- ค น ขี้ ข อ -


อัดดุอาอฺเป็นอิบาดะฮฺที่ฉันว่ามันพิเศษจัง
เหมือนกับว่าเราไม่มีต้นทุนอะไรที่ต้องลง-ไม่มีเลย


โอเค การละหมาด การอ่านอัลกุรอาน การถือศีลอด หรืออิบาดะฮฺแสนดีอะไรอื่นๆ มันยอดเยี่ยมและก็หวานหอมชนิดเฉือนกันไม่ลง  แต่ก็…มีบ้างแหละน่า…บางครั้ง-บางครา กระทั่ง…หลายครั้ง-หลายครา…ที่เหมือนกับว่าเราต้องต่อสู้กับอะไรเยอะแยะหลายอย่างเพื่อที่จะทำอิบาดะฮฺเหล่านั้น  ตั้งแต่สิ่งรบเร้าภายนอก ไปจนถึงความขี้เกียจ ความเหนื่อยล้า และความอะไรต่อมิอะไรของตัวเราเองที่น่าเขกกะโหลกแรงๆ


คือมันมีตัวกิจกรรมที่เราต้องทำแลกกับความดีและความแข็งแรงของหัวใจจากอิบาดะฮฺเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการลุกขึ้นเดินไปยืนละหมาด การหยิบอัลกุรอานมาเปิดอ่าน หรือการอดอาหาร(และอีกหลายอด) ฯลฯ

แต่กับดุอาอฺ กิจกรรมของมัน-ที่ไม่รู้ว่าควรนับเป็นกิจกรรมหรือเปล่า- ก็คือ “ขอ” มันเป็นกริยาตัวเดียวที่ต้องใส่ไปในอิบาดะฮฺชนิดนี้ จะยืนขอ นั่งขอ นอนขอ เวิร์บหลักก็คือ “ขอ” อยู่นั่นเอง และมันเป็นแอ๊คชั่นที่นึกไม่ออกว่าเราต้องลงแรงอะไรบ้าง ต้องต่อสู้กับข้าศึกทั้งภายนอกภายในเยอะเท่าพวกแอ๊คชั่นในอิบาดะฮฺอื่นๆหรือ? คิดว่าไม่นะ!

ตัวกริยาหลักของอิบาดะฮฺชนิดนี้มันง่ายจริง ง่ายจัง  แต่ผลลัพธ์ช่างอัศจอรอหันการันยอนัก เป็นความอัศจรรย์ที่เชื่อว่าทุกผู้ขอต้องเคยประสบ พบ และรักหมดใจ  อธิบายไม่ได้ แต่สัมผัสได้…ด้วยตัวเอง

وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ﴿

“และพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านได้มีดำรัสว่า จงขอต่อข้าเถิด แล้วข้าจะตอบรับพวกเจ้า”

[อัลฆอฟิร 40 : 60]

 
แต่ก็นั่นแหละ มันมีกติกา มีมารยาท มีรายละเอียดในการขอดุอาอฺอยู่หลายอย่างที่ผู้ขอควรต้องศึกษาและลงมือทำเพื่อความเป็นผู้ขอมืออาชีพซึ่งย่อมส่งผลต่อผลลัพธ์ในการขอ ถึงอย่างนั้น ตัวฉันเองก็ยังรู้สึกว่าอัลลอฮฺช่างเมตตาเหลือเกิน…เหลือเกินจริงๆนะ ที่กำหนดอิบาดะฮฺนี้มาให้เรา ที่สอนให้เรารู้จักมัน


إن الله حي كريم يستحي إذا رفع العبد إليه يديه أن يردهما صفرا خائبتين
“แท้จริงอัลลอฮฺ ผู้ทรงชีวิน ผู้ทรงใจบุญนั้น ทรงละอายกับการที่บ่าวคนหนึ่งได้ยกสองมือขึ้นวอนขอต่อพระองค์

แล้วจะต้องนำมือทั้งสองกลับไปอย่างว่างเปล่า ไม่มีอะไรติดมือกลับไป”
[รายงานโดยติรมิซี อิบนุมาญะห์ และอิบนุหิบบาน ; อิบนุฮะญัรกล่าวว่าเป็นหะดีษหะสัน]


ซุบฮานัลลอฮฺ! เมตตากว่านี้…ใจดีกว่านี้…มีอีกไหม? ตอบเลยว่าไม่มี-ร้อยไม่มีพันไม่มี!
บางทีสิ่งที่เราหวัง เราอยากได้ มันก็เยอะแยะตาแป๊ะซะจนถ้าผู้รับฟังคำขอเป็นมนุษย์คงตวาดไล่เราไปแล้ว แม้แต่ขอเองบางทีก็ยังต้องถามตัวเองว่า…จะเอาอะไรนักหนา หา? แต่มันอธิบายไม่ถูก สำหรับพระองค์ผู้เดียวผู้นี้ ยิ่งขอ…ยิ่งผูกพัน รู้ว่าจะไม่ถูกไล่ เชื่อว่าจะได้รับการรับฟัง ที่สุดของที่สุดก็คือ บางครั้งคุณสมบัติของเรา การทำตัวของเรา มันแย่ซะจนไม่คู่ควรจะได้รับในสิ่งที่ขอ แต่พระองค์ก็ยังให้…


แล้วมันก็กลายเป็นการให้๒ต่อ คือให้ตามที่เราขอ และให้เราได้สำนึกตัวด้วยความละอายแก่ใจ เราทำตัวไม่น่ารักเลย แต่อัลลอฮฺก็ยังให้  จึงหลายครั้งเต็มที ที่เราไม่ได้กลับเนื้อกลับตัวเพราะการคิดได้ หรือความดีงามแฝงเร้นอะไรในตัวเราเลย แต่เป็นเพราะความเมตตาของอัลลอฮฺมันมากจนเราอกตัญญูไม่ลง ปิดทางจริงๆ ประมาณว่าถ้ายังเป็นคนอยู่ เจอความเมตตาขนาดนี้แล้วยังเนรคุณอีกก็พิจารณาตัวเองด่วนๆได้แล้ว


เรื่องมหัศจรรย์ของดุอาอฺที่ทำให้เราหลายคนรัก – เคยรัก – และยังรัก การเป็นคนขี้ขออยู่เสมอ หลายครั้งก็ไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่ความมหัศจรรย์ในเรื่องนี้มันแผ่ผลลัพธ์เป็นวงกว้างครอบคลุมทั้งญะมาอะฮฺในชีวิตของเราๆ เลยที่เดียวเชียว


หลายครั้งเวลาปรึกษาปัญหาทั้งขนาดเท่าอีเอ็มบอลไปจนถึงแนวบิ๊กแบ๊ก…กับพี่น้องบางคน  เขาไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้เรานอกจากบอกว่า “จะช่วยดุอาอฺให้นะ”
“จะช่วยดุอาอฺให้นะ”
“จ  ะ   ช่  ว  ย  ดุ  อ า  อฺ  ใ  ห้  นะ”
“จ    ะ     ช่    ว    ย    ดุ    อ   า    อฺ    ใ    ห้    นะ”

ฟังแล้วก็แทบไม่อยากได้อะไรเพิ่มอีกแล้ว มันอาจดียิ่งกว่าการที่เขาช่วยด้วยการกระทำจริงด้วยซ้ำ เพราะเขาช่วยเราไม่ได้ในความสามารถของเขา แต่เขาได้เอาเรื่องของเราไปฝากไว้กับผู้ทรงสามารถทุกสิ่ง
ผู้ทีเพียงกล่าวว่า “จงเป็น” ทุกอย่างก็จะเป็นขึ้น


เช่นเดียวกัน…เมื่อมีพี่น้องบอกกับเราว่า “ช่วยดุอาอฺให้ด้วยนะ”
“ช่  ว  ย  ดุ  อ  า  อฺ  ใ  ห้  ด้  ว  ย  นะ”
“ช่   ว   ย   ดุ   อ   า   อฺ  ใ   ห้   ด้   ว   ย   นะ”

แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ต้องขอดุอาอฺในส่วนของเขาอยู่แล้ว แต่เขาให้เกียรติเราได้ร่วมเป็นผู้ถือเรื่องของเขาไปยื่นต่อผู้อภิบาลของเราและของเขา เขาให้เกียรติในความผูกพันระหว่างเรากับผู้อภิบาลของเรา…ว่าต้องมีส่วนช่วยเรื่องของเขาได้บ้าง มันน่าดีใจ น่าปลื้มใจ เท่าๆกับที่น่าจดในหัวใจว่าเราได้รับอมานะฮฺ๑มาจากพี่น้องแล้ว ยิ่งใหญ่เชียวด้วย อย่าได้ดูดายเด็ด

ฉันชอบคิดถึงภาพแบบนี้…แบบที่พี่น้องคน๑ขอดุอาอฺในสิ่งที่เขาอยากได้ และเขาก็ขอให้พี่น้องที่ฝากให้เขาช่วยขอดุอาอฺให้ ขณะเดียวกันพี่น้องคนที่เขาขอดุอาอฺให้นั้นก็ขอดุอาอฺในเรื่องของตัวเอง แล้วก็ขอดุอาอฺในเรื่องที่พี่น้องคนแรกฝากไว้ด้วย แล้วก็จะมีพี่น้องคนที่๓ คนที่๔ และคนที่ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ทำแบบเดียวกันให้แก่กันและกัน

ทั้งหมดนั้นอัลลอฮฺเห็น อัลลอฮฺได้ยิน…อัลลอฮฺเห็นความผูกพัน ความห่วงใยที่คนพวกนี้มีต่อกันผ่านการอิบาดะฮฺต่อพระองค์…พวกเขารักกัน แต่ก็รู้ว่าลำพังความสามารถของตัวเอง…พวกเขาช่วยอะไรกันไม่ได้ แต่พระองค์ช่วยได้ และพวกเขาก็ขอต่อพระองค์ให้กันและกัน อัลลอฮฺทรงเห็นทั้งหมด ได้ยินทั้งนั้น เรื่องราวการขอที่อีรุงตุงนังของคนเหล่านี้ คนนี้ขอให้คนนั้น คนนั้นขอให้คนนี้ ทั้งหมดเป็นไปเพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์เท่านั้นที่ช่วยเหลือพวกเขาและคนที่พวกเขารักได้
น่ารักได้อีกเนอะ…ความสัมพันธ์ของผู้ศรัทธาที่มีผ่านดุอาอฺ

ใช่แหละว่า มันก็มีอยู่ที่ดุอาอฺเราไม่ได้รับการตอบรับ หรือยังไม่ได้รับการตอบรับ…แบบที่ดวงตามองเห็น แต่หากเราพิจารณาแล้วว่าเราไม่ได้ทำอะไรไปเข้าข่ายผู้ที่ดุอาอฺจะไม่ถูกตอบรับโต้งๆ (คือมันอาจมีกรณีเข้าข่ายแบบที่ไม่รู้ตัวอยู่ แต่ขอพูดเฉพาะที่รู้แล้วกัน) ที่สุดแล้ว…การที่ผลลัพธ์ของดุอาอฺนั้นจะเป็นอย่างไร มันไม่สำคัญมากไปกว่าการที่เราได้ขอเลยจริงๆ  เรายื่นเรื่องให้ผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างมั้งมวลทั้งมวลช่วยจัดการแล้ว เราขอด้วยความปรารถนาแรงกล้าสุดฤทธิ์ และพยายามทำตัวเป็นบ่าวที่น่ารักที่ดุอาอฺจะได้รับการตอบรับอย่างสุดเดช แต่สุดท้าย ถ้าอัลลอฮฺไม่ประสงค์จะให้ตามที่เราขอ นั่นก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้ว เพราะพระองค์รู้ดีกว่าเราตั้งเท่าไหร่


ดุอาอฺเป็นอิบาดะฮฺที่สุดๆ…สุดๆในความเมตตาของอัลลอฮฺ สุดๆในความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสุดๆอ่ะถ้าเรายังเมินเฉยต่ออิบาดะฮฺที่มีแต่ได้กับได้อันนี้ลงคอ

ว่ากระนั้นแล้ว ก็มาเป็นนักขอมืออาชีพกันเถอะ เป็นนักขอที่รู้และทำตามกติกามารยาทในการขอ เป็นนักขอที่พร้อมจะขอในทุกสภาพการณ์ ที่สำคัญ…เป็นนักขอที่เมื่ออยู่ต่อหน้ามนุษย์…เขาคือคนที่ราวกับว่าไม่มีอะไรอยากได้เลย แต่ต่อหน้าผู้สร้างมนุษย์…เขาคือคนที่ขี้ขอที่สุดในโลก!

- เ ชื่ อ มั่ น ใ น อั ล ล อ ฮฺ -


คำว่า “เชื่อมั่น” นี่น่าจะตรงกับภาษาอาหรับว่ายะกีน (اليقين) หรือยะเก่นที่โต๊ะๆ แชร์ๆ ออกเสียงกัน จริง ๆ ความหมายในภาษาไทยเค้าก็น่ารักดีนะคะ – “เชื่อมั่น”…มันเหมือนเป็นขั้นกว่าของ “เชื่อ” คือ ไม่ใช่เชื่อธรรมดานะ แต่เชื่ออย่างมั่นๆ กอมูสบางเล่มมอบความหมายภาษาอังกฤษแก่ยะกีน ว่า “Undobouted”…ไม่สงสัยใดใดทั้งสิ้น เชื่อหมดจิตหมดใจ…ลา-ร็อยบ์ (لا ريب) อย่างแท้จริง


อดีตนายกฯ ประเทศ๑ในดาวเคราะห์ดวงสีน้ำเงินเคยจัดรายการทุกเช้าวันเสาร์ ใช้ชื่อประมาณว่า “เชื่อมั่นประเทศใคร” (นามสมมุติ) แค่ฟังก็ขนลุกเกรียว ถ้าเราต้องเชื่อมั่นในประเทศใครแห่งนั้นด้วยความหมายหมายเต็มของยะกีน ไม่อยากคิดเลยว่ามันจะเป็นความเชื่อที่นำพาชีวิตเราไปสู่ความมั่นคงชนิดไหน


จริงๆ มันเปรียบกันไม่ได้หรอกเนอะ ความเชื่อมั่นตามชื่อรายการนั้น กับความเชื่อมั่นในชีวิตมุสลิม  แต่ยิ่งได้เจอความเชื่อมั่นในเรื่องต่างๆ ของผู้คนที่ไม่ได้น้อมรับอิสลาม ยิ่งซาบซึ้งว่า…มันดีแค่ไหน ที่เราได้รู้จักการเชื่อมั่นในอัลลอฮฺ


เป็นเรื่องจริงที่สุดที่ชีวิตมนุษย์ต้องการความเชื่อมั่นในอะไรบางสิ่ง บางคนเชื่อมั่นในตัวเอง บางคนเชื่อมั่นในผู้นำ บางคนเชื่อมั่นในอุดมการณ์ทางการเมือง บางคนเชื่อมั่นในอำนาจของเงิน  และบางคนเชื่อมั่นในความไม่เชื่อมั่นใดใด แต่จะมีความเชื่อมั่นไหนมั่นคงได้เท่าความเชื่อมั่นของผู้ศรัทธา มันงดงามและส่องสว่าง เพราะเราไม่ได้เชื่อมั่นต่อสิ่งที่อาจถูกหรืออาจผิด สิ่งที่อาจช่วยเราได้หรือไม่ได้ สิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้อื่น ทว่าเราเชื่อมั่นในผู้ที่ไม่มีทางผิด ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เป็นขึ้นไม่ได้หากพระองค์ตรัสว่า “จงเป็น”


ถึงอย่างนั้น…หลายครั้ง เราก็ยังเชื่อมั่นไม่มากพอ!


ความเชื่อมั่นที่มากท้นนี่สำคัญเหลือเกินนะคะสำหรับการใช้ชีวิตของเรา…ชีวิตที่มันสั้นสุดสั้น แต่ก็ไหวหวั่นได้สุดแรงถ้าไม่มีหลักยึดที่มั่นคงพอ  บางครั้ง ใจเรามันก็โคลงเคลง ร้อนรน อยากจะให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการซึ่งยังมาไม่ถึง หลายครั้ง ปัญหาที่มันมีพลังมากเพราะเข้ามาพร้อมกันเป็นญะมาอะฮฺก็ทำให้เรารู้สึกซวนเซจวนล้ม เกือบหลุดปากบ่นบ้าไปก็หลายหน ว่าทำไมฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมไอ้โน้นไม่เป็นอย่างนั้น ไอ้นั้นไม่เป็นอย่างนี้ ร้ายกาจที่สุดก็ตรงที่ ความอ่อนแอของเราอาจนำไปสู่จุดที่ตั้งคำถามกับอัลลอฮฺโดยไม่รู้ตัว ทำไมอัลลอฮฺไม่ช่วยเรา ทำไมสัญญาของอัลลอฮฺมาไม่ถึงสักที ทำไมและทำไม


ทั้งที่ หากเราเชื่อมั่นในใครสักคนอย่างที่สุด เชื่อมั่นในความรู้รอบของเขา ในการเลือกสรรของเขา ว่าดีกว่าเราแน่นอน  เราย่อมจะไม่ตั้งคำถามว่า “ทำไม…” กับการตัดสินของเขา  หากจะตั้งจริงๆ เราก็จะตั้งกับตัวเองมากกว่า  นั่นคือเราจะไม่ถามว่าทำไมอัลลอฮฺไม่ตอบรับดุอาอฺของฉัน แต่เราจะถามว่าทำไมดุอาอฺของฉันไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮฺ


เราจะไม่ถามว่า “ทำไม…” กับผู้ที่เราเชื่อมั่นสุดหัวใจ


เมื่อหัวใจได้เชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺอย่างเต็มที่ ก็อย่ากังวลเลยกับอุโมงค์มืดมิดของชีวิตที่ยาวไกลแบบมองไม่เห็นแสงสว่างใดที่ปลายทาง หลายคราวเชียวล่ะ ที่ความช่วยเหลือของอัลลอฮฺได้มาถึงในช่วงเวลาที่ไร้วี่แววที่สุด แด่หัวใจที่เชื่อมั่นที่สุด ช่วงเวลาที่สาหัสจนคนอื่นอาจเตลิดหนี อาจคร่ำครวญเพราะมองไม่เห็นทางออกใด แต่ผู้ที่ในอกของเขาบรรจุหัวใจที่เชื่อมั่นเปี่ยมเต็มเอาไว้ มันกลับคือช่วงเวลาที่หวานที่สุด ความเชื่อมั่นหมดจิตหมดใจเป็นอย่างไร และผลตอบแทนของมันเป็นอย่างไรน่ะหรือ?…


ก็เป็นความเชื่อมั่นในหัวใจของนบีมูซาอะลัยฮิสสลาม ขณะท่านพาไพร่พลหนีฟิรเอาน์มาจนมุมที่ทะเลแดง เบื้องหน้าคือผืนน้ำกว้างใหญ่ เบื้องหลังคือกองทัพมโหฬารของศัตรู และข้างๆคือคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันซึ่งกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า “เราถูกตามทันแน่แล้ว” หัวใจดวงนั้นทำให้นบีมูซาตอบท่ามกลางปัจจัยสุดสาหัสที่รายล้อมว่า “ไม่ แท้จริงที่อยู่กับฉันคือพระเจ้าของฉัน พระองค์จะทรงชี้ทางออกให้ฉัน” …แล้วทะเลอันกว้างใหญ่นั้นก็แยกออก กลายเป็นบทเรียนให้มนุษย์ได้ศึกษาเรื่อยมาจนปัจจุบัน


เป็นความเชื่อมั่นในหัวใจของนางหะญัร เมื่อสามีนำเธอและลูกน้อยไปปล่อยทิ้งไว้กลางทะลทรายไร้ร่มเงาและแหล่งอาหารใดในสายตา หากเพียงได้รู้ว่าสิ่งทีเกิดขึ้นนี้เป็นคำบัญชาของผู้อภิบาล หัวใจดวงนั้นก็ทำให้เธอกล่าว ขณะสามีกำลังจะจากไปว่า “ถ้าอย่างนั้นพระองค์ย่อมจะไม่ทอดทิ้งเรา”…แล้วพื้นที่แห่งนั้นก็กลับผุดขึ้นซึ่งตาน้ำอันยังรินเรื่อยมาจนปัจจุบัน


เป็นความเชื่อมั่นในหัวใจของท่านนบีมุฮัมมัดศอลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ขณะหลบภัยอยู่ในถ้ำพร้อมสหายเพียงคนเดียว ในสภาพที่ไม่ได้มีอาวุธยุทโธปกรณ์หรืออุปกรณ์ยังชีพใด และหน้าปากถ้ำอันเล็กแคบนั้นคือกลุ่มคนที่ตามไล่ฆ่าท่านอย่างกระหาย หัวใจดวงนั้นทำให้ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวแก่สหายของท่านในขณะที่ความตายจ่ออยู่ตรงหน้าว่า “อย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮฺทรงอยู่กับเรา”…แล้วพวกนักฆ่าที่เพียงเหลือบตาลงมาก็จะเจอคนที่เขาพลิกทะเลทรายหาก็กลับมองไม่เห็นท่านนบี กระทั่งท่านได้ถึงจุดหมายแห่งการฮิจเราะฮฺและประกาศศาสนาแห่งสัจธรรมอันดำรงอยู่เรื่อยมาจนปัจจุบัน


และหัวใจอีกมากมายดวงในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ตอกแล้วย้ำอีกว่าเมื่อความเชื่อมั่นได้ยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นในอกของผู้ใดแล้ว ชีวิตของเขาจะงดงามและมหัศจรรย์สักแค่ไหน


ในทุก ๆ วัน เราหลายคนกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง และ/หรือหลายอย่าง มนุษย์ถูกสร้างมาเป็นผู้คอย แน่ล่ะว่า บางเรื่องของการรอคอยมันชวนให้หัวใจรู้สึกไม่ค่อยสบาย หลายทีหลายหน…เมื่อการรอคอยนั้นยืดเยื้อ เราเริ่มคาดหวังความช่วยเหลือจากคนนั้น-คนนี้…คนที่เขาก็กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากผู้อื่นอยู่เหมือนกัน ทั้งที่จริงแล้วผู้ที่ช่วยเหลือเราได้มีเพียงผู้เดียว ผู้เดียวจริงๆ


ฉะนั้น ขอเราจงมีกำลังใจ ในงานที่ทำ ในกำหนดที่คอย ในปัญหาที่สะสาง ในขวากหนามที่ฝ่าฝัน วางหัวใจไว้ที่อัลลอฮฺ เชื่อมั่นในพระองค์แบบสุดขั้วหัวใจ เชื่อแบบไม่เหลือข้อสงสัยใด ปราศจากโดยสิ้นเชิงซึ่งความลังเล อาจมีใครหลายคนที่อัลลอฮฺส่งความช่วยเหลือของพระองค์ผ่านมาทางพวกเขา นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องขอบคุณอัลลอฮฺและขอให้พระองค์ตอบแทนผู้ช่วยเหลือเรานั้นด้วยการตอบแทนสำหรับชาวอันศอร  แต่อย่าได้ฝากเรื่องของเราไว้กับบรรดาผู้ช่วยเหลือทั้งหลายเลย ชีวิตที่ผ่านมาหลายฤดูกาลของเราไม่ได้สอนเราครั้งแล้วครั้งเล่าหรือว่า เมื่อใดที่เราฝากความหวังไว้กับมนุษย์คนใด เรื่องมักจะยุ่งขิงเสมอ แต่เมื่อหัวใจเราฝากหวังไว้แต่เฉพาะอัลลอฮฺ ทุกเรื่องมันง่ายจัง บางที…ก็อาจไม่ใช่ง่ายเพราะปราศจากอุปสรรคสิ้นทุกอย่าง แต่มันง่ายเหลือที่ก็เพราะหัวใจเราสงบแน่นนัก ผิดกับตอนที่ฝากหวังไว้กับมนุษย์อย่างลิบตา


โอ้ผู้ทรงสร้างดวงตายุงและดวงตะวัน
โอ้ผู้ทรงมองเห็นการเคลื่อนที่ของอะตอมและการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก
โอ้ผู้ทรงได้ยินเสียงกระพือปีกของแมลงตัวเล็กที่สุดในพิภพและเสียงระเบิดของภูเขาไฟลูกใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน
โอ้ผู้ทรงรอบรู้ถึงจำนวนเม็ดทรายใต้มหาสมุทรและจำนวนละอองน้ำในชั้นบรรยากาศ
โอ้ผู้ทรงดูแลการเดินแถวของมดและการโคจรของดวงดาวในจักรวาล
…ข้าพระองค์ขอมอบเรื่องราวหนักหน่วงของชีวิตนี้ไว้  ณ ที่พระองค์ ดังนั้นโปรดจัดการเรื่องราวของมันด้วยการจัดการที่พระองค์จะทรงทำกับชีวิตบ่าวที่พระองค์รักเขาและเขาก็รักพระองค์
…ข้าพระองค์ขอวางหัวใจอันไหวอ่อนนี้ไว้ ณ ที่พระองค์ ดังนั้นโปรดบรรจุมันให้เต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นในพระองค์แบบที่พระองค์ได้เคยบรรจุไว้ในหัวใจบ่าวที่พระองค์รักเขาและเขาก็รักพระองค์
…โอ้ผู้เป็นที่มอบหมายของชีวิตและที่พักวางของหัวใจ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของข้าพระองค์ ราวกับว่าไม่มีเรื่องใดเลยที่ผ่านเข้ามา ไม่มีใครเลยที่ได้พบ ไม่มีปรากฏการณ์ใดเลยที่ได้ประสบ นอกจากมันได้ตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก บอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่า…ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่คู่ควรแก่การมอบหมายของหัวใจ เฉพาะพระองค์ผู้เดียว…ผู้เดียวจริงๆ

ง ม ฝั น ใ น ม ห า ส มุ ท ร


สัก ๑ ครั้งในชีวิตวัยเด็กแหละเนอะ ที่เราต้องเคยเจอคำถามว่า “โตขึ้นแล้วอยากเป็นอะไร” อย่างน้อยก็จากครูอนุบาลหรือผู้ใหญ่ใกล้ตัว แล้วคำตอบของเด็กผู้หญิงประมาณสักครึ่งห้องก็จะดังแจ้วๆขึ้นมาเชียวว่าอยากเป็นครู ส่วนเด็กผู้ชายอีกย่างน้อยโหลนึงต้องอยากเป็นตำรวจแหงแซะ โลกอายุไม่กี่ฤดูหนาวตอนนั้นจะมีสักกี่อาชีพกันที่เรารู้จัก เราไม่รู้หรอกว่าในโลกนี้ยังมีอาชีพแปลก ๆ อีกสารพัด ตั้งแต่นักพัฒนาซอฟแวร์ไปจนถึงคนรับจ้างต่อแถวซื้อคริสปี้ครีม

 

(แต่จริงๆ คำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึงอาชีพสักหน่อยเนอะ เด็กบางคนตอบว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นผู้ใหญ่” (ความฝันนี้ดีนะ เพราะมีบางคนเหมือนกันที่ยิ่งโตยิ่งเป็นเด็ก) ซึ่งฟังดูโอเคกว่าน้องหนูอีกคนที่บอกว่า “โตขึ้นผมอยากเป็นช้าง” ตานี้ ครูก็เลยไม่รู้จะให้กำลังใจยังไงดี)

 

พอโตพ้นวัยอนุบาลมา ได้พบกับครูฝ่ายปกครองผู้มีไม้เรียวขนาดสามคนโอบเป็นอาวุธประจำกาย กับตำรวจจราจรที่ตั้งด่านดักรถพ่อแม่เราอยู่ทุกสิ้นเดือน  สองอาชีพที่ชนะโหวตในชั้นเรียนอนุบาลก็ดูจะห่างไกลจากความปรารถนาของผู้คนไป เรื่อยๆ เท่า ๆ กับที่ความใฝ่ฝันประการใหม่ ๆ ก็ผุดพรายขึ้นมาใจเราเรื่อย ๆ เด่นชัดนักสำหรับบางคน และดูลางเลือนสับสนสำหรับอีกบางคน แต่ให้ยังไง ก็จะมีวัยหนึ่งของชีวิตเราที่รู้สึกว่ามีความฝันอยากไล่ตาม

 

วัยรุ่นคนหนุ่มสาวทั่วไปพูดกันเรื่องความฝันนี้เยอะมาก จริงๆข้าพเจ้าก็ไม่ค่อยจะถูกกับพวกหนังสือหรือบทความแนวให้กำลังใจ โพสิทีฟธิงคิ่ง หรืออะไรทำนองนี้นักหรอก แต่ก็ได้อ่านผ่านตาอยู่เรื่อยๆ จากนักเขียนคนดังในแนวนี้สอง-สามคนที่เขียนคอลัมน์ประจำให้นิตยสารข่าวอันตามอ่านอยู่ และพบว่าพวกเขาพูดเรื่องความฝันและการวิ่งไล่จับมันกันเยอะจริงๆ โดยเฉพาะที่เป็นการพูดอันมุ่งสื่อสารกับ “คนรุ่นใหม่

 

แปลกเหมือนกันนะที่ในสังคมมุสลิมเราไม่ค่อยพูดกันเรื่องความฝันของวัยหนุ่มสาวเท่าไหร่  ที่ว่าความฝันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาชีพ (ซึ่งเราพอเห็นบ้าง ที่เด็กๆของเราอยากเป็นหมอ แล้วเราก็พูดกันถึงความสำคัญของอาชีพนี้ต่ออิสลามรวมถึงจัดกิจกรรมแนะแนวต่างๆเพื่อพาเด็กๆพุ่งทะยานสุ่ความฝัน อยากให้มีแบบนี้ทุกสาขาอาชีพเลย ตั้งแต่นักเขียนไปจนถึงชาวนา จะได้รู้ว่าทุกอาชีพมีเกียรติทั้งนั้นถ้าคุณประกอบมันเพื่ออิสลาม) แต่หมายถึงความฝันลูกใหญ่ๆของชีวิตที่เรามีไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เช่น อยากมีกิจการของตัวเอง อยากเปิดโรงเรียน อยากไปใช้ชีวิตอยู่บนดอยสูง อยากเดินทางไปทำความรู้จักพี่น้องมุสลิมในดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก และอีกสารพัดอยากที่เชื่อว่ามีหรือเคยมีอยู่ในหัวของคนหนุ่มสาวมุสลิมจำนวนหนึ่ง แต่น้อยคนนักที่จะจริงจังในการเดินไปสู่ความฝันนั้น

 

 

มันก็เข้าใจได้นะ ว่าไป เพราะมุสลิมมีชีวิตอยู่ในดุนยาแบบที่รู้แน่แก่ใจว่าชั่วคราวสิ้นดี การได้ทำตามความฝันตัวเองหรือไม่ในดุนยานี้จึงไม่ใช่หลักใหญ่ใจความของชีวิตเราเท่ากับว่าเราจะบรรลุความฝันถึงสถานะสูงส่งในชีวิตโลกหน้าอันเป็นความใฝ่ฝันสำคัญสุดของชีวิตได้หรือไม่ แต่ไม่รู้สิ พักหลังๆทีได้คุยเรื่องความฝันของเหล่าวัยชะบ๊าบที่มีเยอะแยะตาแป๊ะ แต่น้อยคนและน้อยครั้งที่จะเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำตามความฝันได้ แล้วก็รู้สึกว่าที่จริงการมีความฝันของวัยหนุ่มสาว และออกไล่จับมันนั้นเป็นกิจกรรมที่น่ารักออก ทำไมหมดไฟกันง่าย ๆ

 

ที่พูดนี่หมายถึงความฝันที่ไม่ขัดกับอิสลามนะคะ เช่น คนสาวบางคนอยากเป็นเจ้าของร้านหนังสือ คนหนุ่มบางคนอยากไปเป็นครูในชนบท มุสลิมะฮฺบางคนอยากทำงานอยู่กับบ้าน ไม่ใช่แบบขัดกับหลักการ อย่างมุสลิมะฮฺอยากฉายเดี่ยวแบ๊คแพ๊กเกอร์ตะลุยขุนเขาลำห้วยแบบโลนลี่แพลเน็ท หรืออยากสมัครเอเอฟ เดอะดาว อะไรพรรค์นั้นก็สมควรพับโครงการเก็บไส่กระเป๋าแล้วขุดหลุมฝังดินลึกสักสิบห้าเมตรจะดีกว่า

 

พวกความใฝ่ฝันทั่ว ๆ ไปที่ไม่ขัดหลักการ หรือบางทีอาจสอดคล้องกับหลักการด้วยซ้ำ (เช่น มุสลิมะฮฺอยากทำงานมีรายได้โดยไม่ต้องออกนอกบ้าน) นี่ ข้าพเจ้าว่าเราไม่ควรปล่อยมันทิ้งไว้ข้างทางของชีวิตเพียงเพราะว่ามันไม่ใช่เส้นทางที่คนส่วนใหญ่เลือกเดินนะ ความใฝ่ฝันของคนหนุ่มสาวมันมีพลังบางอย่าง ไม่ต้องนับกลิ่นและรสเชิญชวนที่พอจมูกและลิ้นเราชราภาพขึ้นมันจะไม่ได้กลิ่นและชิมรสแบบนี้ไม่ได้อีก น่าเสียดายออก

 

ทำไมพูดเรื่องนี้แล้วต้องร้อนตัวไม่รู้ แต่ยังไงก็คงต้องขอกันท่าไว้ตามธรรมเนียมว่า ชีวิตเรามีปัจจัยความเป็นจริงหลายอย่างที่ต้องคำนึงถึงนอกจากการไล่ตามความฝัน เช่น มีพ่อแม่และความหวังของท่านที่มีต่อตัวเรา ปัจจัยนี้สำมะคันนักเชียว เพราในชีวิตของเราไม่มีมนุษย์หน้าไหนจะสำคัญและควรแคร์มากไปกว่าสองท่านนี้แล้ว ถ้าความฝันของเรามันขัดแย้งกับความหวังของท่านก็สมควรให้น้ำหนักกับความหวังของท่านก่อน มันสำคัญกว่า  แต่…เอ้อ เรื่องนี้มันก็พูดยากนะ เพราะพ่อแม่แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน พ่อแม่บางคนจริงจังมากกกกก (ก.ไก่ยาวไปสามกิโล) กับความหวังของตัวเองที่มีต่อลูก หมายถึงในเชิงดุนยานะ เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ อยากให้ลูกเรียนจบด็อกเตอร์ อยากให้…. อย่างจริงจังแบบที่ถ้าไม่ได้ตามหวังนี้ท่านอาจถึงกับหัวใจสลายได้ แบบนี้ก็ตัวใครตัวมันน้อ (แนะนำว่าทำตามท่านหวังไปเหอะถ้าทำได้)

 

แต่พ่อแม่บางคนก็แค่มีความหวังพอเป็นกระสัย คือถ้าลูกเป็น/ทำในสิ่งที่หวังได้ก็ดี แต่ถ้าลูกไม่ชอบในความหวังนี้ก็ไม่เป็นไร พ่อแม่รับได้ (ส่วนตัวเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีความหวังในตัวลูกบางอย่างทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครที่ไม่มีความหวังเลย อย่างน้อยก็หวังให้ลูกเรียนจบสูงๆ มีการศึกษาและการงานดีๆทำแหละ) พ่อแม่ประเภทนี้นี่เอง ที่เราสามารถเจรจาต่อรองและพิสูจน์ตัวเองได้ ฟังดูเห็นแก่ตัวไหม? ไม่นะ ข้าพเจ้ามีพ่อแม่ประเภทนี้ คือมีความหวังบางอย่างที่อยากให้ลูกเป็น แต่เคารพในการตัดสินใจของลูกถ้าไม่อยากจะเป็น (ตราบเท่าที่ความอยากของลูกไม่ขัดกับอิสลาม) เชื่อเถอะว่าพ่อแม่แบบนี้ไม่ได้จะมีความสุขเลยถ้าเราทำตามความหวังของท่านโดยที่ตัวเองก็จะตาย อยู่ไปอย่างไร้ชีวิตชีวาและขาดจินตนาการ เราเจรจากับท่านได้ เปิดอกพูดคุยกันตามประสาคนที่ต่างรักต่างห่วงใยกัน ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอยากให้อีกฝ่ายทุกข์ใจหรือเจ็บปวดเลยแม้สักกระผีก และที่สำคัญ-ต้องพิสูจน์ตัวเอง ว่าความฝันของเรามันโอเคต่อชีวิตทั้งโลกนี้และโลกหน้าของเรา

 

(หัวใจของคนเป็นพ่อแม่น่ะเนอะ ที่ต้องการให้ลูกเรียนสูงๆ มีการมีงานดีๆทำ ไม่ใช่เพราะอะไรเลย นอกจากหวังว่าลูกจะมีชีวิตอยู่ได้แบบดีๆ แม้เมื่อไม่มีท่านแล้ว ไม่มีอะไรเพื่อตัวท่านเองเลย ฉะนั้น ถ้าเราเลือกจะเป็นคนไม่มีการศึกษาหรือทำงานแบบที่มองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็นมีราศีใดใด ก็ต้องพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าเราอยู่ได้ ไม่ใช่ทำตามความฝันของตัวเองแล้วรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ ต้องแบมือขอพ่อแม่ต่อไป หยั่งงี้ก็สมควรที่พ่อแม่จะเป็นห่วงน้อยเมื่อไหร่)

 

มันก็คงจะมีปัจจัยอีกหลายอย่างในชีวิตของเรานอกเหนือไปจากความหวังของพ่อแม่ที่ทำให้เรามองว่าความฝันของตัวเองเป็นสิ่งห่างไกลลิบตา ก็แล้วแต่แต่ละชีวิตนะคะ ต้องพิจารณาไตร่ตรองกันเอง เพียงแต่ถ้าเหตุผลของการทอดทิ้งความฝันเพียงเพราะว่ามันโดดเดี่ยวเกินไป ไม่มีใครเขาทำแบบนี้ คือไม่สามารถมองเห็นชีวิตนอกลำดับขั้นแบบที่คนส่วนใหญ่ในสังคมบูชาปริญญาบัตรและเงินเดือนเขาใช้กันได้ อยากบอกว่ามันไม่น่ากลัวขนาดนั้นหรอกค่ะ ถ้าความฝันของเราเป็นสิ่งดีงาม ไม่ได้มีอะไรเลวทราม มันก็ไม่สมควรจะถูกทิ้งขว้างเพียงเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมให้ค่า การไล่ตามมันอาจจบด้วยการเจ็บตัวและคว้าน้ำเหลวในผลลัพธ์รูปธรรม แต่เชื่อเถิดว่ายังไงก็ต้องได้อะไรติดมือกลับไป ถ้ามองไม่เห็นก็เป็นไปได้ว่าที่มันติดอยู่คือในหัวใจของเราเอง – อินชาอัลลอฮฺ

เดอะ โชว์ มัส โก ออน

ไม่มีใครไม่ใจหายกับการจากไปของเราะมะฎอน รายที่อาการเพียบหน่อยก็อาจต้องอาศัยเวลาสำหรับนั่งซึมสักครู่ หรืออาจทิชชู่สักแผ่น-สองแผ่นสำหรับหางตาเปียกชื้น แต่พอเรี่ยวแรงเริ่มมาและทิชชู่หมดโควตา ทุกคนก็ย่อมประจักษ์ว่า…ชีวิตมันต้องไปต่ออยู่ดี
ใจหายแต่ก็ยังต้องหายใจ
เดอะ โชว์ มัส โก ออน


ก็อาจไม่ควรนักหรอก ที่จะเรียกชีวิตดุนยาว่าเป็นรายการโชว์ เพราะชีวิตมันเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การแสดง (ยกเว้นประเภทเรียลลิตี้อาจพอใกล้เคียง โดยเฉพาะในแง่ที่ว่ามีผู้เฝ้ามองอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่พร่องไปสักวินาทีเดียวหรือเศษเสี้ยวด้วยเอ้า) แต่ถ้ามองเฉพาะคุณสมบัติบางอย่าง เช่น ความสั้นและจำกัดของเวลาการแสดง  ก็น่าจะพอโมเมได้ว่าละม้ายกันอยู่บ้าง

โชว์ของบางคนวันนี้สุดแสนจะคอมเมดี้ดูง่ายสบายแฮ  บางคนก็ผจญภัยตื่นเต้นทริลเลอร์เชียว  ในขณะที่อีกบางคนดราม่าเข้มข้นจนต้องขอทิชชู่ทุกสามนาที แต่ไม่ว่าจะโชว์แบบไหนมันก็ต้องดำเนินต่อ และไม่ว่าจะแบบไหนมันก็ต้องจบลง ไม่มีเวทีไหนเลยที่เปิดการแสดงอยู่ยงคงกระพันนิรันดร ยากตรงที่เราไม่รู้เสียด้วยว่าโชว์ของเราจะถูกสั่งเก็บเวทีตอนไหน คนรอบคอบเลยพยายามเตรียมฉากจบที่น่าประทับใจให้พร้อมสำหรับทุกวินาที


มันยากเหมือนกันนะ ชีวิตนี้ จริง ๆ โจทย์มันง่าย ๆ ตรง ๆ แหละ คือทำอย่างไรก็ได้ให้ไปสู่สวรรค์ของอัลลอฮฺ แต่ตลอดทางไปมันเต็มไปด้วยขวากหนามสารพัดรูปแบบ(ที่บางทีเราเองนั่นแหละเป็นผู้วางมัน แถมชิ้นใหญ่กว่าใครเลย นิสัยนะ) นึกถึงสติ๊กเกอร์ท้ายรถบรรทุกคันหนึ่งที่เขียนว่า “ทางไปสวรรค์มันรก ทางไปนรกมันเตียน” เสียดายว่าพี่คนขับได้ขับผ่านเข้ามาในสายตาตั้งแต่เฟสบุ๊คอีร่ายังไม่ถูกสถาปนาเป็นรูปร่าง ไม่อย่างนั้นคงได้มีกดไลค์กันมั่งหรอก

มีเพื่อนคน ๑ เคยบอกว่าชีวิตคล้ายเกมส์ มันมีเลเวลให้ผ่าน ยิ่งเลเวลสูงก็ยิ่งยาก  หินหน่อยก็ตรงที่ผู้เล่นมีชีวิตเดียว ตายแล้วตายเลย ไม่มีสิทธิ์กลับมาแก้ไขอะไร

เราะมะฎอนน่ารักก็ตรงนี้ด้วยมั้ง ตรงที่ทำให้อะไรหลายๆ  อย่างบนเส้นทางนี้ง่ายขึ้น ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็ง่ายขึ้นจริง ๆ นะ บะรอกะฮฺอวลทั่วบรรยากาศ หัวใจเราไหวอ่อนลง ตัวแสบก็ถูกล่าม อะไรๆรอบตัวก็เอื้อต่อการทำความดีมากกว่าเดือนอื่นๆ เหมือนมันเป็นของขวัญจากเจ้าของเส้นทางนี้ที่ส่งมาให้เราได้พักบ้าง เติมพลังบ้าง แต่ของจริงที่เราต้องพิสูจน์ตัวเอง ต้องผ่านเลเวลของชีวิต ต้องดำเนินโชว์ของตัวเองก็คือช่วงเวลาอีก ๑๑ เดือนที่เหลือ


อย่าห่วงเลยว่าสารพัดบททดสอบจะดาหน้าเข้ามากระหน่ำราวพายุ อย่าห่วง…เพราะมันต้องเข้ามาอยู่แล้ว ผ่านเลเวลดีเปรสชั่นแล้วก็เตรียมเจอเฮอร์ริเคนได้ มันเป็นธรรมชาติของเส้นทางนี้ ดีแสนดีแค่ไหนที่เราได้รู้จักอาวุธที่จะผ่านสารพัดพายุชีวิตพวกนี้ไปได้ ทั้ง ศ็อบร์ ชุกร์ ตะวักกุล ยะกีน ดุอาอฺและอิบาดะฮฺหลากรูปแบบ ชีวิตนอกเราะมะฎอนจึงอาจน่าพรั่นพรึงอยู่บ้างแต่ก็ท้าทายดีนะ ท้าทายให้เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นพวกแหย หรือแน่จริง


ใจหายมันเข้าใจได้แหละเนอะกับการจากไปของเราะมะฎอน แต่ไม่ว่าอย่างไรเวทีชีวิตนี้ก็ต้องดำเนินต่อไป ทำมันให้สุดความสามารถละกัน เวลาแสดงก็ไม่ได้จะนานอะไรเลย เดี๋ยวเดียวก็รูดม่านปิดแล้ว
แต่สำหรับวินาทีนี้ที่ม่านยังไม่ปิด…เดอะโชว์ ก็ต้องมัสโกออน!

-ฤดูกาลแห่งการทบทวน-


อาจเพราะเราะมะฎอนเป็นคล้ายฤดูกาลหนึ่งที่จะเวียนมาบรรจบทุกปี พอใกล้จะถึงฤดูกาลนี้ทีเราหลายคนก็จะหยิบยกหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องขึ้นมาพูดคุยเพื่อเตรียมการต้อนรับให้สมเกียรติ  ฉะนั้นไม่ว่าจะดึงหัวข้ออะไรก็ตามเกี่ยวกับเราะมะฎอนขึ้นมาพูด มาเขียน มาบรรยาย ก็เป็นไปได้มากที่จะเป็นเรื่องซ้ำซ้อน หรือมีใครสักคนพูดมาก่อนแล้ว  เหมือนฉายหนังซ้ำทุก ๆ ปี แต่ก็เป็นหนังที่ทุกคนยินดีจะชม (หวังว่าอย่างนั้น)


โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยเบื่อที่จะฟังเรื่องเกี่ยวกับเราะมะฎอน โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่เดือนอันน่ารักนี้จะมาถึง หนังสือเกี่ยวกับเราะมะฎอนและการถือศีลอดก็ไม่เคยทำให้รู้สึกซ้ำซากจำเจทั้งที่อ่านซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะฮาฟิซ มันเป็นความรู้สึกพิเศษแสนดีที่เราจะมีต่อช่วงเวลาหนึ่งได้  และขอโมเมว่าพี่น้องคนอื่นก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ฉะนั้นวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้อีกครั้ง และในประเด็นที่ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากลมหายใจของพวกเรา นั่นคือเรื่องเรามะฎอนกับการใคร่ครวญชีวิต


ถ้าสถาปนาเราะมะฎอนเป็นฤดูกาลแห่งการตรวจสอบชีวิตอย่างถึงแก่น เราจะพบว่าการได้มองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาระหว่างวันสุดท้ายของเราะมะฎอนปีที่แล้วกระทั่งถึงวันแรกของเราะมะฎอนปีนี้ ช่างเป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกลึกล้ำนัก  มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งเจ็บปวดและแสนสุข มีรอยยิ้มและหยดน้ำตา  มีการสูญเสียและได้มา มีการพบพานและจากลา หลายชีวิตถูกเรียกกลับไป เราะมะฎอนที่แล้วเป็นเราะมะฎอนสุดท้ายในชีวิตของพวกเขาโดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า และหลายชีวิตก็เกิดขึ้นมาและจะมีเราะมะฎอนนี้เป็นเราะมะฎอนแรกของชีวิตพวกเขา แม้ยังไม่อาจสัมผัสความพิเศษของช่วงเวลานี้ได้ด้วยความอ่อนเยาว์ แต่พวกเขาก็คือผู้มีชีวิตอยู่จนได้พบกับมัน สำคัญนะคะการทบทวนการเดินทางของชีวิตเราในรอบปีที่ผ่านมานี่ มันทำให้เราได้รู้ว่าคำสัญญาที่ได้เคยให้กับตัวเองไว้เมื่อตอนจบเราะมะฎอนที่แล้ว ว่าจะเป็นคนดีอย่างนู้น เป็นบ่าวที่น่ารักอย่างนี้  เราได้รักษาสัญญาแค่ไหน สัจจริงต่อตัวเองหรือตลบตะแลง เราวัดตัวเองได้ด้วยการทบทวนนี้


ใช่แหละค่ะ มันน่าตีที่เราไม่ได้ทำตัวน่ารักอย่างที่ตั้งใจไว้ มีช่วงเวลาที่เราหลุด เราพลาด มีเหตุการณ์ที่น่าส่ายหัวไปจนถึงน่าเขกหัว แต่มันอาจถึงขั้นน่าตัดหัวถ้าแม้แต่ในเราะมะฎอนเราก็ยังไม่ยอมกลับมาทำตัวให้ดีให้น่ารัก อย่าให้ความผิดพลาดในรอบปีที่ผ่านมาทำให้เราไม่กล้าที่จะเริ่มใหม่ในเราะมะฎอนนี้ เท่าๆกับที่อย่าให้ความผิดพลาดของเราทำให้เราพร้อมที่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลังเราะมะฎอนจบลง


จงใช้เราะมะฎอนเป็นช่วงเวลาแห่งการตรวจสอบชีวิต อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดลอยนวลโดยไม่ได้รับการแก้ไข หรือทำให้เราสิ้นหวังในตัวเองมากไปจนพาลสิ้นหวังในอัลลอฮฺไปด้วย “และไม่มีผู้ใดจะสิ้นหวังในความเมตตาของพระผู้อภิบาลของเขา นอกจากบรรดาผู้หลงผิด” (อัลฮิจญร์ 56:15)


ในรอบปีที่ผ่านมา อาจมีอมานะฮฺหลายชิ้นที่เราละเลย มีคนหลายคนที่เราทำหล่นหายไปจากชีวิตและจากดุอาอฺ มีความดีหลายอย่างที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดเจตจำนง มีความผิดหลายประการที่ตกหล่นไปจากการเตาบะฮฺ และมีอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่เราหลงลืมไป เราะมะฎอนเป็นโอกาสอันดียิ่งที่เราจะได้ทบทวนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อจะวอนขอในเดือนแห่งการตอบรับ และเพื่อจะเตาบะฮฺในเดือนแห่งการอภัยโทษ


การทบทวนเป็นกิจการภายใน เป็นกิจกรรมของหัวใจ ซึ่งก็เหมือนกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะทำให้อวัยวะที่ประกอบกิจกรรมนั้นมีพัฒนาการ  ดังนั้นการทบทวนชีวิตที่ผ่านมาและเรื่องราวของมันจึงไม่ได้มีประโยชน์ต่อเฉพาะการทำความเข้าใจอดีตที่ล่วงผ่าน แต่ยังจะส่งผลดีต่อปัจจุบัน ต่อการงานอีกมากมายที่เราจะทำในเราะมะฎอนนี้และในชีวิตนี้ซึ่งล้วนต้องใช้หัวใจที่ดีงามเป็นหัวแรงสำคัญ หัวใจที่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาผ่านการใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆอย่างมีสติจึงเป็นหัวใจที่ช่วยเหลือเราในการใช้ชีวิตได้มากมายกว่าที่คิดนัก


ฤดูกาลแห่งการทบทวนตัวเองมาถึงแล้ว โอ้ชีวิตที่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปีและไม่มีกระทั่งเวลาจะคุยกับตัวเอง พักลงตรงนี้สักครู่เถิด!

คำแนะนำแด่มุสลิมะฮฺที่อยู่ระหว่างเรียนจบและยังไม่ได้แต่งงาน


คำแนะนำแด่มุสลิมะฮฺที่อยู่ระหว่างเรียนจบและยังไม่ได้แต่งงาน


คำถาม
อยากให้ท่านช่วยให้คำแนะนำสำหรับมุสลิมะฮฺที่เพิ่งจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย อะไรที่พวกเธอควรทำในช่วงที่เพิ่งเรียนจบและยังไม่ได้แต่งงานนี้


คำตอบ

มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ

ต่อไปนี้คือบางข้อแนะนำสำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺที่เพิ่งศึกษาจบ


1-มุสลิมะฮฺที่เพิ่งจบการศึกษาควรตรวจสอบตัวเองว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เธอได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือสถานศึกษาอื่นใดนั้น มีความผิดอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือเธอได้บกพร่องในหน้าที่ที่เธอพึงมีต่ออัลลอฮฺไปตรงไหนบ้างหรือไม่ เธอควรจะเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยความจริงใจ เพราะการเตาบะฮฺเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำตลอดชีวิต ไม่มีมุสลิมคนไหนปลอดพ้นจากความผิดบาปหรือความบกพร่อง การขออภัยโทษและกลับเนื้อกลับตัวจึงเป็นหน้าที่สำคัญสำหรับเราทุกคน ดังที่ท่านนบีศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “ลูกหลานอาดัมทุกคนนั้นมีความผิด ผู้ทำความผิดที่ดีที่สุดก็คือผู้ทำความผิดที่สำนึกผิดแล้วกลับเนื้อกลับตัว” [บันทึกโดยติรมิซีย์ ชัยค์อัลบานีย์กล่าวว่าหะซัน]


หากว่ามุสลิมะฮฺคนใดสามารถรักษาตัวให้อยู่ในครรลองคลองธรรมตลอดการศึกษาของเธอได้ ดังนั้นเธอก็ควรจะขอบคุณอัลลอฮฺที่ปกป้องเธอจากความชั่วร้ายที่คนอื่นๆต้องประสบ และเธอจะต้องยืนหยัดต่อไปบนการทำความดีและมั่นคงในศาสนาของเธอ แต่ละวันในชีวิตขอเธอจะต้องดีกว่าเมื่อวานเสมอ


2-มุสลิมะฮฺไม่ควรใจจดใจจ่อเกินไปที่จะเร่งรีบจบการศึกษาเพื่อหางานทำ เพราะน่าเสียใจที่ประเทศมุสลิมจำนวนมากไม่มีงานที่เหมาะสมและปราศจากสิ่งหะรอมที่จะรองรับมุสลิมะฮฺได้อย่างเพียงพอ


มีคำวินิจฉัยที่อนุญาตให้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านได้ แต่ค่อนข้างจะมีลักษณะเฉพาะ มันจึงควรเป็นไปบนการปรึกษาหารือผู้รู้โดยอาศัยเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมเฉพาะของพวกเธออย่างเจาะจงเป็นกรณีๆไป


3. มุสลิมะฮฺที่จบการศึกษาแล้ว ควรจะใช้เวลาระหว่างที่พวกเธอยังไม่ได้แต่งงานนี้ ไปกับการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่อัลลอฮฺ ผู้หญิงในสังคมจำนวนมากยังต้องการดาอียะฮฺมุสลิมะฮฺที่จะเชิญชวนพวกเธอไปสู่หนทางอันเที่ยงตรง มันน่าเศร้าที่จะต้องบอกว่าเรามีดาอียะฮฺที่จะมาทำงานนี้น้อยนัก ทั้งที่จริงแล้วมีมุสลิมะฮฺจำนวนไม่น้อยที่สามารถจะก้าวเข้ามาทำงานนี้ได้ และมีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่จะได้รับประโยชน์จากงานของพวกเธอ แต่พวกเธอเหล่านั้นก็ไม่ให้ความสำคัญกับงานนี้และเกียจคร้าน

อัลลอฮฺตรัสว่า


فَلَمَّا نَسُوا مَا ذُكِّرُوا بِهِ أَنْجَيْنَا الَّذِينَ يَنْهَوْنَ عَنْ السُّوءِ وَأَخَذْنَا الَّذِينَ ظَلَمُوا بِعَذَابٍ بَئِيسٍ بِمَا كَانُوا يَفْسُقُونَ

“ครั้นเมื่อพวกเขาลืมสิ่งที่พวกเขาถูกเตือน เราได้ช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ห้ามปรามการทำชั่วให้รอดพ้น และได้จัดการแก่ บรรดาผู้ที่อธรรมเหล่านั้นด้วยการลงโทษอันรุนแรงเนื่องด้วยการที่พวกเขาละเมิด” [อัลอะอฺรอฟ 7 : 165]


ชัยค์ อับดุรเราะฮฺมาน อัสสะอฺดีย์ เราะฮิมะฮุลลออฺ กล่าวว่า : “นี่คือแบบฉบับที่อัลลอฮฺจะกระทำต่อปวงบ่าวของพระองค์ นั่นคือเมื่อการลงโทษถูกส่งลงมายังพวกเขา พระองค์จะทรงช่วยเหลือผู้ที่สั่งใช้ให้ทำความดีและห้ามปรามความชั่วให้รอดพ้น” [ตัฟซีรอัสสะอฺดีย์ หน้า 306]


4. มุสลิมะฮฺควรจะใช้เวลาไปกับการแสวงหาความรู้และท่องจำอัลกุรอาน ก่อนที่ภาระหน้าที่หลังการแต่งงานจะมาเบียดบังเวลาของพวกเธอไป เพราะหลังแต่งงานนั้น โอกาสที่พวกเธอจะได้แสวงหาความรู้และท่องจำอัลกุรอานอย่างเต็มที่นั้นจะน้อยลงมาก เนื่องด้วยภาระงานบ้าน การดูแลสามี และการอบรมเลี้ยงดูลูกๆ


รายงานจากท่านอิบนุมัยมูน อัลเอาดีย์ เล่าว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเคยให้คำแนะนำกับชายคนหนึ่งว่า “จงฉกฉวย 5 ประการ ก่อนที่อีก 5 ประการจะมาถึง นั่นคือ วัยหนุ่มของท่านก่อนความชราภาพของท่าน สุขภาพที่ดีของท่านก่อนความเจ็บไข้ได้ป่วยของท่าน ความมั่งมีของท่านก่อนความยากจนของท่าน เวลาว่างของท่านก่อนภารกิจยุ่งยากของท่าน และการมีชีวิตอยู่ของท่านก่อนการตายของท่าน” [บันทึกโดยฮากิม ชัยค์อัลบานัย์จัดว่าเป็นหะดีศเศาะเฮียฮฺใน ‘เศาะเฮียฮฺ อัตตัรฆีบ วัตตัรฮีบ’]


5. เมื่อมุสลิมะฮฺที่เรียนจบแล้วประสงค์จะหางานทำ และต้องเข้าสู่สถานที่ทำงานนอกบ้าน เธอต้องยำเกรงต่ออัลลออฺให้มาก และตรวจสอบให้แน่ใจว่างานของเธอนั้นเป็นที่ยอมรับตามหลักการอิสลาม ทั้งสภาพแวดล้อมที่เธอต้องเข้าไปอยู่นั้นก็จะต้องปราศจากสิ่งหะรอมทั้งหลาย เช่น ดนตรีหรือการปะปนชายหญิง หากงานของเธอคือการสอนหนังสือให้บรรดาเด็กผู้หญิง เธอควรจะทำงานให้หนักและใส่ใจเด็กๆเหล่านั้น เพื่อแนะนำพวกเธอไปสู่เส้นทางอันเที่ยงตรง เพราะทุกวันนี้มีสิ่งล่อลวงมากมายที่มุสลิมทั้งหญิงชายต้องเผชิญ ด้วยเหตุนี้แม้แต่มุสลิมเองก็ต้องการใครสักคนที่จะมาช่วยเหลือพวกเขาในการยืนหยัดบนหนทางที่ถูกต้อง และคอยเคียงข้างให้คำแนะนำพวกเขาในการเชื่อฟังอัลลอฮฺ ยิ่งในกรณีของมุสลิมะฮฺแล้วยิ่งสำคัญ เพราะสิ่งล่อลวงต่างๆที่พวกเธอต้องเผชิญทุกวันนี้มากมายนัก ขณะที่การปกป้องที่พวกเธอพึงได้รับก็ช่างอ่อนแอ


6- มุสลิมะฮฺจะต้องแสวงหาเพื่อนมุสลิมะฮฺที่เป็นคนดีมีคุณธรรมแล้วอยู่ร่วมกับพวกเธอ เพราะเพื่อนที่ดีจะช่วยเหลือเธอในการเชื่อฟังอัลลอฮฺ ในการแสวงหาสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อชีวิต และในการยืนหยัดอย่างมั่นคงบนทางนำ


เล่าจากท่านมุอ๊าซ บินญะบัลว่า ท่านร่อซูลศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “ชัยฎอนนั้นเป็นหมาป่าที่คอยล่อลวงมนุษย์ เหมือนหมาป่าที่คอยไล่ล่าแกะ ซึ่งมันจะขย้ำเอาแกะที่หลงฝูงอยู่ลำพัง ดังนั้นจงระวังการอยู่คนเดียว และพึงอยู่ร่วมกับญะมาอะฮฺ” [หะดีษหะซัน บันทึกโดยอะห์หมัด]


7. มุสลิมะฮฺควรรักษาตัวให้ห่างไกลจากสิ่งที่จะกระตุ้นอารมณ์ใฝ่ต่ำทั้งหลาย อาทิเช่น หนังสือบางประเภท รูปภาพ หรือภาพยนตร์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นอันตรายยิ่งสำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺของเรา การไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งยั่วยุเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์อันเลวร้าย พี่น้องมุสลิมะฮฺควรจะระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มาก และขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺให้พระองค์รักษาเราให้อยู่ในแนวทางและการกระทำอันดีงาม สิ่งไร้สาระต่างๆเหล่านั้นสามารถทำให้ผู้คนคลั่งไคล้และนำหายนะมาสู่ชีวิตตน แน่นอนว่าเราไม่อาจปลอดภัยได้นอกจากด้วยความคุ้มครองของผู้อภิบาล พระองค์เท่านั้นที่เราจะวอนขอความช่วยเหลือในการยืนหยัดบนสัจธรรม และในการระวังรักษาตัวให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งมวล


ขออัลลอฮฺโปรดช่วยเหลือเราในการให้คำแนะนำที่ดีนี้ และขอพระองค์ช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมะฮฺของเราทั้งมวลในการปฏิบัติตามคำแนะนำนี้


และอัลลอฮฺคือผู้ทรงชี้นำทางอันเที่ยงตรง
Islam Q&A


[แปลเก็บความจาก http://www.islam-qa.com/en/ref/129317/%5D

เ ร า – เ ข า – ใ ค ร


ฉันชอบมองเส้นเลือดที่ฝ่ามือ
มันมีสีม่วง เขียว แดง ม่วงอมเขียว เขียวอมแดง และอีกสารพัดเฉดสีปนเป
เป็นสีของชีวิต
เคลื่อนไหวในความนิ่งเงียบ ทำงานโดยไม่ปริปาก

หลายครั้ง เราพูดกันว่า เพียงแค่มองท้องฟ้าสีฟ้า พินิจใบไม้ปลิวคว้าง และเพ่งแผ่นดินแผ่ราบ
ก็สามารถเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างหัวใจเรากับผู้สร้างมันได้ดียิ่ง
ที่จริงแล้ว ใกล้ยิ่งกว่าท้องฟ้า พบเจอบ่อยกว่าใบไม้ร่วง และชิดยิ่งกว่าผืนดิน
ก็คือชีวิตของเรา ร่างกายของเรา เส้นเลือดที่ฝ่ามือของเรา
มันล้วนคือเส้นทางไปสู่ความผูกพันกับผู้ทรงสร้างได้ทั้งสิ้น
ถ้าเรารู้จักคิดใคร่ครวญ

ชีวิตเป็นสิ่งอัศจรรย์ มันทั้งยิ่งใหญ่ และเล็กกระจ้อย
เป็นทั้งเรื่องง่ายบรมง่าย และยากฉกาจฉกรรรจ์
อันที่จริง ชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ทั้งรูปธรรมของมัน และนามธรรมของมัน
รูปแบบของมัน และเนื้อหาของมัน
เส้นทางของมันที่ผ่านมา และที่จะผ่านไป
แค่นี้…ก็เป็นเรื่องที่ศึกษาหาบทเรียนจนตายไม่มีจบ

มนุษย์บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะรู้จักคนอื่น
แต่ไม่เคยสละสักชั่วลมหายใจที่จะทำความรู้จักตัวเอง
นักแสดงบางคนประสบความสำเร็จยิ่งนักในการสวมบทเป็นคนอื่น
แต่ล้มเหลวสิ้นเชิงในการสวมบทเป็นตัวเอง
ตรงข้าม มนุษย์อีกบางคนก็หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง
จนบางครั้งเกือบจะเห็นตัวเองเป็นดวงอาทิตย์ที่ทุกสิ่งต้องโคจรรอบ
ชีวิตท้าทายเราให้รู้จักสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองนั้น
ตั ว เ ร า    กับ    ค  น  อื่ น

มีคำพูดหนึ่งของใครสักคนที่ลักจำมา
เขาบอกว่า “โลกนี้มีคุณคนเดียว”
ประโยคนี้จริงที่สุดและโกหกที่สุด
จริงที่สุด หากโฟกัสไปที่ “คุณ”
เพราะทั้งโลกมี “คุณ” ได้แค่คนเดียว
ไม่มี “คุณ” คนที่สอง คนที่สาม และคนที่ล้าน
ไม่มีใครเป็น “คุณ” ได้ นอกจาก “คุณ”
คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาของคุณ ในขณะที่คนอื่นอย่างดีก็ให้คำแนะนำและกำลังใจ
คุณเท่านั้นที่ต้องแบกความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณเลือกทำ และเลือกไม่ทำ
ฉะนั้นอย่าให้ใครเข้ามาเป็นคุณเกินหน้าคุณ
นอกจากจะโหดร้ายแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้และไม่มีวัน

มองอีกทาง ประโยคที่ว่า “โลกนี้มีคุณคนเดียว” ก็เท็จเหลือรับ
หากโฟกัสไปที่ “โลก”
เพราะในโลกยังมีใครอีกหลายล้านคนนอกจากคุณ
คุณไม่มีทางจะอยู่ในโลกใบนี้ได้ถ้าไม่มีคนอื่นนอกจากตัวคุณ
ต่อให้คุณจะหาเรือนั่งออกไปยังเกาะโดดเดี่ยวไร้ผู้คน
เรือที่คุณนั่งก็คือเรือที่ต่อขึ้นโดยใครสักคนที่ไม่ใช่คุณอยู่ดี เช่นเดียวกับเสื้อผ้า กระเป๋า และอื่นๆที่ใช้ในการเดินทาง
และต่อให้ทุกสิ่งนั้นคุณผลิตมันขึ้นมาเองหมด สมมติน่ะนะ
ไม่ว่าอย่างไร ตัวคุณเองก็ต้องถูกคลอดออกมาโดยใครอีกคนที่ไม่ใช่คุณอยู่ดี
จากประโยคสั้น ๆ นี้ เห็นได้ชัดว่าทำไมเราต้องรู้จัก “คุณ” และคนอื่นๆที่ไม่ใช่ “คุณ”

ฉันชอบมองเส้นเลือดที่ฝ่ามือ
มันมีสีม่วง เขียว แดง ม่วงอมเขียว เขียวอมแดง และอีกสารพัดเฉดสีปนเป
เป็นสีของชีวิต และของทุก ๆ ชีวิต
ยิ่งคิดมันก็ยิ่งอัศจรรย์
อัศจรรย์ในเรื่องราวของชีวิตเรา และของทุก ๆ ชีวิต

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 54 other followers