สิ่งที่เหลืออยู่

 

 

               

 

 

                ตึกนั้นสูง  ตั้งลำตัวตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคล้ายจะข่มมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่เดินขวักไขว่ไปมาให้เกรงขาม  หากเมื่อเปรียบกับท้องฟ้าเบื้องบนที่ไพศาลนัก  ก็กลับดูเล็กกระจ้อยอย่างน่าขัน

                แวบ1 – ฉันเหลือบตามองขึ้นยังความใหญ่โตอันกระจ้อยร่อยของมัน  สำรวจความรู้สึกตัวเองแล้วพบว่าฉันยังคงเกลียดที่นี่สม่ำเสมอ  อดถามตัวเองไม่ได้ว่าแน่ใจแล้วหรือที่กลับมาในวันนี้  ทั้งที่ช่องทางสำหรับกล่าวปฏิเสธก็ใช่จะถูกปิดสนิทเสียทีเดียว

 

 

 

                ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา  อาจารย์ที่ปรึกษาโทรเข้ามาที่บ้าน  เพื่อนมุสลิมะฮฺผู้แสนดี๊ดีได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้   คุณเธอมีวิชาที่ต้องเรียนกับอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันในเทอมนี้  และการสอบถามข้อมูลของอาจารย์ทำให้เธอต้องยอมบอกช่องทางการติดต่อฉันที่ใช้การได้  เนื่องจากข้อมูลที่ฉันทิ้งไว้ที่ตัวอาจารย์และที่ภาควิชาล้วนเป็นช่องทางการติดต่อที่ใช้การไม่ได้ 

                อาจารย์ที่ปรึกษาของฉันเป็นด็อกเตอร์สาวที่เพิ่งเรียนจบมาจากประเทศแถบยุโรป  เธอดีกับฉันมากอย่างที่กาฟิรคน1จะดีกับเราได้  และเป็น1ในอาจารย์ไม่กี่คนในชีวิตนิสิตของฉันที่เรียกนิสิตว่า หนู และแทนตัวเองว่า ครู

 

                ครูคงไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของหนูหรอกนะคะ  แต่อยากบอกว่าครูเสียดายจริงๆ

                ที่จริงที่ภาควิชาเราเพิ่งประชุมกันว่าจะเปิดหลักสูตรปริญญาโทที่เน้นหนักทางภูมิภาคตะวันออกกลาง  อาจารย์ที่รับผิดชอบหลักสูตรนี้ก็เป็นมุสลิมเหมือนหนูนี่แหละ (เป็นที่รู้กันในภาคฯว่าฉันสนใจศึกษาภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นพิเศษ  เอ้อ…แต่อาจารย์ที่ถูกพูดถึงนะ  เป็นชีอะฮฺหรอกนะ)

                หนูเป็นที่ต้องการของภาควิชาเรา

                อดขันไม่ได้  อยากรู้เหมือนกันว่าหากอาจารย์รู้อะไร ๆ มากกว่าความเชี่ยวชาญในการ แถข้อสอบของฉันแล้วจะยังยืนยันประโยคนี้อยู่อีกไหม

                ฉันพยายามอธิบายเหตุผลเกี่ยวกับแนวคิดของตัวเองให้อาจารย์ฟังอย่างคร่าวๆ  เน้นเรื่องทัศนะคติที่มีต่อระบบการศึกษาที่นี่และต่อชีวิตนี้  ซึ่งดูเหมือนอาจารย์จะเข้าใจดี  เราคุยเรื่องช่องทางติดต่อกันอีกนิดหน่อยก่อนที่จะทำท่าร่ำลา  เธอกล่าวคำว่าเสียดายเป็นครั้งที่สิบเจ็ด  มอบคำอวยพร  แล้ววางสายไป

 

                เรื่องควรจะจบเพียงเท่านี้  หากสิบนาทีต่อมาโทรศัพท์เครื่องเดิมจะไม่ดังขึ้นอีกครั้ง  และอาจารย์ที่ปรึกษาก็กรอกน้ำเสียงแจ่มใสมาว่า

                หัวหน้าภาคฯอยากจะคุยกับหนู

                ฉันสนทนากับหัวหน้าภาคฯไม่กี่ประโยค  ก่อนตกปากรับคำที่จะไปพบเขาที่คณะ  ปราศจากความกลัวโดยสิ้นเชิงในวินาทีที่รับปากไป  แต่เมื่อวางสายแล้วก็นึกลังเลขึ้นมา

                ฉันกำลังจะต้องกลับสู่ชีวิตบนท้องถนนกรุงเทพฯยามเช้าของวันราชการ!    มันเป็นเรื่องขนพองสยองเกล้าเสียยิ่งกว่าการถูกอธิการบดีเรียกพบเสียอีก

 

 

                แต่อัรเราะฮฺมานก็ช่วยให้ฉันผ่านเรื่องสยองขวัญนั้นมาได้  ฉันมาถึงที่ทำการภาควิชาซึ่งอยู่ในตึกที่เคยเดินเข้า-ออกอยู่สองปีเต็มแล้วนี่ไง  ห้องของหัวหน้าภาคอยู่ด้านหน้าสุด  ใหญ่สุด  และโปร่งใส  ถึงอย่างนั้นฉันก็ดอดไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน  ชวนให้เธอเข้าไปเป็นเพื่อนกันเพื่อหลีกเลี่ยงการคุลวะฮฺ  อัลฮัมดุลิลลาฮฺ – เธอเข้าใจและสมัครใจ

                หัวหน้าภาคเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงในแขนงวิชาที่เขาเชี่ยวชาญ   อยู่ในวัยเลยกลางคนมานิดหน่อย  ท่าทางใจดี  และไม่มากเรื่อง

                สิบห้านาที ไม่เกินยี่สิบ เวลาที่ฉันใช้ไปในห้องโปร่งใสนั้น  ไม่ได้พูดอะไรมากมายอย่างที่ตั้งใจ  แต่ก็เต็มความสามารถอันน้อยนิดของฉันในท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้แล้ว อินชาอัลลอฮฺ

                คุณแน่ใจแล้วที่ตัดสินใจแบบนี้? นั่นเป็นประโยคแรกของการสนทนา ที่ดำเนินไปจนถึงประโยคสุดท้ายว่า  ขอให้คุณประสบความสำเร็จในเส้นทางที่คุณเลือก…วันไหน ที่งานของคุณต้องการความช่วยเหลือจากภาควิชาของเรา  ขอให้ติดต่อมา

                ฉันจำไม่แม่นนักว่าตัวเองนำเสนออะไรไปบ้าง  ที่พอจำได้ก็คือคำตอบเมื่อหัวหน้าภาคฯถามถึงเหตุผลที่นำไปสู่การตัดสินใจ

                การศึกษาในระบบของที่นี่ไม่สามารถตอบโจทย์ของชีวิตหนูได้

                เขาผงักหน้าหงึกหงัก  ผมเข้าใจ

                ฉันไม่แน่ใจนักว่าเขาเข้าใจจริงหรือเปล่า  ความจริงประโยคแค่นั้นไม่พอสำหรับรายละเอียดที่ฉันอยากนำเสนอ  แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆของสถานการณ์เฉพาะหน้าตอนนั้น  ฉันก็ทำได้เพียงเท่านี้ อัลฮัมดุลิลลาฮฺสำหรับความช่วยเหลือของอัร-เราะฮฺมาน และอัซตัฆฟิรุลลอฮฺสำหรับความบกพร่องของตัวฉันเอง

 

 

                ฉันไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่ออีกพัก๑  ความจริงนี่เป็นเป้าหมายการมาที่นี่ ในวันนี้ของฉัน  ฉันเอาขนมจากบ้านมาฝากอาจารย์   ในถุงขนมมีซองจดหมายที่ฉันเขียนถึงเธอเพื่อเชิญชวนให้ใคร่ครวญอะไรบางอย่าง พร้อมแนบเอกสารแนะนำอิสลามที่ไปแวะค้นมาจากชั้นหนังสือในชมรมมุสลิมเมื่อเช้าให้ไปด้วย 

                อาจารย์จะขอแกะซองจดหมายออกเลย  แต่ฉันบอกว่าอยากให้อาจารย์อ่านอย่างใช้ความคิดมากกว่า  เธอเข้าใจ  กล่าวอวยพรอะไรให้ฉันอีกสองสามประโยค  ก่อนเราจะจากกันด้วยการที่เธอยัดนามบัตรใส่มือฉัน  กล่าวอย่างเปี่ยมไมตรี

                “Keep  in  Touch”

 

 

 

ตึกนั้นสูง  ตั้งลำตัวตระหง่านอยู่เบื้องหลังคล้ายจะข่มมนุษย์ตัวเล็ก ๆ ที่เดินขวักไขว่ไปมาให้เกรงขาม  หากเมื่อเปรียบกับท้องฟ้าเบื้องบนที่ไพศาลนักก็กลับดูเล็กกระจ้อยอย่างน่าขัน

                ฉันทิ้งความใหญ่โตอันกระจ้อยร่อยของมันไว้เบื้องหลัง  รู้สึกหมดพันธะทุกประการแล้วกับที่นี่  อัลฮัมดุลิลลาฮฺ  ไม่มีอะไรเป็นความสามารถของฉันเลย  ทุกอย่างเป็นความช่วยเหลือของอัลลอฮฺทั้งในวันที่ฉันเคยเผชิญความหนักหนาของการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่  และในวันนี้ที่ฉันกลับมาทำสิ่งที่เคยได้แต่นึกเอาไว้ว่าจะทำ 

                ในระยะแรกที่ตัดสินใจจากที่นี่ไป  แม้ค่อนข้างชัดเจนกับตัวเองในเหตุผลที่เลือกทำ  แต่คำถามต่าง ๆ ที่เข้ามา  และความสว่างไสวของดุนยาที่หายวับไปกับตาก็ทำให้บางครั้ง…รู้สึกวาบ ๆ คล้ายคนที่เพิ่งตัดสินใจขายของชิ้นใหญ่ ๆ ออกไปจากชีวิตตัวเอง  ในวันนี้ฉันก็ยังคงรู้สึกเหมือนตัวเองได้ขายของบางอย่างไป  แต่เป็นของที่เล็กมาก  เล็กจนแทบไม่มีค่าอะไรเลย  ไม่ว่าจะเก็บไว้ หรือขายมันออกไป 

               ที่สุดแล้ว…ก็เท่านี้เอง  เราเพียงต่างกำลังเผาผลาญวันและคืนอันนิดน้อยของเราให้หมดไปในโลกที่แสนจะน้อยนิด  ทุกอย่างที่เราเลือกทำ  เลือกทิ้ง  ขอให้ตอบตัวเองได้  ตอบเจ้าของชีวิตได้ว่าเหตุผลที่เลือกเช่นนั้นคืออะไร  หากผู้คนไม่เข้าใจก็อธิบายเท่าที่มีความสามารถ  และรับฟังข้อเห็นต่างของเขาเท่าที่มีความสามารถ  บางที…เราอาจผิดก็ได้  หากพบว่าตัวเองผิด  ก็แก้ไข   ใครจะคิดว่าหน้าแตก…ก็ช่างหน้าที่มันแตก  อย่างน้อยก็ดีกว่าหน้าที่เกรียมเพราะถูกเผาไฟ   แต่หากฟังข้อเห็นต่างแล้ว  ยังเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเลือก  ก็เดินต่อไป พร้อม ๆ กับให้เกียรติในสิ่งที่คนอื่นเขาเชื่อมั่น  อาจเจ็บปวดบ้างกับหนามที่ทิ่มตำ….ก็ช่างความเจ็บปวด  ถูกหนามของวันนี้ตำก็ยังดีกว่าถูกหนามของวันพรุ่งนี้ตำ

               

 

                เบื้องหลังฉันในวันนี้คือตึกที่เด็ก ๆ หลายคนเคยดิ้นรนไขว่คว้าจะมาเดินเข้า-เดินออก  และอีกหลายคนกำลังดิ้นรนไขว่คว้าในสิ่งเดียวกัน  เบื้องหน้าของมันมีลานกว้าง  ต้นไม้ใหญ่ยืนลำต้นเขียวชอุ่ม  นานครั้ง…ลมจะพัดเอาใบไม้สีเหลืองเข้มปลิวลงมาเรี่ยพื้น  แล้วใบสีเขียวสดก็แตกหน่อขึ้นแทนที่  ใบไม้สีเหลืองเข้มสอง-สามใบปลิวคว้างลงมาต่อหน้าฉัน  เด็กนักเรียนสอง-สามคนนั่งอ่านหนังสืออย่างเคร่งเครียดอยู่ที่ม้าหินใต้ต้นไม้   เสียงแหลม ๆ ของพวกผู้หญิงสอง-สามคนที่เดินสวยไปสวยมาหน้าตึกดังอยู่แว่วๆ    

                บางที…การได้ย้อนกลับมาพิจารณาบางสิ่งที่เราจากมันไปก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก  หากมันจะทำให้เรารู้ว่า…คิดถูกแล้วที่จากมันไป!

               

เรื่องที่พูดไม่ได้…?

มัยเรียนมหาวิทยาลัย  มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่กลุ่ม๑(ที่จริงควรนับเป็นหัวมากกว่า เพราะไม่เยอะพอจะเป็นกลุ่ม) พวกเขาเป็นเด็กที่มีความคิดทางการเมืองค่อนข้างมาก  แต่เป็นความคิดที่…ถ้าเอากฏหมายของประเทศนี้มาให้นิยามก็ต้องบอกว่า ‘สุ่มเสี่ยงต่อคุกเป็นยิ่งนัก’  เอาง่าย ๆ ก็คือถ้าเด็กกลุ่มนี้ไปนำเสนอความคิดของพวกเขาให้มหาชนหน้าทำเนียบฟัง  ฮุก่มเดียวสำหรับพวกเขาคือ ‘มันเป็นพวกเสื้อแดง’  

แต่ชั่วระยะเวลาที่เคยอยู่ร่วมห้องเรียนกันมาสี่ซ้าห้าคาบ (อันเนื่องจากเข้าเรียนบ่อยด้วยกันทั้งสองฝ่าย – – )   ยังอยากจะกล้ายืนยันว่าพวกเขาไม่ใช่พวกเสื้อแดง  และไม่ได้รับเงินจากคนบาฮามาสอย่างแน่นอน 

 

                ที่กล้าพูดเช่นนี้เพราะว่า ทั้งที่พวกเขามีความคิดที่ค่อนข้างอันตรายตามรัฐธรรมนูญของประเทศสารขัณฑ์  แต่พวกเขาไม่เคยหยุดยั้งที่จะนำเสนอมันในที่สาธารณะ  แถมนำเสนออย่างเปิดเผยตัวตนเสียด้วย  เศษเงินของเศรษฐีไม่น่าจะสามารถทำให้เยาวชนผู้มีอนาคตก้าวไกลในสายตาชาวดุนยา  บ้าบิ่นพอจะเอาอิสรภาพของตัวเองไปแลกกับตารางได้เช่นนี้  ยิ่งกว่านั้นในฐานะที่เคยได้ร่วมรับฟังการนำเสนอของพวกเขาด้วยตัวเองอยู่บ้าง  ค่อนข้างเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขานำเสนอมาจากความคิดและจิตสำนึกทางการเมืองส่วนตัว  มากกว่าจะเป็นการปลุกปั่นจากคนที่คิดว่าทุกอย่างสามารถซื้อได้ด้วยเงิน แม้แต่สติสัมปชัญญะของมนุษย์ 

 

                เปล่า – ส่วนตัวไม่ได้เห็นพ้องอะไรทั้งนั้นกับสิ่งที่เด็กพวกนี้เชื่อมั่นยึดถือ  เอาล่ะ…ยอมรับก็ได้ ว่าหลายครั้งเคยนึกขันความคิดของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ (เท่า ๆ กับที่เขาก็คงนึกขันความคิดของเราเหมือนกัน) แต่สิ่ง ๑ ที่ได้เรียนรู้จากพวกเขาคือความกล้าหาญอย่างน่าตกใจที่จะนำเสนอความคิดของตัวเอง แม้ว่ามันจะหมายถึงอันตรายถึงชีวิต  บางคนในพวกเขาเคยนำเสนองานหน้าชั้นเรียนด้วยหัวข้อที่ถ้าพวกฏอฆูติสม์(เป็นศัพท์บัญญัติเฉพาะกาลเพื่อใช้แทนคำว่า ‘รอยัลลิสม์’) มาได้ยิน  จะต้องลากคอพวกเขาเข้าคุกอย่างไม่รอช้า 

อีกบางคนในหมู่พวกเขาเป็นพวกแน่วแน่ยิ่งนักต่อการไม่หยุดยืนเคารพธงชาติ(นิยม)  ไม่ใช่แค่แสดงจุดยืนนี้ต่อหน้าธารกำนัลอย่างภาคภูมิ  แต่ยังชอบจะเชื้อเชิญผู้คนรอบตัวให้กะทำตามจุดยืนประการนี้ของตนเสียด้วย

 

                ตลกที่สุด คือคนพวกนี้เป็นพวกที่เรียกตัวเองว่า “คนไม่มีศาสนา” (แม้ว่าเราจะแอบเรียกพวกเขาตลอดมาว่า ‘พวกนับถือศาสนาประชาธิปไตย’ ก็เถอะ) ตลกก็เพราะว่าคนไม่มีศาสนานี่ควรจะเป็นคนที่เฎาะอีฟในตรรกะแห่งการดำรงชีวิตที่สุด     พวกเขาไม่ควรจะมีความแข็งแกร่งใดใดในอะกีดะฮฺของตัวเอง  เพราะพวกเขาไม่มีอะกีดะฮฺ(ในแง่นี้ พวกเขาจึงต่างจากพวกคริสต์ที่ยืนเรียกร้องผู้คนปาว ๆ ตามมุมถนน  เพราะพวกคริสต์ยังมีอะกีดะฮฺของตน หรืออย่างน้อยก็อะกีดะฮฺของคนที่ให้เงินตนมาใช้อธิบายความกล้าหาญนี้ได้)  แต่พวกเขาก็ไม่เคยหยุดยั้งที่จะยื่นใบสมัครสู่การเป็นชาวบางขวางกลาย ๆ ด้วยการโจมตีสถาบันฏอฆูตในบ้านเมืองนี้อย่างแข็งขัน 

นี่ไม่ได้จะชื่นชมอะไรพวกเขาหรอกนะ  แต่พอย้อนกลับมามองคนที่ควรจะแข็งแกร่งในอะกีดะฮฺของตนที่สุดอย่างมุสลิม  แล้วก็มองเห็นอะไรบางอย่าง…ประหลาดดีที่เรากลับไม่กล้าที่จะพูดเรื่องฏอฆูตนี้อย่างตรงไปตรงมา  ทั้งที่มันเป็นเรื่องชัดเจนเหลือเกินในอะกีดะฮฺของเรา…อะกีดะฮฺที่บริบูรณ์ที่สุดในโลก

 

                นั่นซิ…ทำไมเราถึงพูดเรื่องนี้ไม่ได้  ทำไม? 

                มานึกทบทวนตัวเองแล้วก็ยิ่งสงสัย  ทำไมพวกเราไม่ลุกขึ้นแล้วประกาศให้ชัดเจนไปเลยว่า  พวกเราเห็นมนุษย์ทุกคนเป็นมนุษย์เท่ากันหมด  พวกเราจะไม่ยอมยืนอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเมื่อปะหน้ากัน   จะไม่ใช้คำศัพท์เฉพาะที่แสดงให้เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งสูงส่งกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม  จะไม่หยุดรถเพื่อเปิดถนนให้คนบางกลุ่มแล่นผ่านอย่างสะดวกโยธินขณะที่คนอื่นกินตังเมกันไปเป็นแถวยาว   จะไม่คารวะ  ไม่ค้อมหัว  ไม่จัดนิทรรศกาล หรือพิธีพิเศษอะไร ๆ ให้คนบางกลุ่มในลักษณะที่คนอื่น ๆ ในสังคมไม่ได้รับ….เราจะไม่ทำ  เพราะเราทำไม่ได้ 

 

ใช่  พวกเราหลายคนสำนึกดีในจุดนี้ด้วยการหลีกเลี่ยงไม่ทำในอะไรต่อมิอะไรที่กล่าวไปทั้งหลายแหล่  แต่ทำไมเราไม่ลุกขึ้นแล้วบอกไปเลยว่า เราทำไม่ได้…อิสลามทำไม่ได้  มนุษย์ทุกคนในทรรศนะอิสลามเท่าเทียมกันหมด  ไม่มีใครสูงกว่าใคร  และอะไรก็ตามที่แสดงถึงความสูงส่งที่มนุษย์บางคนมีเหนือกว่ามนุษย์อีกบางคนย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อนุมัติในหลักการอิสลาม  โดยเฉพาะเมื่อความสูงส่งนั้นส่อไปในทำนองที่เทียบเคียงกับพระเจ้า…ทำไมเราถึงพูดเรื่องนี้ไม่ได้?  ทำไม?

 

เรามาลองช่วยกันคิดนะว่าทำไม?

จะขอประเดิมด้วยการนำเสนอเหตุผลเท่าที่สติปัญญาอันเฎาะอีฟ ๆ ของตัวเองคิดได้ถึงการที่พวกเรายอมอยู่ในสภาพเช่นนี้  พร้อมความคิดที่ใช้หักล้างเหตุผลดังกล่าว  (อาจผิดก็ได้  ซึ่งแน่นอนว่าหากผิด  ก็ถือเป็นอมานะฮฺของผู้อ่านที่ต้องนะซีฮะฮฺผู้เขียน)

 

เหตุผลที่เรามักใช้เพื่อแสดงว่าไม่ควรพูดเรื่องอะกีดะฮฺที่เรามีต่อสถาบันฏอฆูตอย่างตรงไปตรงมาต่อสาธารณชน  และข้อเห็นต่างบางประการ 

 

          แน่ใจแล้วหรือว่าสถาบันที่เราพูดถึงเป็นสถาบันฏอฆูต? 

นี่เป็นเรื่องแรก ๆ ทีเดียวที่พบว่าอัล-กุรอานกับตำราประวัติศาสตร์ที่เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยพูดตรงกัน  ใครที่คิดว่าสถาบันนี้ไม่ใช่ฏอฆูต  กรุณากลับไปทบทวนอัล-กุรอาน พร้อม ๆ กับศึกษาประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของสถาบันนี้  การดำรงอยู่  และดำเนินไปในสังคมไทย  ตลอดจนเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ที่เขาเรียกร้องจากผู้คนในแผ่นดิน(ที่ต้องมีคำต่อท้ายว่า‘ของเขา’)  และลักษณะความคิดที่ผู้คนในปกครองของเขามีต่อตัวเขา  ลองเอาสถาบันที่มีประวัติศาสตร์และปัจจุบันเช่นนี้ไปถามหาอุละมาอฺ อัซ-ซอดิกีนสักคนในโลกที่บอกว่าแบบนี้ไม่ใช่ฏอฆูตดูก็ได้

  คือความชัดเจนในเรื่องนี้ มักมากซะจนตัวเองอยากจะเชื่อว่า  ถ้าเอานิยามของคำว่าฏอฆูตไปอ่านให้บุคคลในสถาบันดังกล่าวฟัง เขาจะต้องบอกว่า ‘ใช่! อย่างนี้แหละเรา’

 

 

                – แต่สถาบันนี้…ณ ที่นี่ไม่ได้บีบบังคับเราในเรื่องศาสนา  เราสามารถปฏิบัติตามความเชื่อของเราได้อย่างมีอิสระ  แค่นี่ก็ดีแล้วนี่?           

                ถ้าเรายอมรับแล้วว่าพวกเขาเป็นฏอฆูต  คำถามอย่างที่ว่ามานี้จะมีปัญหาอย่างชัดเจน  เพราะในเมื่อการภักดีต่อเขาเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้  แต่เราไม่สามารถนำเสนอหรือแสดงออกในเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่  แล้วจะเรียกว่าเราสามารถปฏิบัติตามความเชื่อของเราอย่างอิสระได้อย่างไร?   การไม่ยกสิ่งใดและ/หรือมนุษย์คนใดให้มีสถานะสูงส่งเทียบเคียงพระเจ้าเช่นนี้คือแก่นแกนของศาสนาอิสลาม – หรือไม่ใช่?   ดังนั้นการที่เราพูดว่า ‘อย่าพูดเรื่องที่เราภักดีเขาไม่ได้  เพราะแค่นี้เขาก็ให้เสรีภาพมากแล้ว’ ก็คือการยอมรับว่าเรายังไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนานั่นเอง 

 

การอนุมัติให้มุสลิมมีผู้นำ(ทำหน้าที่เชิญใครสักคนในสถาบันดังกล่าวมาเปิดงานเมาลิด)  การอนุญาติให้สร้างมัสยิดได้(โดยให้วิธีการสรรหากรรมการเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอันลงนามโดยคนในสถาบัน)  การยินยอมให้เปิดโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม(ที่ต้องจัดงานนิทรรศกาลในวันเฉลิมฉลองของคนในสถาบัน) ฯลฯ   เหล่านี้ควรเป็นสิทธิเสรีภาพภาพในการนับถือศาสนาที่เราควรพอใจ  อิ่มเอม  และเปี่ยมด้วยสำนึกในบุญคุณอย่างล้นเกล้า…อย่างนั้นหรือ?  

อันที่จริง สิทธิ์แรกที่เราควรได้รับจากผู้ปกครองที่เหมาะควรแก่คำว่า‘ไม่บีบบังคับเราในทางศาสนา’ ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะคลุมศีรษะ   ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะสร้างมัสยิด  ไม่ใช่สิทธิ์ที่จะปฏิบัติศาสนกิจในที่สาธารณะ   แต่คือสิทธิ์ที่จะประกาศว่า ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ’ และใช้ชีวิตตามกะลีมะตุตเตาฮีดนี้อย่างมั่นคง…ไม่ใช่หรือ?  และก็สิทธิ์นี้ไม่ใช่หรือ  ที่ท่านญะฟัรได้รับเป็นสิทธิ์แรกในการอพยพไปยังฮะบะชะฮฺภายใต้การปกครองของกษัตริย์นะญาชี…สิทธิ์ที่จะไม่ก้มหัวให้มนุษย์คนใด (ก็ประหลาดดีเหมือนกัน  ประวัติศาสตร์การอพยพไปอยู่ในฮะบะชะฮฺนี้  มักถูกยกขึ้นมาเสมอเพื่อบอกว่าเราสามารถอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ต่างศาสนิกได้  แต่ไม่เห็นใครจะทำเหมือนท่านญะฟัรสักคน  นั่นคือประกาศว่าเราจะไม่ปฏิบัติต่อเขาเหนือกว่ามนุษย์คนอื่น?)

 

หากกลัวว่าการประกาศสิทธิ์เบื้องต้นนี้จะนำมาซึ่งการถูกลิดรอนสิทธิ์อื่น ๆ ที่เคยมีเคยได้  ลองถามตัวเราเองเถิดว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้ว  สถาพที่เราเป็นอยู่ภายใต้สโลแกนว่า ‘เขาให้สิทธิเรามากพอแล้ว’ นี้   สภาพแบบที่เห็น ๆ กันอยู่เนี่ย   แบบที่มีคนคลุมฮิญาบใส่เสื้อเหลืองเกลื่อนเมือง  แบบที่มีผู้แบกถือสัญลักษณ์แห่งความเป็นมุสลิมไปร่วมพิธีกรรมอันเกี่ยวข้องกับสถาบันที่เห็นชัด ๆ ว่ามีเอี่ยวกับความเชื่อที่ค้านกับอิสลาม  แบบที่คอเตบมัสยิบขึ้นคุตบะฮฺขอดุอาอฺให้บุคคลในสถาบัน  แบบที่รูปฏอฆูตถูกเชิดชูไว้ในเกือบทุกสถานที่ไม่เว้นแม้แต่บ้านของอัลลอฮฺ ฯลฯ  สภาพที่เราบอกว่าควรพอใจได้แล้วเช่นนี้  กับสภาพของพี่น้องมุสลิมในดินแดนที่ถูกฏอฆูตกดขี่อย่างชัดเจน  แล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นสู้…สถาพไหนที่ดีกว่า  มีเกียรติกว่า  น่าพอใจมากกว่า ?

(อีกเรื่อง  คือแม้แต่ความคิดที่ว่าฏอฆูตที่นี่เป็นผู้ปกครองที่เปี่ยมล้นด้วยความดีงาม และไม่อธรรม ก็ควรได้รับการไตร่ตรองตรวจสอบให้ถี่ถ้วน  อย่าหาว่าไปฟังข้อมูลฝ่ายตรงข้ามเขาเยอะเลย  เพราะที่จริงแล้ว  มันก็จำเป็นต้องถามตัวเองจริง ๆ นะ  ว่าเรา’รู้จริง ๆ’ ว่าพวกเขาเป็นคนดีเสียยิ่งนัก  หรือ‘ถูกทำให้รู้สึก’เช่นนั้น  ก็แค่อยากบอกว่าลองหาข้อมูลหลาย ๆ ด้าน  อย่างเช่น ถ้ามีแต่ข้อมูลว่าพวกเขา ‘ให้’ อะไรบ้าง   ก็ลองหาข้อมูลในทำนองว่าพวกเขา ‘เอา’อะไรไปบ้างมาพิจารณาประกอบด้วย  เป็นต้น)

                 

 

                – ช่วงนี้อากาศหนาว  ป่วยไข้ง่าย  ถึงยังไง ไอดังค๊อกแค๊ก  น่าจะดีกว่าไอดังคุกคุกนะ (แปลความได้ว่า ถ้าพูดอะกีดะฮฺเรื่องนี้ของเราอย่างตรงไปตรงมาจะมีอันตราย อาทิ มีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยยูซุฟก่อนวัยอันควร ฯลฯ)

                أَتَخْشَوْنَهُمْفَاللّهُ أَحَقُّأَنتَخْشَوْهُ إِنْكُنْتُمْمُّؤمِنِيْنَ

“…พวกเจ้ากลัวพวกเขากระนั้นหรือ? อัลลอฮฺต่างหากเล่า คือผู้ที่สมควรแก่การที่พวกเจ้าจะกลัว หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา”  [อัต-เตาบะฮฺ 9 : 13]

 

 

                –  ม่ายช่าย  ไม่ได้กลัวอันตรายจะประสบกับตัวเองหรอก  แต่คิดว่าถ้าเราทำงานตรงนี้ต่อไปได้มันจะยังมีประโยชน์อยู่มากไง  อย่างเว็บไซต์นำเสนอความรู้อิสลาม  ถ้าถูกปิดไปเพราะนำเสนอประเด็นนี้  เราก็ไม่มีโอกาสนำเสนอประเด็นอื่นซิ?

                หากเราบอกว่าไม่เคยนึกเสียดายชีวิตหากจะต้องสูญสิ้นไปเพื่อประกาศว่า ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ : ไม่มีอิลาฮฺใดนอกจากอัลลอฮฺ’  ก็ตลกดีที่เรากลับนึกเสียดายเว็บไซต์  บล็อก  สำนักพิมพ์ฯลฯ  หากจะต้องสูญเสียไปเพื่อเป้าหมายเดียวกัน  คือมันเป็นตรรกะที่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว…เข้าใจยากนะ  ประมาณว่า  ฉันทำงานนี้เพื่อเรียกร้องผู้คนไปสู่อัลลอฮฺนะ  งานนี้มีประโยชน์มาก  ฉันยังคงต้องใช้มันในการเชิดชูดำรัสของอัลลอฮฺ  ฉะนั้นฉันไม่พร้อมจะเสียมันไปเพื่อแลกกับการประกาศดำรัสของอัลลอฮฺอย่างตรงไปตรงมาหรอก…งง ๆ มั้ย?

 

 

                  มันควรมีการลำดับนะ ว่าเรื่องใดควรนำเสนอก่อน  เรื่องใดควรมาที่หลัง?

                นี่เป็นประโยคที่เขาเอาไว้ตอบเวลาคนพูดเรื่องญิฮาดไม่ใช่หรอ  ประมาณว่าท่านนบีศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเรียกร้องไปสู่ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺอยู่ตั้ง 13 ปี  แล้วค่อยเรียกร้องไปสู่ญิฮาด(ซึ่งก็จะมีคนตอบว่า  นี่มันไม่ใช่ 13 ปีแล้วจ้ะ มันพันสี่ร้อยกว่าปีแล้วววว)  แต่นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ’ อยู่  มีเรื่องไหนที่สำคัญไปกว่าเรื่องนี้อีก?  หรือใครจะบอกว่า ‘ยัฆฟุรบิฏฏอฆูต’ เป็นคนละเรื่องกับ ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ’ ?

 

–  แหมวิธีการนำเสนอมันก็มีตั้งหลายวิธี   ไม่ใช่ว่าเราไม่พูดนะ  เราก็พูด  ก็นำเสนอ  เพียงแต่ทำในลักษณะที่ไม่สาธารณะจนเกินไป?

เราเคยเจ็บปวดไหม ที่เห็นพี่น้องมุสลิมไปร่วมพิธีกรรม  หรือสรรเสริญสดุดีอะไรต่อมิอะไรให้สถาบันฏอฆูต?  เคยแปลบไปทั้งตัวไหมเมื่อได้ยินคอเตบกล่าวสรรเสริญฏอฆูตในบ้านของอัลลอฮฺ? ใช่ไหมว่าที่พี่น้องของเราทำแบบนี้ได้ก็เพราะมีคนใหญ่คนโตในหมู่พวกเราเองทำให้ดู  หรือแสดงให้เห็นว่าแบบนี้ทำได้  หรืออาจไปไกลถึงขั้นควรอย่างยิ่งที่จะกระทำ   ภาพแบบนี้ไม่ได้ถูกนำเสนอในที่สาธารณะหรือ?  ไม่ได้ถูกประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่เห็นกันถ้วนทั่วทุกมุมสังคมหรือ?  หากสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ถูกนำเสนออย่างกว้างขวาง…อย่างเป็นสาธารณะ  แต่สิ่งที่ถูกต้องกลับถูกนำเสนออย่างกระมิดกระเมี้ยนในมุมอับ  แล้วเมื่อไหร่กันที่งานของเราจะล่วงผล

                ไม่รู้ซิ  การที่เราเอาแต่พูดคุย  นำเสนอ  ตักเตือนกันในประเด็นนี้อย่างลับ ๆ มันก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนั่นแหละ  แต่บางทีเราก็ควรสงสัยนะว่าทำไมจะต้องทำให้มันลับ ๆ แบบนี้  ทำไมเราประกาศอย่างสาธารณะไม่ได้  ถ้าตอบตัวเองได้ก็แล้วไป   แต่ถ้าตอบไม่ได้  ทุกครั้งที่เห็นภาพพี่น้องมุสลิมไปร่วมพิธีกรรมอันชวนเจ็บปวด  ก็น่ากลัวว่าเราเองจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาไปอยู่ ณ จุดนั้น  เพราะมัวแต่ชี้แจงอยู่หลังไมค์  – นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก

 

 

– แต่สถาบันนี้เป็นสถาบันที่ได้รับความนับถือจากผู้คนในสังคมมาก  หากเราไปมุ่งโจมตีสถาบัน  ก็จะกลายเป็นการสร้างความบาดหมางกับศาสนิกอื่น ซึ่งส่งผลร้ายแรงแน่นอนต่องานดะอฺวะฮฺของเราที่นี่?

มีสองประเด็นที่ผิดพลาดในคำถามที่ยกมา

                หนึ่งคือการที่บอกว่าการนำเสนอเรื่องอะกีดะฮฺอิสลาม  จะเป็นผลร้ายแก่การดะอฺวะฮฺอิสลาม  นี่เป็นตรรกะที่มีปัญหาร้ายแรง  สถานะของเจว็ดรอบมักกะฮฺในขณะที่ท่านนบีศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้รับสาสน์ให้เผยแพร่อิสลามไม่ได้ถูกยกย่องเทิดทูนจากชาวกุเรชหรอกหรือ?  แล้วอิสลามจะอยู่ในรูปไหนหากมีคนบอกว่าอย่าไปพูดจาแตะต้องเจว็ดของเขานะเพราะผู้คนให้ความนับถือมันมาก  ถ้าไปยุ่งล่ะก็งานดะอฺวะฮฺเรามีปัญหาแน่ – ตกลงเราจะดะอฺวะฮฺไปสู่อะไร?

                สองคือคำว่า ‘โจมตีสถาบัน’ – เข้าใจผิดแล้ว  เราไม่ใช่พวกเสื้อแดงเสียหน่อย   สิ่งที่กำลังพูดอยู่ไม่ใช่การเรียกร้องไปสู่การโจมตีสถาบันนะ  เปล่าเลย   เรากำลังเรียกร้องไปสู่การประกาศความเชื่อของเราอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก  ความเชื่อที่ว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน  ไม่มีใครเหนือกว่า…สูงส่งกว่าใคร  และเฉพาะอัลลอฮฺเท่านั้นที่เราจะก้มหัวให้  จะภักดี  และจะถวายชีวิตเพื่อ  พูดอีกอย่างคือเรากำลังคืน‘ความเป็นคน’ ให้แก่มนุษย์ในสถาบันฏอฆูตที่นี่  ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากพยายามทำให้พวกเขาเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คน

 

                ยังจำได้แม่น   ครั้ง๑ พวกเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่มีแนวคิดไม่เอาสถาบันอย่างที่เล่าให้ฟังตอนแรกเคยลุกขึ้นนำเสนอความคิดอะไรๆของเขาหน้าชั้นเรียนตามปกติ  แล้วดูเหมือนจะมีคนยกมือโต้แย้ง / แก้ต่างให้คนในสถาบันอยู่เป็นระยะ เจ้าคนนำเสนอเขาคงรำคาญหรืออย่างไรไม่ทราบ เลยพูดเสียงดังว่า  “ผมว่าความรักที่คนไทยมีต่อสถาบันนี่ก็แปลกนะ  พวกคุณบอกว่าจงรักภักดีต่อสถาบันนี้หนักหนา  แต่ถามว่ามีใครสักกี่คนในประเทศนี้ที่ไม่เคยซุบซิบนินทา หรือบอกเล่าเก้าสิบพวกข่าวลือของคนในวัง  ผมถามตรงๆ…ขอให้ตอบด้วยเกียรติความเป็นปัญญาชนของพวกคุณ  มีใครในที่นี่บ้างที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในการซุบซิบ  หรือฟังเรื่องซุบซิบของคนในสถาบัน?”  แหงแซะซิ – ทั้งห้องหกสิบกว่าคนไม่มีใครยกมือสักคน  ตลกชะมัด  (เถอะ – ถึงเราจะอยู่ในห้องเรียนนั้นด้วย แต่ก็ไม่ใช่พวกเทิดทูนเขาต่อหน้า  แล้วมานินทาลับหลังนี่นา  ออกแนวพยายามไม่ข้องแวะทั้งต่อหน้าและหลับลังมากกว่า ฉะนั้น…ไม่นับเนอะ)  

                นี่เป็นความจงรักภักดีที่ฏอฆูตในสถาบันเองควรทบทวนนะ  ในทางตรงกันข้าม  สำหรับมุสลิมแล้ว  เขาจะไม่พบลักษณะมุนาฟิกเช่นนี้จากเรา  หากเขาให้สิทธิ์เราที่จะปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อมนุษย์คนอื่น ๆ  แน่นอนว่าเราให้เกียรติความเป็นมนุษย์แก่เขาต่อหน้าอย่างไร  เราก็จะให้เกียรติเขาลับหลังเช่นนั้น  เพราะมันคือเกียรติของเราเช่นกัน

                บางทีนะ….บางที  การนำเสนออะกีดะฮฺของเราในประเด็นนี้อย่างประจักษ์แจ้ง  อาจกลายเป็นอะไรที่เพิ่มความสง่างามให้แก่ทั้งตัวเราและพวกเขายิ่งกว่าสภาพที่เราเป็นอยู่ก็ได้   ก็ตั้งเท่าไหร่ของพวกเราในทุกวันนี้  ที่เข้าร่วมพิธีสรรเสริญเยินยอใครสักคนในสถาบัน  แล้วก็กลับมานั่งเมาธ์เรื่องซุบซิบของพวกเขาอย่างเมามัน

 

 

ปล.  สรุปก็คือ…คิดไม่ออกอยู่ดีว่าทำไมเราไม่ควรพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา  ใครคิดประเด็นอื่น ๆ ออก หรือมีมุมมองที่เห็นต่างช่วยบอกด้วย

อิสติกอมะฮฺ

– หากเรายืนหยัด

 

 

((إِنَّالَّذِيْنَقَالُوارَبُّنَااللَّهُ ثُمَّاسْتَقَامُوافَلاخَوْفٌعَلَيْهِمْ وَلاهُمْيَحْزَنُوْنَ))

“แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น

จะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เศร้าสลดใจ”

[อัล-อะฮฺกอฟ 46:13]

………………………………………………………………………………………………………..

 

ثُمَّاسْتَقَامُوا– แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดคือ พวกเขาไม่ได้เรียกอัลลอฮฺว่าพระเจ้าของพวกเขาเพียงเพื่ออุทาน  ไม่ได้มีส่วนในการทำความผิดเกี่ยวกับอัลลอฮฺ  และก็มิได้เอาสิ่งอื่นมาเป็นพระเจ้าของพวกเขา  แต่พวกเขายอมรับความศรัทธาด้วยความจริงใจและยืนหยัดต่อความศรัทธานั้นอย่างมั่นคง  ไม่ยอมรับความเชื่อใดที่ขัดกับความศรัทธา ไม่เอาความศัทธานั้นไปปะปนกับความเชื่อผิด ๆ  และพวกเขาตอบสนองความต้องการของหลักเตาฮีดในชีวิตประจำวันด้วย

 

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ  صل الله عليه وسلمและบรรดาสาวกคนสำคัญได้อธิบายถึงคำพูดที่ว่า “ยืนหยัดอย่างมั่นคงในหลักเตาฮีด” ไว้ดังนี้ :

 

ท่านอนัส رضي الله عنهรายงานว่า ท่านร่อซูลصل الله عليه وسلمได้กล่าวว่า : “หลายคนได้เรียกอัลลอฮฺว่าพระผู้อภิบาลของพวกเขา  แต่ส่วนใหญ่ของพวกเขาได้กลายเป็นผู้ไม่ศรัทธา  การยืนหยัดอย่างมั่นคงก็คือคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่ในความศรัทธานี้จนกระทั่งเขาตาย” (อิบนุญะรีร, นาซาอี, อิบนุ อบีฮาติม)

 

ท่านอบูบักร رضي الله عنهได้อธิบายว่า “หลังจากนั้น เขาก็ไม่นำสิ่งอื่นใดมาเป็นภาคีกับอัลลอฮฺ  ไม่เคารพพระเจ้าอื่นใดนอกไปจากพระองค์” (อิบนุญะรีร)

 

ครั้งหนึ่งท่านอุมัร رضي الله عنه ได้อ่านอายะฮฺนี้(ฟุศศิลัต:30 เนื้อความใกล้เคียงอย่างยิ่งกับ อัล-อะฮฺกอฟ:13) บนแท่นเทศนา  และกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ  การยืนหยัดคือการที่พวกเขามั่นคงต่อการเชื่อฟังอัลลอฮฺ  ไม่วิ่งไปวิ่งมาจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเหมือนสุนัขจิ้งจอก”(อิบนุญะรีร)

 

[อบุล อะลา เมาดูดี, ตัฟฮีมุลกุรอาน ฉบับแปลภาษาไทย, เล่ม6  หน้า 2400  คำอธิบายที่ 33]

……………………………………………………………………………………………….

 

 

หากพันธสัญญาแห่งชีวิต – ที่ว่าอัลลอฮฺคือร็อบบุนา

…สัญญาที่ทำไว้กับผู้ไม่ผิดสัญญา…ไม่เคยผิด และจะไม่ผิด

ได้รับการยืนหยัด….อย่างที่เอ่ยพูด

ได้รับการยืนยัน…ด้วยทั้งหมดของชีวิต

 

หากเป็นเช่นนั้น…

ทุกก้าวที่ย่างไป

ทุกการกระทำที่เลือกทำ

คงมั่นคงและหนักแน่นยิ่งนัก

‘ลาเคาฟุน อะลัยฮิมว่ะลาฮุม ยะฮฺซะนูน’

ไม่หวาดหวั่น…ต่อสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า

ไม่เสียใจ…ต่อสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

 

‘ลาเคาฟุน อะลัยฮิม’

…ทางข้างหน้าอาจหนักหนา  และเต็มไปด้วยขวากหนาม

อาจต้องโดดเดี่ยว  เจ็บปวด  และทุกข์ทน

แต่หากบอกตัวเองได้ว่า : ก้าวที่เลือกเดินนี้…เป็นไปเพื่อยืนหยัดตามคำสัญญาแห่งชีวิต

ย่อมไม่กลัว…ไม่เคยกลัว และจะไม่กลัว

 

‘ว่ะลาฮุม ยะฮฺซะนูน’

…สิ่งที่ตัดสินใจทิ้งไว้เบื้องหลังอาจดูใหญ่โต  มากค่า และน่าเสียดาย

อาจมีคนไม่เห็นด้วย  ตั้งคำถาม  และคัดค้านโต้แย้ง

แต่หากบอกตัวเองได้ว่า : การตัดสินใจละทิ้งนี้…เป็นไปเพื่อยืนยันในคำสัญญาแห่งชีวิต

ย่อมไม่เสียใจ…ไม่เคยเสียใจ และจะไม่เสียใจ

 

 

‘ร็อบบุนัลลลอฮฺ – ร็อบของเราคืออัลลอฮฺ’

คำปฏิญาณนี้ – พันธสัญญาแห่งชีวิต

นอกจากกล่าวโดยปากแล้ว

ยังจำเป็นต้องได้รับการยืนหยัดด้วยชีวิต

และผู้ใดทำได้ดังนั้น…สำหรับเขาคือข่าวดี

…ดีจริง ๆ …ดีเหลือเกิน

 

‘ลาเคาฟุน อะลัยฮิม ว่ะลาฮุม ยะฮฺซะนูน’

ไม่ต้องหวาดหวั่น…ต่อสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า

ไม่ต้องเสียใจ…ต่อสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

 

 

ฝน

ฝนตก

เสียงฝนเพราะแบบที่ไม่อาจหาคำเลียนเสียงได้

มันไม่ใช่เปาะแป  ไม่ใช่สาดซ่า  และไม่ใช่ดังซู่

คำเลียนเสียงธรรมชาติอาจถูกสรรสร้างขึ้นมากมาย

เครื่องไม้เครื่องมือสร้างสรรค์เสียงอาจถูกคิดค้นขึ้นหลากหลาย

แต่เสียงฝนก็ยังไม่มีอะไรมาแทนได้

 

ฝนโชย

อากาศฉ่ำ

ย้ำเย็นแห่งยามเย็น

เขาถือร่มไว้ในมือ – ร่มที่หุบ

ร่มที่หุบหมายถึงร่มที่ไม่กาง

แต่เวลาคนหูไม่กางเราไม่เรียกหูหุบ 

โลกจะโหดร้ายเกินไปซ้ำหรับคนหูไม่กาง – หากเป็นเช่นนั้น

 

เขาพกร่มติดตัวไว้เสมอ

แต่เขาก็เดินตากฝนเสมอ

เขาไม่ชอบกางร่มเวลาเดิน นอกจากเป็นวันที่ฝนตกหนักจริง ๆ

แต่เขาชอบโดดร่มเวลาเรียน นอกจากเป็นวิชาที่เนื้อหาหนักจริง ๆ

 

( ‘เขา’ ไม่ใช่ ‘ฉัน’

ไม่ต้องพยายามเปรียบเทียบ และโยงใย )

 

เขาไม่ชอบฝน

เดี๋ยวนี้ข้อสอบในระบบการศึกษามักใช้วิธีฝนคำตอบ – ซึงเขาคิดว่ามันตลก

เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีการอธิบายวิธีฝนคำตอบอย่างละเอียด

ต้องใช้ดินสอความเข้มขนาดเท่านั้นเท่านี้

ฝนอย่างรอบคอบ  ตั้งใจ  ให้พอดีกรอบ

เด็กบางคนต้องซื้อดินสอมาฝึกฝนกันก่อนสอบให้ชำนาญ

เพื่อนบางคนสอบได้คะแนนไม่ดี บอกว่าเป็นเพราะเขาฝนไม่ดี

ต้องไปฝึกฝนมาใหม่ให้เก่งกว่าเดิม

 

เขาถือร่มหุบเดินไปตามทางเท้า

รถบนเลนถนนติดเป็นตังเม

เขาเคยกินแต่แตงโม ไม่เคยกินตังเม แต่คิดว่าคงเหนียว

และถ้าเหมือนกับรถบนถนนกรุงเทพฯจริง ก็ต้องเหนียวมาก ๆ

คนบนรถเมล์นั่งหน้าหงิก ชะเง้อคอไปข้างหน้าบ่อยครั้ง ปากขมุบขมิบ

คนเมืองไม่ชอบฝนเพราะเฉอะแฉะ รถติด

คนสวนชอบฝนเพราะชุ่มฉ่ำ  ผลไม้ติด

คนมีบ้านไม่รู้ว่าสายฝนของคนไร้บ้านมีรสชาดอย่างไร

คนไร้บ้านก็ไม่รู้ว่าการมุ่งหน้ากลับบ้านในเย็นวันที่ฝนตก-รถติดมันจะหงุดหงิดได้แค่ไหน

บางที – แค่มีบ้านให้มุ่งหน้ากลับก็ดีแล้ว

 

 

ฝนหยุดแล้ว

อากาศยังฉ่ำ

เขากับร่มหุบเดินทางต่อไป

ย่ำโดยเท้า  หรือเคลื่อนโดยรถ 

ถือร่มหุบ   หรือร่มกาง

หน้าขมวดยุ่ง  หรือขยายยิ้ม

ก็ล้วนกำลังเดินทางไปบนถนนเส้นเดียวกัน

 

ฝนราและลาแล้ว

จะเม็ดอ้วน หรือผอม

ตกลงมาให้คนเมืองได้กล่าวหาด่าว่า  หรือให้คนสวนได้ยิ้มร่าขอบคุณ

กระทบหลังคาบ้านราคาลิบลิ่วของผู้มีอันจะกิน  หรือกระทบผิวหน้าโกโรโกโสของวนิพกข้างถนน

ก็ล้วนตกลงสู่เบื้องล่าง

 

ฝนซึมกลับลงดิน

ผู้คนมุ่งหน้ากลับสู่บ้าน

ที่สุดแล้ว – บ้านของคนกับฝนอาจไม่ต่างกัน