ความละมุนของชีวิต

 

อีเมลล์ฉบับนั้นนอนอยู่ในเมลล์บอกซ์มาเกือบเดือนแล้ว

 

                ฉันชอบสมัครอีเมลล์หลากหลายชื่อ และหลากหลายเจ้าไว้ใช้ในโอกาสต่างๆ  ถ้านับไปแล้วก็น่าจะมีมากกว่าโหล๑   ครึ่ง๑จากนั้นฉันลืมพาสเวิร์ดไปแล้วหายห่วง(ไม่ต้องถามถึงคำถามป้องกันการลืมพาสเวิร์ด เพราะฉันมักจะตั้งคำตอบประหลาด ๆ ไว้ป้องกันคนทายถูก  แย่ตรงที่ตั้งได้ดีจนแม้แต่ตัวเองก็ทายไม่ถูกน่ะซิ – – )   อีกครึ่ง๑ที่ไหวตัวทันก็จดพาสเวิร์ดไว้ในที่ ๆ คิดว่าปลอดภัย  แต่ที่ใช้บ่อย ๆ ดูจะมีสักสองสามอีเมลล์เท่านั้น  หนึ่งในนั้นคืออีเมลล์ที่ใช้เฉพาะสำหรับกิจการในมหาวิทยาลัย  เป็นต้นว่าส่งงานอาจารย์  คุยรายละเอียดงานกับคนอื่น ๆ ในยามที่ต้องทำงานกลุ่ม และกรอกใส่เอกสารต่าง ๆ ที่ทำในนามของนิสิตมหาวิทยาลัยที่เรียน

                ตั้งแต่ไม่มีเหตุให้ต้องติดต่องานเช่นนั้นอีกแล้ว  ฉันก็ไม่ค่อยได้เข้าไปเช็คอีเมลล์ชื่อดังกล่าวเท่าไหร่  จนเมื่อนึกครึ้มใจเข้าไปเช็ควันก่อนก็พบอีเมลล์ฉบับนั้นตั้งตาคอยฉันอยู่เกือบเดือน 

 

เธอ – เจ้าของอีเมลล์ฉบับนั้นคือเพื่อนพุทธคน๑  ที่เคยเรียนด้วยกัน เป็นคนที่ดีกับฉันอย่างที่สุดเท่าที่กาเฟรคนหนึ่งจะดีกับเราได้  และฉันไม่ได้บอกกล่าวอะไรกับเธอเรื่องการตัดสินใจของฉัน  หวังเอาว่าเธอคงจะรู้เองในวัน๑ ว่าการไม่ไปโผล่หน้าเข้าห้องเรียนครั้งนี้ของฉันมันแตกต่างจากทุก ๆ ครั้ง

 

                “อิจฉา”

                เธอใช้คำนี้ในอีเมลล์ฉบับนั้น  ฉบับที่เธอเขียนมาถึงคนที่เคยคบค้าสมาคมกันและจากไปโดยไม่แม้แต่จะกล่าวลา  เธอรู้เรื่องของฉันจากเพื่อนมุสลิมะฮฺอีกคน  และไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไร นอกจากบ่นกระปอดกระแปดเรื่องที่ฉันไม่บอกกล่าวเธอสักนิด

 ตลกน่า  เพื่อนต่างศาสนิกที่ฉันตัดสินใจไม่เล่าให้เธอฟังถึงเหตุผลการตัดสินใจออกจากสถานศึกษาของตัวเอง เพราะคิดว่าเธอคงไม่อาจเข้าใจ  กลับเขียนอีเมลล์ยาว ๆ ฉบับนึงมาแสดงความเข้าอกเข้าใจในการตัดสินใจของฉัน  และว่าถ้าพูดเฉพาะเรื่องทัศนคติที่มีต่อระบบการศึกษา เธอก็อยากจะทำอย่างที่ฉันทำเหมือนกัน  แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง…เธอทำไม่ได้  

นึกถึงเธอแล้วก็ใจหาย…ผู้หญิงที่เพียบพร้อมไปซะทุกอย่างในมาตรฐานของชาวดุนยา  แถมยังจิตใจดีอีกต่างหาก  ฉันขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺฮิดายะฮฺเธอตั้งแต่คืนวันแรก ๆ ที่เรารู้จักกัน  แต่ฉันก็ไม่ได้ดะอฺวะฮฺอะไรมากไปกว่าการแสดงแบบให้เห็น และแทรกความงดงามของอัล-อิสลามเข้าไปในเรื่องต่าง ๆ ที่เราคุยกันเท่าที่มีโอกาส 

ท้าย ๆ อีเมลล์ฉบับนั้น  คนเขียนยังฝากคำบ่นอุบเรื่องชีวิตช่วงสอบ และวิชาเรียนที่เธอมักทำท่าเบื่อแต่ก็จบเทอมด้วยคะแนนงดงามเสมอ…เหมือนเช่นที่เคยทำตอนเจอหน้ากัน 

ไม่รู้ทำไม – ถ้อยคำสามัญของเธอกลับทำให้ฉันหันมามองชีวิตตัวเอง นึกถึงใครต่อใคร  และอะไรต่อมิอะไร   แล้วก็รู้สึก…ละมุน

 

                ………………………………………………………..

 

ตารางชีวิตของชาวดุนยาในสังคมทุกวันนี้ซึ่งมีเงินเป็นเป้าหมายของทุกสิ่ง ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอย่างรีบร้อน  ฉาบฉวย และกระด้าง   ชีวิตของนักเรียน  นักศึกษา  และมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายต่างถูกกำหนดเวลาตื่นนอนและเข้านอน  เวลาออกจากบ้านและกลับบ้าน  และอีกสารพัดเวลาของชีวิตไว้โดยตารางอันนี้ พวกเราหลายคนที่ต้องใช้ชีวิตตามตารางที่ว่า แม้ไม่ได้มีเป้าหมายที่หยาบอย่างชาวดุนยาทั่วไป  แต่มันก็ทำให้เราหมดเวลาสำหรับจะใช้ชีวิตอย่างละเมียดละไมไปพอสมควร

‘ละเมียดละไม’…อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกับสุขสบาย   เพราะชีวิตในดุนยาของผู้ศรัทธาย่อมไม่คู่ควรกับความสุขสบาย   แต่ย่อมคู่ควรกับความละเมียดละไมที่หมายถึงการใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ  การใคร่ครวญแก่นแท้และความหมายของชีวิตตลอดจนกิจกรรมทั้งหลายของมัน

 

ยอมรับว่าช่วงชีวิตตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าได้ใช้มันไปอย่างละเมียดละไมกว่าที่ผ่านมา  ฉันมีเวลาที่จะมองความขาวของท้องฟ้ายามเช้า  ความเขียวสดของต้นไม้และใคร่ครวญถึงอายะฮฺอัล-กุรอานบางอายะฮฺ  มีเวลาที่จะอ่านอัล-กุรอานอย่างช้าๆ นึกทบทวนความหมายไปทีละคำโดยไม่ต้องรีบร้อน  มีเวลาที่จะทบทวนซูเราะฮฺที่เคยท่องจำแต่การกระทำที่ก่งก๊งของตัวเองได้ทำให้ฉันหลงลืมไป  มีเวลาที่จะยืนละหมาดตามที่ใจปรารถนาเพราะไม่ต้องรีบไปเข้าห้องเรียนให้ทันอีกแล้ว   มีเวลาที่จะนึกถึงพี่น้องแต่ละคนทั้งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและในดินแดนต่าง ๆ ที่แม้ไม่ได้รู้จักกันโดยส่วนตัวแต่ฉันก็รู้สึกผูกพันและรัก 

บางคนบอกว่าการตัดสินใจของฉันเป็นการตัดสินใจที่เห็นแก่ตัว  ทิ้งผู้คนมากมายไว้เบื้องหลัง  ฉันไม่รู้หรอกว่ามันจริงไหม  แต่ดุอาอฺที่ฉันขออย่างยืดยาวในแต่ละวันของชีวิตช่วงนี้มีเรื่องราวของผู้คนมากมายที่ฉันเคยหลงลืมไปในขณะที่ฉันใช้ชีวิตแบบที่ใครต่อใครเรียกว่าการเสียสละ

                 

วันก่อน รื้อลิ้นชักใต้โต๊ะออกมาขณะที่ฝนตกพรำๆ  โปสการ์ดเกือบสิบใบกองซ้อนกันอยู่ส่วนในสุดภายใต้การอารักขาของขี้ฝุ่นกลุ่มใหญ่  พลิกอ่านข้อความที่เด็กชะมัดข้างหลังแล้วก็นึกขัน  ช่วงปิดเทอมสมัยมัธยม เรามักส่งโปสการ์ดเล่นกันในหมู่เพื่อน  ทั้งที่บางคนบ้านอยู่ห่างกันไม่กี่ป้ายรถเมล์  แถมไม่ได้ไปเที่ยวไหนมาหรอก  ซื้อจากร้านในกรุงเทพแล้วก็ส่งมันวนอยู่ในกรุงเทพฯ  เป็นกิจการในครัวเรือนของชาวกรุงเทพฯ ไปเลยว่าอย่างนั้น

คนเมืองอาจไม่ค่อยมีโอกาสได้ส่งจดหมายกันสักกี่ครั้ง  แต่เราชอบส่งจดหมาย และมักสร้างโอกาสให้ตัวเองได้ทำสิ่งที่ชอบนั้นเสมอ  เคยทำถึงขนาดตั้งเป็นโครงการจดหมายเวียนช่วงปิดเทอมใหญ่  วิธีดำเนินการก็ง่าย ๆ และบ้า ๆ   พับกระดาษแผ่นใหญ่เบิ้มใส่ซองจดหมาย แล้วส่งให้เขียนต่อ  ๆ กันตามลำดับที่วางไว้  โดยมีกติกาว่าเปิดเทอมแล้วจดหมายอยู่บ้านใครคนนั้นต้องเลี้ยงข้าวเพื่อน  เล่นกันสักหก-เจ็ดคนได้มั้ง  จำได้ว่าฉันเป็นคนเริ่มส่งคนแรก  และมันวนกลับมาหาฉันราว ๆ อีกสองอาทิตย์จะเปิดเทอม  ปรากฏว่าน้ำหนักจดหมายเกินแสตมป์ที่ติดจ่าหน้า  จนไปรษณีย์ต้องมาเก็บเงินเพิ่มที่ปลายทาง(ซึ่งคือบ้านข้าพเจ้านั่นแล)  พอเปิดดูก็รู้ว่าทำไมน้ำหนักถึงได้เยอะ  พรรคพวกเล่นติดรูปอะไรต่อมิอะไรใส่กันมาอย่างสนุกสนาน

จดหมายเป็นการสื่อสารที่ให้ความรู้สึกชนิดที่การสื่อสารอันรวดเร็วสารพัดรูปแบบในยุคนี้ให้ไม่ได้  เสียดายแต่ว่าตอนเด็กๆนั้นพวกเราติดเล่นกันไปหน่อย  จึงไม่ได้รับอะไรจาการสื่อสารชนิดนี้มากไปกว่าความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ    

ทุกวันนี้ฉันยังคงเขียนจดหมายสม่ำเสมอ  บางช่วงของชีวิตอาจบ่อยยิ่งกว่าคุยโทรศัพท์เสียอีก   มีพี่น้องบางคนที่เรามักติดต่อกันทางจดหมายเป็นส่วนใหญ่   อัลฮัมดุลิลลาฮฺที่จดหมายเหล่านี้ส่วนมากมักถูกเขียนขึ้นโดยเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนอีมานให้กันและกัน  ดังนั้นมันจึงเป็นจดหมายที่มีคุณค่า  ฉันมักหยิบมันขึ้นมาอ่านในคืนวันที่อ่อนแอ  และ-มาชาอัลลอฮ-มันช่วยได้เยอะเหลือเกิน

….นี่เป็นสิ่งที่การสื่อสารทางโทรศัพท์ทำไม่ได้  เพราะคำพูดนั้นหลุดลอยไปในอากาศ  แต่ตัวอักษรนั้นจารึกอยู่ในกระดาษ

 

ฉันเคยรู้สึกถึงขนาดว่าการติดต่อกันทางจดหมายทำให้เกิดความเป็นพี่น้องที่ลึกซึ้งกว่าการติดต่อทางโทรศัพท์  

คงเป็นเพราะไม่ชอบโทรศัพท์เท่าไหร่ด้วยล่ะมั้ง  จึงมีบ่อยครั้งที่เมื่อวางสายจากพี่น้องบางคนไปแล้วฉันรู้สึกไม่ค่อยดีในการพูดคุยที่เพิ่งผ่านไป  อาจเพราะการพูดโทรศัพท์มีเวลาคิด…ไตร่ตรองน้อยกว่าการเขียนจดหมาย  หลายครั้งที่ฉันต้องนิ่งเงียบระหว่างคุยโทรศัพท์  เพื่อใคร่ครวญสิ่งที่ปลายสายพูดมาและสิ่งที่เราควรจะพูดตอบไป…มันเป็นหลายครั้งที่เพื่อนซี้ๆกันออกปากเตือนว่า “ถ้าไม่ใช่ฉัน…คนที่คุยกับเธอคงรู้สึกไม่ดีกับความเงียบแบบนี้”   

                แต่กับการเขียนจดหมาย…เรามีเวลามากพอสำหรับใคร่ครวญและไตร่ตรองคำพูดต่าง ๆ   มันเสียเวลามากพอสมควรในการเขียนจดหมายแต่ละฉบับ  แต่ก็นั่นแหละ…การใช้ชีวิตอย่างละเมียดละไมมักต้องใช้เวลามากสักหน่อย   ขอเพียงสิ่งที่เราเขียนเป็นสิ่งที่เรามั่นใจว่าจะทำให้อัลลอฮฺพอใจ  มันคงไม่นับเป็นการเสียเวลา-อินชาอัลลอฮฺ

               

ที่จริง…เรามักส่งอะไรที่มากกว่าจดหมายมาในซองจดหมาย และมันมักเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันระลึกถึง’ความพิเศษ’ของความเป็นพี่น้องในอิสลามอย่างเจนใจ 

พี่น้องคน๑ เคยเอาดอกไม้หน้าบ้านใส่ซองมาให้  เธอบอกว่ามันกำลังบานสวยและส่งกลิ่นหอมฟุ้งเชียวตอนที่เธอเขียนจดหมายมาหาฉัน  หากจังหวัดที่เราอยู่คงไกลกันไปหน่อย  เมื่อมาถึงมือฉันมันจึงเป็นเพียงกลีบดอกไม้สีน้ำตาลที่หลุดออกจากกัน

ถึงฉันจะไม่ได้กลิ่นความหอมของดอกไม้  แต่ความหอมแห่งความเป็นพี่น้องนั้นฉันสูดมันเข้าไปเต็มปอดเลยทีเดียว 

เช่นกัน – ตอนที่ฉันไปทะเลกับที่บ้าน  ฉันเอาปลาดาวใส่ซองจดหมายส่งไปให้เธอ และได้จดหมายตอบกลับมาเป็นข้อคิดที่คนรับได้จากปลาดาวตัวนั้น พร้อมคำนะซีฮะฮฺเรื่องคุณค่าของสรรพสิ่งต่างๆ อีกนิดหน่อย (^ ^ ‘)

 

ความละมุนของชีวิตทำให้ลึก ๆ แล้วเกิดความเป็นสุขที่หัวใจ

มันไม่ใช่ความสุขที่ชีวิตปราศจากบททดสอบ  เรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้เราไม่สบายใจ  วิตกกังวลยังคงผ่านเข้ามาในชีวิตสม่ำเสมอ  โดยเฉพาะเรื่องราวความเป็นไปของพี่น้องร่วมประชาชาติ  แต่หัวใจที่ลึกแท้ของเรากลับรู้สึกสงบ  มั่นคง และละมุน  อันเนื่องจากการได้ใช้วิตอย่างละเมียดละไม   ซึ่งทำให้เราตระหนักชัดว่าอะไรคือเป้าหมายและรูปรอยที่แท้จริงของชีวิต

ฉันไม่ได้พอใจแล้วหรอกนะกับชีวิตแบบนี้  แบบที่กฏหมายของอัลลอฮฺยังไม่ถูกประกาศใช้บนหน้าแผ่นดิน  ความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในงานอันมีเกียรติของ’เคาะลีฟะตุลลอฮฺ’ยังลุกโชนเสมอ และแม้แต่ในส่วนตัวเอง ฉันก็รู้ดีว่ามีข้อบกพร่องและความไม่ได้เรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอีกมากเหลือเกิน  เพียงแต่ในหัวใจของวันนี้  อัลฮัมดุลิลลาฮฺ…ฉันรู้สึกได้ถึงความสงบ  นิ่ง และเย็นกว่าวันวาน  และมันทำให้ทุกงานที่ต้องทำ…ทุกบททดสอบที่เข้ามาดูเป็นเรื่องที่สามารถรับมือได้ – ด้วยความช่วยเหลือของเจ้าของชีวิต อินชาอัลลอฮฺ

นึกถึงผู้เขียนหนังสือเรื่อง ‘หลักชัยอิสลาม’ ที่หนักอึ้งจนบางคนอ่านไม่รู้เรื่อง  ซึ่งเป็นคนเดียวกับผู้เขียนเรื่องที่ละมุนที่สุดอย่าง‘ด้วยจิตวิญญาณอันเปี่ยมสุข’  นั่นก็เพราะสำหรับผู้ศรัทธาแล้ว  ในขณะที่เขามีความทุกข์กังวลกับความเป็นไปของพี่น้องและสถานการณ์ของประชาชาติอิสลาม   เขาก็ยังได้พบความสงบลึกซึ้ง  ความอ่อนโยนละมุนละไมในหัวใจ อันเนื่องมาจากการได้คิดใคร่ครวญในสรรพสิ่งทั้งหลาย  และลงมือทำอย่างปราณีตในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำให้เขาผูกพันกับเจ้าของชีวิตเขาและบทบัญญัติของพระองค์

และหัวใจของผู้ศรัทธานั้นเป็นที่น่าอิจฉาเสมอ!

………………………………………………….

 

ฉันตอบอีเมลล์ฉบับนั้นไปด้วยการนำเสนอแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตที่ฉันไม่เคยนำเสนอในขณะที่ใช้ชีวิตร่วมกับเธอ นอกจากอย่างอ้อม ๆ

บางคนบอกว่าการตัดสินใจของฉันเป็นการทำลายงานดะอฺวะฮฺในหมู่ผู้คนที่อัลลอฮฺส่งฉันเข้าไป  แต่การใช้ชีวิตอย่างละเมียดละไมมากขึ้นทำให้ฉันรู้ว่า  เป็นไปไม่ได้เลยที่คนผู้อ้างว่าปรารถนาจะใช้เวลาส่วนมากไปกับอัล-กุรอ่านจะละเลยหน้าที่ ๆ พึงมีต่อดีนนี้   เพราะอัล-กุรอ่านบอกเราไว้หมดทั้งนั้นว่าเรามีหน้าที่อะไร  เป็นไปได้หรือที่เราออกจากระบบชีวิตในสถานศึกษาที่หนึ่งมาอยู่กับบ้านเพื่อศึกษาอัล-กุรอ่านจะไม่ทำหน้าที่อะไรเลยเพื่อเรียกร้องผู้คนไปสู่อัลลอฮฺทั้ง ๆ ที่อัล-กุรอ่านได้สั่งใช้ให้เราทำเช่นนั้น  เพียงแต่เราเลือกจะทำในช่องทางและเงื่อนไขที่คิดว่าเหมาะสมกว่า งดงามกว่าเท่านั้นเอง-อินชาอัลลอฮฺ

และอัลลอฮฺเท่านั้นที่รู้…มันอาจเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิมก็ได้

 

ฉันใช้อีเมลล์ตัวที่สมัครไว้สำหรับกิจการในมหาวิทยาลัยนั้นสร้างพื้นที่ขึ้นมาใหม่   และส่งสาสน์ไปถึงเธอคนนั้น และคนอื่น ๆ ด้วยถ้อยคำที่ฉันไม่เคยพูดออกไปตรง ๆ ในขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัย  และฉันก็เชื่อว่าด้วยเหตุผลมากมายของชีวิต…พี่น้องจำนวน๑ที่กำลังใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอยู่ก็ไม่ได้พูดมันออกไปอย่างตรงไปตรงมา 

แต่วันนี้…ในสภาพชีวิตที่ใครอาจมองว่าเห็นแก่ตัวนี้  ฉันกล้าพูดกับพวกเขา และมั่นใจยิ่งในถ้อยคำตรงไปตรงมาที่สุดที่บรรดาผู้เรียกร้องก่อนหน้าฉันได้เคยใช้เป็นสาสน์แรกในการเรียกร้องไปสู่อิสลามของพวกเขา    ฉันพิมพ์มันลงไปด้วยความหวังว่าจะได้พบประโยคนี้ ณ ที่อัลลอฮฺ

“ฉันขอเรียกร้องเชิญชวนพวกท่านสู่การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอี่นใดนอกจากอัลลอฮฺ!”