลังจากได้ทบทวนการทำงานของตัวเองและใคร่ครวญยามเดินทางท่องไปในชุมชนชาวบล็อกของพี่น้องมุสลิม  ก็พบว่ามีหลายประเด็นเหมือนกันที่คิดได้และน่าจะนำมาแลกเปลี่ยนกัน

 

บล็อกเป็นพื้นที่ในโลกไซเบอร์ที่สามารถจัดสร้างขึ้นได้ง่ายดาย  ไม่เสียค่าใช้จ่าย  และมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นปัจเจก  คือมักสร้างขึ้นและดูแลการนำเสนอโดยคนๆเดียว   ด้วยเหตุนี้จำนวนผู้ใช้บริการบล็อกจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   และก็เหมือนเครื่องมือหลายๆชิ้นของโลกไซเบอร์ที่มีทั้งคุณและโทษ  วัยรุ่นมุสลิมหลายคนใช้พื้นที่ซึ่งได้มาโดยง่ายนี้เป็นสถานที่สำหรับเพิ่นพูนรายการในบัญชีด้านซ้าย  นับตั้งแต่ จัดแสดงภาพที่ไม่เหมาะสม   นำเสนอข้อความหรือลิ้งค์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการศาสนา  และอีกสารพัดสารเพที่ชวนให้หัวใจปวดหนึบๆ   ในขณะที่หนุ่มสาวมุสลิมอีกจำนวนหนึ่งก็พยายามใช้พื้นที่นี้เป็นสถานที่สำหรับเพิ่มพูนรายการในบัญชีเบื้องขวา  ด้วยการนำเสนออิสลามในแง่มุมต่างๆให้แก่กลุ่มเป้าหมายของตน   บทความนี้ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับคนกลุ่มหลังเป็นหลัก  เพราะประสิทธิภาพการทำงานของคนกลุ่มนี้ก็คือการแก้ปัญหาคนกลุ่มแรกในทางหนึ่ง – อินชาอัลลอฮฺ

 

·  เจตจำนงของบล็อกเกอร์

                บล็อกเกอร์มองว่าบล็อกของตนคืออะไร? มีขึ้นทำไม? และต้องการอะไรจากมัน? คือคำถามที่จะกำหนดอะไรหลายๆอย่างให้แก่บล็อกของเรา  ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในด้านรูปแบบหรือเนื้อหา    มันต่างกันแน่นอนระหว่างคนที่มองว่าบล็อกคือไดอารี่ออนไลน์  กับคนที่มองว่าบล็อกคือสนามดะอฺวะฮฺออนไลน์  

ดังนั้นคำถามแรกที่บล็อกเกอร์ควรจะตอบตัวเองให้ได้ก็คือ  เราหวังอะไรจากการสร้างบล็อกนี้  และทุกครั้งที่เราเริ่มสับสนหรือรู้สึกว่าบล็อกของเราเริ่มมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น  การห่างหายจากการอัพเดทข้อมูล  ไม่พอใจในรูปแบบหรือเนื้อหาที่ตัวเองนำเสนอ   หมดกำลังใจที่ไม่มีคอมเมนท์  ฯลฯ  ลองกลับไปยังเป้าหมายแรกเริ่มของการทำบล็อก  บางที มันอาจทำให้หลายๆปัญหาของเราคลี่คลายลงก็ได้ อินชาอัลลอฮฺ

                สิ่ง ๑ ที่อยากฝากสำหรับตัวเองและบล็อกเกอร์ทุกคนที่หวังแน่วแน่ว่าพื้นที่ตรงนี้จะเป็น ๑ ในเครื่องมือสำหรับภารกิจการทำงานเพื่ออิสลาม  ก็คือ  ความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน  มันน่ากลัวมากเลยนะถ้าเราจะต้องสูญเสียเวลาและอะไรอีกหลายๆอย่างในการทำบล็อกนี้ไปเพื่อแลกกับเพียงคำชื่นชมของผู้คนซึ่งไม่มีน้ำหนักอะไรเลยในตราชั่ง – นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก  ฉะนั้นพึงทบทวนตัวเองในทุกๆการกระทำ  และจงนำเสนอเฉพาะสิ่งที่เราหวังว่าจะได้พบมันในวันกิยามะฮฺด้วยความภาคภูมิ

 

 

· งานของบล็อกเกอร์

 

                หากตัดสินใจแน่แล้ว  ว่าบล็อกของเราควรถูกใช้ไปในหนทางที่จะเพิ่มรายการในบัญชีเบื้องขวาให้แก่เรามากกว่าจะเป็นเพียงไดอารี่ออนไลน์ที่บันทึกวัตรประจำวันไปเรื่อยเปื่อยอย่างที่คนส่วนมากนิยมทำ   เราอาจต้องกำหนดเนื้องานที่หนักแน่นและชัดเจนมากขึ้นให้แก่บล็อกของเรา

                ที่จริงแล้วยังมีงานอีกมากมายที่บล็อกเกอร์นักทำงานอิสลามสามารถหยิบจับนำเสนอให้แก่สังคม  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการตักเตือนกันในเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังพลาดพลั้ง   การขัดเกลาจิตใจ   การตอบคำถามให้แก่ต่างศาสนิก  การวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมและนำเสนอทางแก้ไขในอิสลาม  ตลอดจนความรู้แขนงต่างๆที่จะมีประโยชน์ต่อโลกนี้และโลกหน้าของเราเองและคนในสังคม   บล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้รู้  แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะขัดขวางเราจากการนำเสนอความรู้  และบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ก็เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่ไม่มีวันจะพูดได้ว่าตัวเองดีแล้ว  แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะขัดขวางเราจากการชักชวนให้คนอื่นทำความดี   ที่จริงแล้วการนำเสนอความรู้ก็คือการเรียนรู้ของเราไปในขณะเดียวกัน  และการย้ำเตือนผู้อื่นให้กระทำความดีก็คือการย้ำเตือนตัวเราเองไปในขณะเดียวกัน 

                ในต่างประเทศ  มีบล็อกเกอร์จำนวนมากที่กำหนดงานของบล็อกตนไว้ในหัวเรื่องใหญ่ ๆ เพียงเรื่องเดียว  อย่างบางบล็อกที่ทำเรื่องผู้ถูกคุมขังมุสลิม  ก็นำเสนอแต่เฉพาะเรื่องนี้  รวบรวมเฉพาะข่าวคราวของผู้ถูกคุมขังทั้งรายใหม่และเก่าจากทั่วโลก(เชื่อไหมว่าบล็อกนี้มีข้อมูลมาอัพเดททุกวัน)   บางบล็อกเน้นเรื่องครอบครัวมุสลิม  บางบล็อกทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแก่นแท้ของชีอะฮฺไว้อย่างครบครัน  แม้แต่บล็อกที่เน้นเรื่องญิฮาดก็แยกย่อยออกเป็นสมรภูมิต่างๆ  มีทั้งบล็อกที่อัพเดทข่าวจากอิรัก  อัฟกัน  เชชเนีย ฯลฯ  ข้อดีก็คือเราสามารถค้นคว้าข้อมูลในเรื่องที่สนใจได้อย่างตรงไปตรงมาและค่อนข้างละเอียด  อย่างถ้าอยากตามข่าวพี่น้องที่ถูกคุมขังก็สามารถไปที่บล็อกที่รวบรวมเรื่องนี้ได้เลย  ไม่ต้องไปข้องแวะกับข้อมูลส่วนอื่น  แต่ในบ้านเราคงทำอย่างนั้นได้ยาก  เพราะข้อจำกัดในด้านภาษาของแหล่งข้อมูล(ต้องขยันแปลมากๆถึงจะมีข้อมูลมาอัพเดทบ่อยๆ  เพราะแหล่งข้อมูลภาษาไทยมีน้อยมากไม่ว่าประเด็นไหน)   ฉะนั้นเราอาจไม่ต้องทำถึงขั้นที่ว่า  เพียงแต่สำรวจความถนัดของตนเอง  และเรียงลำดับเรื่องจำเป็นที่เห็นว่าควรนำเสนอแก่สังคมก่อน

                โดยสรุป  งานประการแรกๆของบล็อกเกอร์มุสลิมนักเคลื่อนไหวก็คือการดะอฺวะฮฺผู้คนไปสู่อิสลาม  เนื้อหา  รายละเอียด  หรือแม้แต่ซุ่มเสียงที่ใช้ในการเรียกร้องนี้ก็ถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องพิจารณาเลือกทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุด  ฟังดูเครียดจัง-ว่าไหม?  แทนที่เราจะทำบล็อกสบายๆ  บอกกล่าวเล่าเรื่องจิปาถะตามแต่พอใจซึ่งน่าจะมีความสุขดีอยู่แล้ว  ทำไมเราต้องมาทำให้บล็อกกลายเป็นงานซีเรียสถึงขั้นนี้ด้วย?  คำตอบก็คือเพราะเรากำลังพูดถึงบล็อกของนักทำงานอิสลาม  ไม่ใช่บล็อกของคนทั่วไป  คนที่เรากำลังพูดถึงคือคนที่รู้ดีว่าชีวิตของเขาทั้งหมดทุกวินาทีเป็นของใคร  และเขาต้องใช้มันให้หมดไปในทางไหน  ความเรื่อยเปื่อยจึงไม่น่าจะใช่แนวทางการทำงานของคนชนิดนี้  อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าบล็อกเกอร์ทุกคนจะต้องลุกขึ้นมาพูดปลุกใจด้วยท่วงทำนองของทหารฝึกรบ  เราสามารถเลือกใช้กลวิธีใดในการนำเสนอก็ได้  หากอัลลอฮฺให้ความสามารถเรามาในการเลือกสรรปั้นแต่งตัวอักษร  แต่ทั้งหมดทั้งปวงควรจะเป็นไปบนเป้าหมายที่จริงจังและชัดเจน

                สิ่งสำคัญก็คืออย่าให้บล็อกเป็นงานดะอฺวะฮฺเพียงช่องทางเดียวในชีวิตเรา  อย่าลืมคนในครอบครัว   เพื่อนบ้าน และมนุษย์รอบๆตัวที่มีชีวิตอยู่นอกจอแก้ว   หากรักจะเป็นดาอีย์  ก็ต้องเป็นในทุกวินาทีของชีวิต  ไม่ใช่เฉพาะช่วงเวลาที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์แต่เท่านั้น

 

               

· บล็อกเกอร์กับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอ

 

อย่างที่บอกไปแล้วแหละว่าบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้รู้  แต่เป็นนักเรียนรู้  แม้การนำเสนอข้อมูลส่วนใหญ่ของบล็อกเกอร์ในบ้านเราจะเป็นในเชิงปลุกใจ หรือตักเตือนในภาพรวมมากกว่าจะให้รายละเอียดที่ลึกซึ้งในทางวิชาการ   แต่การนำเสนอข้อมูลหลายๆครั้งก็อาจมีข้อผิดพลาดได้  ส่วนตัวแล้วจึงรู้สึกดีหากใครสักคนเข้ามานะซีฮะฮฺเราในส่วนที่นำเสนอผิดพลาดไป  หรือเข้ามาเสนอความเห็นต่างในประเด็นที่ใครก็มีสิทธิจะเห็นต่างได้(ถ้ากลัวจะฟิตนะฮฺ  ก็สามารถเลือกช่องทางที่เป็นส่วนตัวอย่างการส่งข้อความหลังไมค์ก็ได้)   เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่อยากพูดถึงมาหลายครั้ง  คือเราน่าจะมีทัศนคติที่ดีต่อสังคมแห่งการวิพากษ์(บนมารยาทที่สอดคล้องกับซุนนะฮฺ)  เคยคิดอยากจะเขียนแปะไว้บนบล็อกด้วยซ้ำว่า “ถือเป็นอะมานะฮฺของผู้ที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ที่จะต้องบอกกล่าวให้ผู้ทำบล็อกทราบ  หากท่านพบสิ่งใดไม่สอดคล้องกับหลักการอิสลามถูกนำเสนอในบล็อกนี้”  แต่ดูจะเป็นการเขวี้ยงภาระลงโครมบนบ่าของคนอ่านอย่างหนักไปหน่อยเลยละไว้เสีย  

                ในส่วนของการก็อปปี้ข้อความจากแหล่งอื่นมานำเสนอ  ส่วนตัวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าควรจะอ้างอิงแหล่งที่มาให้ชัดเจน  เรื่องมารยาทไม่ได้เป็นเหตุผล(สำหรับตัวเอง)มากไปกว่าการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา  อย่างถ้าใครเอาบทความของเราไปเผยแพร่ต่อก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขาเสียมารยาทอะไรหากไม่ได้อ้างอิงที่มา   แต่ก็ชอบมากกว่าที่จะมีการอ้างอิงเผื่อใครพบข้อผิดพลาดจะได้สามารถแจ้งให้เราทราบข้อผิดพลาดนั้นได้  มันคือความรับผิดชอบที่บล็อกเกอร์ทุกคนต้องแบกรับ  ไม่มีคำว่าหน้าแตกอะไรเลยสำหรับการถูกชี้แจงข้อผิดพลาด  เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีข้อผิดพลาด  และผู้ผิดพลาดที่ดีที่สุดก็คือผู้ที่ปรับปรุงแก้ไข  แต่เราจะปรับปรุงแก้ไขได้อย่างไรหากไม่มีคนชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดนั้น 

                อีกความรับผิดชอบนึงที่บล็อกเกอร์ควรต้องตระหนักไม่ต่างจากดาอีย์ในวิถีทางอื่นๆ  ก็คือการนำสิ่งที่เราเรียกร้องคนอื่นมาใส่ไว้ให้ได้ในชีวิตของตนเอง  เราอาจทำได้ยังไม่สมบูรณ์แต่ก็ต้องมีความมุมานะเสมอที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ  ในแง่นี้การทำงานเพื่ออิสลามผ่านบล็อกจึงกลายเป็นการขัดเกลาตัวเราเองไปโดยปริยาย   นี่คือความเมตตาที่อัร-เราะฮฺมานให้กับผู้ทำงานเพื่อศาสนาของพระองค์ - อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

· ชุมนุมของนักทำงานบนโลกไซเบอร์

 

                การทำบล็อกสามารถทำให้เรารู้จักพี่น้องมุสลิมเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน  แม้ความเป็นพี่น้องที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เหนียวแน่นมากเท่าการรู้จักพบเจอกันโดยตรง  แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่การสร้างความเป็นพี่น้องที่แนบแน่นยิ่งขึ้นในโอกาสต่อๆไป  โดยเฉพาะบล็อกที่มีการนำเสนอเรื่องราวในทำนองเดียวกัน  เป็นต้นว่ามีลักษณะที่แสดงให้เห็นเจตนาในเชิงดะอฺวะฮฺเหมือนๆกัน   เราจะมีความรู้สึกร่วมกันบางอย่างเมื่อได้พบเจอตัวจริง(จากประสบการณ์ตรง)   และทำให้การพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการทำงานรับใช้อิสลามทั้งในอินเตอร์เน็ตที่เห็นๆกันอยู่ และในชีวิตจริงของแต่ละคนเป็นไปได้อย่างไม่ค่อยเก้อเขินเท่าไหร่   นี่คือข้อดีประการ๑ของการทำบล็อกแบบเปิดเผยตัวตน  คือเมื่อยามที่ไปพบปะผู้คนนอกสถานที่  เราก็สามารถทำความรู้จักกันได้เร็วขึ้นเนื่องจากรู้จักกันผ่านบล็อกมาในระดับ๑แล้ว  หากผู้อ่านพบข้อติดใจจากเนื้อหาที่เคยนำเสนอในบล็อกและเห็นควรซักถามหรือตักเตือนก็สามารถทำได้โดยตรงในโอกาสแบบนี้   อย่างไรก็ตามสำหรับบล็อกเกอร์มุสลิมะฮฺก็มีสิ่งที่พึงระวังเหมือนกันในประเด็นนี้  ดังจะพูดถึงในหัวข้อต่อไป

                การติดต่อสัมพันธ์(โดยเป็นไปตามขอบเขตของหลักการอิสลาม)ระหว่างบล็อกเกอร์ในโลกไซเบอร์นอกจากจะมีส่วนในการทำความรู้จักระหว่างคนทำงานที่ยากจะรู้จักกันในชีวิตจริงแล้ว   ยังอาจนำไปสู่การช่วยกันดูแลตรวจสอบข้อมูลที่นำเสนอในบล็อกให้แก่กันและกันได้   รวมทั้งรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมบางอย่างทั้งในชีวิตจริง เช่นพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นการทำงานดะอฺวะฮฺทางอินเตอร์เน็ต  หรือตักเตือนกันในประเด็นที่สงสัยคาใจจากเรื่องที่ถูกนำเสนอในบล็อก  และในโลกอินเตอร์เน็ต  เช่น การรวมกลุ่มบล็อกภายใต้หัวข้อการรณรงค์บางอย่าง   ในต่างประเทศเคยมีบล็อกเกอร์มุสลิมกลุ่ม๑ ที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ภายใต้แคมเปญ “Anti Imperialism” โดยเขาจะมีโลโก้ที่เขียนว่า  “Anti Neo-Imperialism Bloggers” (บล็อกเกอร์ผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยมสมัยใหม่)  ติดไว้ที่บล็อกของทุกบล็อกเกอร์ที่เข้าร่วม  ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขามีการตกลงเกี่ยวกับรายละเอียดของเนื้อหาที่ถูกนำเสนอในบล็อกของผู้เข้าร่วมให้สอดคล้องกับแคมเปญอย่างไรหรือไม่  แต่หากมองอย่างผิวเผินที่สุด  การแสดองออกในลักษณะนี้ก็แสดงให้เห็นพลังบางอย่างที่คงยากจะมองเห็นได้หากบล็อกเกอร์ต่างอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน

                ในบ้านเรา  มีบล็อกเกอร์มุสลิมอยู่จำนวนไม่น้อยที่ต้องการใช้บล็อกของตัวเองเป็นแนวทาง๑ในการทำงานรับใช้อิสลาม  เรามีการปฏิสัมพันธ์กันอยู่บ้างทั้งในอินเตอร์เน็ตและชีวิตจริงซึ่งมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยเลย  อย่างการได้พูดคุยระหว่างบล็อกเกอร์มุสลิมะฮฺหรือแม้แต่กับคนอ่านที่เป็นมุสลิมะฮฺด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลหรือตักเตือนกันในสิ่งที่พลาดพลั้งไปในการนำเสนอ   ก็ล้วนเป็นเรื่องดีๆที่ทำให้เกิดการพัฒนาบล็อกของเราทั้งในด้านเนื้อหาและรูปแบบ   ในอนาคต  เราอาจมีการรวมกลุ่มกันทำอะไรที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น  และเพื่อให้แนวทางที่จะใช้บล็อกเป็นสื่อในการดะอฺวะฮฺนั้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น  อินชาอัลลอฮฺ

 

 

· มุสลิมะฮฺกับบล็อก

 

                เราเคยคุยกันอย่างจริงจังในหมู่มุสลิมะฮฺผู้ชอบคิด(มาก)  ถึงความเหมาะสมที่มุสลิมะฮฺจะทำบล็อก  โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตในการเปิดเผยตัวตน  ตลอดจนเนื้อหาและน้ำเสียงที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูล

                คงต้องบอกก่อนว่าที่จริงแล้วอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับมุสลิมะฮฺในการทำงานศาสนามากเพราะสามารถใช้การได้แม้อยู่กับบ้าน   แต่หากพูดเจาะจงลงมาในเรื่องบล็อกก็ดูจะมีอันตรายล่อแหลมหลายเรื่องให้พึงระวัง   แน่นอนว่ามันคงเป็นการปลอดภัยที่สุดหากเราจะทำงานนี้โดยไม่เปิดเผยตัวตนที่สามารถระบุได้ว่าเป็นใคร  แต่ก็ต้องยอมรับว่าในแวดวงคนทำงานบ้านเราที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด  มันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย  เราอาจเริ่มต้นโดยการใช้นามปากกาอะไรสักอย่างที่ไม่ระบุตัวตน  แต่โดยสภาพของสังคมและ/หรืออาจเป็นสภาพของมนุษย์โดยทั่วไปนั่นแหละที่จะชอบเอาใจใส่กับ Messenger (ผู้ส่งสาร) เท่าๆกับหรือบางทีก็มากซะยิ่งกว่า Message (สาร)   คำถามทำนองที่ว่า ‘ใครเขียนอันนี้’  ‘ใครทำอันนั้น’  ‘ใครพูดอันโน้น’ และอีกสารพัดใคร  จึงอาจนำความวุ่นวายมาสู่มุสลิมะฮฺได้มากยิ่งกว่าการระบุตัวตนไปเสียเลย(ในบางกรณี)    ดังนั้น การที่ผู้คนจะรู้ว่าคนทำบล็อกเป็นใครอาจเป็นเรื่องที่มุสลิมะฮฺต้องทำใจไว้แต่แรกแม้ไม่ปรารถนา   มันอาจไม่ใช้ข้อถูก-ผิดตายตัวในหลักการศาสนาหรอก  หากในความเป็นมุสลิมะฮฺ  เราทุกคนก็ล้วนไม่ต้องการจะเป็นที่พูดถึงโดยสาธารณะแม้ในเรื่องดีงาม(ประมาณว่าพูดแต่เรื่อง ไม่ต้องเจาะจงคนก็จะดี)  เราต้องลองชั่งดูว่าสิ่งที่เสียไปกับได้มาอะไรมันมากกว่ากัน  ความวุ่นวายจากการถูกระบุตัวตน(หากมันไม่มากเกินไป)อาจเป็นราคาที่เราต้องยอมจ่าย  เมื่อเห็นว่ามันคุ้มแก่กำไร

                ถึงอย่างนั้น  เราก็สามารถหาช่องทางเซฟตัวเองในหลายๆด้านเท่าที่ทำได้  (บอกก่อนว่าในประเด็นนี้ ตัวเองก็ยังทำได้ในระดับที่ไม่น่าประทับใจเอามากๆ  แต่ต้องขอนำเสนอเพื่อเตือนตัวเองและเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นๆ-อินชาอัลลอฮฺ )  เป็นต้นว่า  หลีกเลี่ยงที่จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง  แน่นอนว่าการนำเสนอความคิด  หรือแม้แต่แค่เรื่องที่เราเลือกมาแปล หรือเลือกก็อปปี้มานำเสนอ  ก็สามารถบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราได้บางอย่าง  แต่มันก็เป็นแง่มุมที่ไม่สุ่มเสี่ยงอะไรนัก  สิ่งที่ต้องระวังก็คือการนำเสนอข้อมูลที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวอย่างรสนิยม  ความชอบ  นิสัยใจคอ ฯลฯ โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงดะอฺวะฮฺสักเท่าไหร่   ส่วนการเล่าเรื่องประสบการณ์ที่ได้พบเจอในชีวิตก็อาจพิจารณาเป็นเรื่องๆไป  โดยเอาความบริสุทธิ์ใจและประโยชน์ที่คาดว่าคนอ่านน่าจะได้รับเป็นหลักในการพิจารณา  เรื่องไหนที่มีการระบุความเป็นตัวเรามากเกินไป  ในขณะที่ประโยชน์ในเชิงดะอฺวะฮฺยังไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่  ก็อาจต้องตัดๆไปซะบ้าง

                ว่ากันตามจริง การทำบล็อกของมุสลิมะฮฺมีประโยชน์มากนะ  โดยเฉพาะในประเด็นที่มุสลิมีนไม่สามารถจะนำเสนอได้โดยประสบการณ์ตรง  อย่างเรื่องเกี่ยวกับการแต่งกายของมุสลิมะฮฺ  การดำเนินชีวิตของมุสลิมะฮฺในสังคม  มุมมองต่อเฟมินิสม์  การเลี้ยงลูกและดูแลครอบครัว ฯลฯ   แต่บล็อกเกอร์มุสลิมะฮฺก็ต้องดูแลตัวเองด้วย  ทั้งหัวใจและความปลอดภัยอื่นๆของชีวิต  พึงหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนตัวเกินไปในที่สาธารณะ  เพราะหลาย ๆ แง่มุมในชีวิตของมุสลิมะฮฺนั้นถูกตั้งค่าการรับรู้ไว้สำหรับ‘บางคน’ไม่ใช่‘ทุกคน’    

 

 

· ญิฮาดและสถานการณ์โลกมุสลิมกับบล็อกของคนรุ่นใหม่

 

                วันแรกๆหลังการประกาศหยุดยิงระหว่างฮามาสกับรัฐบาลยะฮูดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทีข่าวชิ้นเล็กๆชิ้น๑ในสื่อต่างประเทศว่ารัฐบาลยิวเห็นชอบที่จะใช้บล็อกของประชาชนชาวยะฮูดียฺเป็นอีกแนวทางสำหรับประชาสัมพันธ์ให้โลกได้รับรู้ถึงความชอบธรรมของปฏิบัติการสังการหมู่ที่เพิ่งยุติลง(ชั่วคราว)

                ช่วงปลายปี๒๐๐๘ที่ผ่านมามีบล็อกเกอร์มุสลิมชาวอเมริกันคน๑ ถูกจับกุมตัวขณะกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศไปทำงานในซาอุดีอารเบีย  แม้ว่าข้อหาที่ทำให้เขาถูกจับกุมจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับบล็อกที่เขาเขียน (ตามคำอ้างของเอฟบีไอ  เขาถูกจับกุมเพราะเคยให้ปากคำว่าไม่ได้ติดต่อเพื่อนมุสลิมชาวอเมริกันอีกคนที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้าเนื่องจากมีแผนจะเดินทางเข้าไปร่วมต่อสู้ในโซมาเลีย  แต่เอฟบีไอมีหลักฐานว่าบล็อกเกอร์คนนี้ได้ติดต่อกับพี่น้องมุสลิมคนดังกล่าว)  แต่เนื่องจากบล็อกของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง (เป็นบล็อกที่เน้นแปลบทความภาษาอาหรับจากหนังสือของอุละมาอฺคนสำคัญๆออกมาเป็นภาษาอังกฤษ  ในบล็อกแนวญิฮาดิสของพี่น้องเราที่เมืองไทยหลายๆบล็อกก็เห็นติดลิ้งค์บล็อกของเขาไว้ ลองไปค้นๆดูได้)  จึงทำให้เรื่องของเขาเป็นที่สนอกสนใจของพี่น้องจำนวนมาก  และน่าจะมีส่วนไม่มากก็น้อยที่ทำให้เขาถูกปล่อยตัวออกมาในเวลาไม่นาน

                สองข่าวที่ยกมาคือตัวอย่างสดๆร้อนๆที่แสดงให้เห็นบทบาทของบล็อกที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ  ซึ่งแม้แต่ศัตรูของเราก็ยังมองเห็นและนำบทบาทนี้มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนความอธรรมของตนเอง  นอกจากนั้นก็ยังมีบล็อกของพี่น้องมุสลิมชาวตะวันตกอีกบางบล็อกที่นำเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวของมุญาฮิดีนอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา  จนกระทั่งถูกปิดบล็อกไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  เปลี่ยนที่อยู่และชื่อบล็อกมาไม่รู้กี่หนต่อกี่หน  แต่ก็ยังยืนหยัดนำเสนอข้อมูลในลักษณะเดิมจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง  ถึงขนาดว่าสถานีข่าวชั้นนำของตะวันตกต้องทำรายงานพิเศษเกี่ยวกับบล็อกนี้  มันคือปรากฏการณ์ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มระดับความสำคัญและความน่าสนใจมากขึ้นทุกที  จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้เราจะเริ่มได้ยินการพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับ “การญิฮาดในสนามอิเล็คโทรนิกส์” บ่อยครั้งขึ้น

                ในระยะหลังมา  อินเตอร์เน็ตได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่มุญาฮิดีนใช้สำหรับนำเสนอผลงาน  ประกาศแถลงการณ์  หรือรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆของพวกเขาทั้งในรูปบทความ  รูปภาพ  ไฟล์เสียง  และคลิปวีดีโอ  แม้ว่าความเกี่ยวพันระหว่างสมรภูมิญิฮาดกับโลกอินเตอร์เน็ตดูจะมีความชัดเจนและมองเห็นได้ง่ายเช่นนี้  แต่ก็มีประเด็นและรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่น่าสนใจควรนำมาพูดคุยกัน   หาก ณ ที่นี้เราคงจะเจาะลงมาพูดเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับบล็อกเกอร์ว่าจะมีส่วนอย่างไร และแค่ไหนในภารกิจอันหนักอึ้งหากสูงส่งที่กำลังดำเนินอยู่

                ในต่างประเทศ  บล็อกเกอร์หลายๆคนได้ทำให้บล็อกของเขาเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บสะสมข่าวคราวและผลงานของมุญาฮิดีน  ความรู้ตามหลักการอิสลามเกี่ยวกับการญิฮาด  ตลอดจนเวทีสำหรับถกอภิปรายกับทั้งมุสลิมและต่างศาสนิกในประเด็นเกี่ยวกับการญิฮาด  แน่นอนว่าการที่เลือกโทนของบล็อกตัวเองแล้วว่าจะดำเนินไปในทำนองนี้  อาจต้องแลกมาด้วยอายุของบล็อกที่อาจหดสั้นกว่าบล็อกโทนอื่นๆ  ตลอดจนการสูญเสียความปลอดภัยบางอย่างในชีวิตส่วนตัวของผู้ทำบล็อกเอง  แต่คนที่เลือกเช่นนั้นก็คงได้ชั่งแล้วว่ามันคุ้ม  ความเสี่ยงที่จะถูกโยนเข้าคุกอาจเป็นที่พอใจสำหรับบางคนมากกว่าความเสี่ยงที่จะถูกโยนเข้านรก  และเมื่อชั่งได้แล้วเช่นนั้น  มันก็ไม่มีอะไรจะต้องกลัว

                หากเราเป็นคน๑ที่พอใจและปรารถนาที่จะเอาตัวเองและบล็อกของตนเข้าไปมีส่วนร่วม(แม้อย่างหลวมและเล็กน้อยที่สุด)กับภารกิจแห่งญิฮาดที่กำลังดำเนินไปในประชาชาติของเรา  สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงประการแรกๆก็คือความใสสะอาดของเจตนา และความสว่างไสวของความรู้   สังคมที่มีการนำเสนอเรื่องญิฮาดและสถานการณ์พี่น้องมุสลิมอย่างกระพร่องกระแพร่งอยู่แล้วของเรา  คงไม่ได้ต้องการเวทีสำหรับระบายอารมณ์ขุ่นแค้นที่เรามีต่อศัตรูออกมาเป็นคำพูดหยาบกร้าวมากไปกว่าเวทีสำหรับชี้แจงอย่างกระจ่างให้เห็นถึงแก่นแห่งความผิดพลาดต่ำทรามของศัตรู   แก่นแท้แห่งการต่อสู้ของมุญาฮิดีน(ที่มักตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับข้อมูลจากแหล่งข่าวตะวันตก)   ตลอดจนความรู้ทั้งในแง่หลักการและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆเหล่านี้ 

                บางคนอาจมองว่าการนำเสนอข่าวสารโลกมุสลิมและรายละเอียดต่างๆอันเกี่ยวเนื่องกับการญิฮาดเป็นประเด็นไกลตัวเกินไป  และอาจทำให้บล็อกของเราดูดุดันเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าถึง   หากที่จริงแล้ว  ในขณะที่ข่าวสารของมุญาฮิดีนถูกทำให้เป็นเรื่องห่างไกลสำหรับเรา  ฝ่ายข่าวฝั่งโจมตีมุญาฮิดีนกลับทำให้ข่าวของเขาเป็นเรื่องใกล้ตัวเราตลอดเวลา   การที่เรามองว่าความเป็นไปของพี่น้องในต่างแดนเป็นเรื่องไกลตัวก็คือ๑ในข้อยืนยันถึงการมีอยู่และผลสำเร็จของงานที่พวกเขาทำ   ส่วนเรื่องเกี่ยวกับภาพพจน์ของบล็อกที่อาจดูแข็งกร้าวมากเกินไปอันน่าดังวลว่าจะมีผลต่อการทำงานส่วนอื่นๆนั้นสามารถตอบอย่างกว้างๆได้ว่า  บางทีอาจถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเรียนรู้ที่จะรับสารที่มีลักษณะจริงจังและหนักหน่วงได้   เพราะประชาชาติของเราในวันนี้สมควรแก่เวลาแล้วที่จะเมินหน้าใส่ความเหลาะแหละหน่อมแน้ม   อีกอย่าง เรื่องเบาๆอ่านสบายๆแต่ได้สาระ(ในระดับ๑)นั้นสามารถหาอ่านได้อย่างไม่ขาดแคลนนักในท้องตลาดอินเตอร์เน็ตบ้านเรา   แต่เรื่องหนักๆอย่างประเด็นเกี่ยวกับการญิฮาดและสถานการณ์พี่น้องมุสลิมดูจะยังขาดแคลนอยู่มากนัก   อย่างไรก็ตามหากบล็อกเกอร์มีความสามารถที่จะนำเสนอเรื่องหนักๆนี้ด้วยกลวิธีที่มีฮิกมะฮฺหน่อย  เน้นความรู้และขอเท็จจริงมากกว่าอารมณ์  ก็จะเป็นการดียิ่ง  ที่สำคัญก็คือต้องอย่าลืมว่าท้ายที่สุดแล้วการญิฮาดที่สูงส่งและมีเกียรติที่สุดก็คือการญิฮาดด้วยชีวิตและทุกสิ่งที่ชีวิตมีในสมรภูมิจริง  ดังนั้นอย่าให้การทำงานช่วยเหลือการญิฮาดในโลกไซเบอร์ของเราทำให้เรารู้สึกเพียงพอต่อภารกิจนี้ จนเมินเฉยที่จะก้าวต่อไปสู่สมรภูมิจริงเป็นอันขาด

 

 

                กล่าวโดยรวมๆ  บล็อกคือมุมหนึ่งในโลกอินเตอร์เน็ตอันไร้เส้นเขตแดนที่เราสามารถใช้ทรยศต่อดีนของเราด้วยการฝ่าฝืนคำสั่งต่างๆของอัลลอฮฺได้เท่าๆกับที่สามารถใช้มันช่วยเหลือดีนนี้อย่างสุดความสามารถ   ทุกวันนี้เรามีบล็อกเกอร์มุสลิมอยู่จำนวนไม่น้อยที่มีความปรารถนาจะใช้บล็อกของตนให้เกิดประโยชน์อย่างประการหลัง   หากเราจริงใจและจริงจังกับความมุ่งหวังนี้   งานการทำบล็อกที่ใครอาจมองว่าไร้สาระและเสียเวลาก็อาจเป็นที่มาของความดีนับไม่ถ้วน  และอุมมะฮฺของเราก็อาจได้ประโยชน์มหาศาลจากงานชิ้นนี้-อินชาอัลลอฮฺ    อย่างไรก็ตาม  เราก็ต้องตระหนักอยู่เสมอว่าทุกคำที่เราเขียนก็คือทุกคำที่เราจะถูกบันทึก ไม่ใช่แค่ตัวอักษรที่พิมพ์หากแม้แต่เจตนาในหัวใจขณะที่พิมพ์   ดังนั้นพึงระวัง  พึงระวัง  พึงระวัง   และโปรดระลึกเสมอว่าอิสลามคือระบอบที่ครอบคลุมทุกรายละเอียดของชีวิต  ไม่ใช่เฉพาะยามที่เรานั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์  ดังนั้นอย่าได้ละเลยที่จะเป็นบ่าวผู้กตัญญูในยามลุกออกจากหน้าจอไปแล้ว  บล็อกเกอร์ที่เป็นดาอีย์อย่างแท้จริงไม่ใช่บล็อกเกอร์ที่ทำให้บล็อกของเขาเป็นเครื่องมือในการดะอฺวะฮฺได้เท่านั้น   แต่คือบล็อกเกอร์ที่สิ่งซึ่งเขาดะอฺวะฮฺในบล็อกนั้นได้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตของเขาด้วย – หวังว่าเราต่างจะถูกนับเป็นหนึ่งในบล็อกเกอร์ประเภทที่ว่านี้  อินชาอัลลอฮฺ