ฉนวนกาซ่ากับการก่อการร้ายครั้งล่าสุด

 
 

إِنَّ الَّذِينَ فَتَنُوا المُؤمِنِينَ وَالمُؤمِنَاتِ ثُمَّ لَم يَتُوبُوا

فَلَهُم عَذَابُ جَهَنَّمَ وَلَهُم عَذَابُ الحَرِيقِ

แท้จริงบรรดาพวกที่ประหัตประหารบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง แล้วพวกเขามิได้กลับตัวนั้น

พวกเขาจะได้รับการลงโทษแห่งนรกญะฮันนัม และพวกเขาจะได้รับการลงโทษแห่งการเผาไหม้

[อัล-บุรูจ 85 : 10]

 

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

……………………………………………………………………………………………………………………….

 

โอ้ อัลลอฮฺ

โอ้ผู้ทรงสร้างแผ่นดิน  ผืนฟ้า และทุกสิ่งระหว่างทั้งสอง

โอ้ผู้ทรงบังเกิดพวกเรา และแนะนำให้ได้รู้จักสัจธรรม

โอ้ผู้ทรงสาปแช่งยะฮูด และเปิดโปงแผนการร้ายของพวกเขาในคัมภีร์อันชัดแจ้ง

โอ้ผู้ทรงกำหนดให้มัสยิดอัล-อักซอเป็นหนึ่งในสถานที่อันมีความประเสริฐของเรา

โอ้ผู้ทรงยังความหายนะแก่บนีอิสรออีลมาแล้วในทุกครั้งที่พวกเขาก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน

 

โปรดกำราบพวกเขาด้วยการกำราบที่ไม่มีใครจะให้ได้รุนแรงเท่าพระองค์

แท้จริงพวกเขาได้ก่อการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ต่อปวงบ่าวผู้ภักดีต่อพระองค์  บนแผ่นดินอันประเสริฐของพระองค์ 

โปรดปราบปรามพวกเขาให้เป็นเยี่ยงย่างแก่ประชาชาติผู้ละเมิด

โปรดช่วยเหลือบรรดาปวงบ่าวผู้ศรัทธามั่นต่อพระองค์ในดินแดนอันดีงามแห่งนี้และทุกๆดินแดน

โปรดประทานความอดทนให้แก่พวกเขาด้วยความอดทนของเหล่าอัมบิยาอฺ และซอลิฮีน

โปรดคืนกุญแจเมืองเยรูซาเล็มให้แก่พวกเขาเหมือนดังที่ทรงให้แก่ท่านอุมัร อัล-ฟารุก

โปรดประทานชัยชนะให้พวกเขาเหนิอพวกครูเสดเหมือนดังที่ทรงให้แก่ซอลาฮุดดีน อัล-อัยยูบี

และโปรดรวบรวมเราไว้กับบรรดาผู้ต่อสู้และสิ้นชีพในหนทางของพระองค์ด้วยเถิด

 

อามีน ยาร็อบบัลอาละมีน…

 

 

มาตรวจสอบความสัมพันธ์ของเรากันหน่อย

ในชีวิตเรา  อาจมีใครหลายคนที่เราเคยพูดกับเค้าได้อย่างเต็มปากว่า “อุฮิบบุกะ/อุฮิบบุกิ ฟิลลาฮฺ…ฉันรักท่านในหนทางของอัลลอฮฺ”  แต่บางคนจากหลายคนนั้น  เรากลับไม่ได้ให้ใจเขาอย่างเต็มที่เหมือนเช่นวาจา

ความรักกันฉันพี่น้องในอิสลามเป็นสิ่งมหัศจรรย์  อบอุ่นและมีค่า   ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง  จนบางครั้ง…เมื่อกลับมาตรวจสอบใคร่ครวญอย่างถ่องแท้  เราอาจพบว่าตัวเองยังไม่ได้เข้าถึงความยิ่งใหญ่และลึกซึ้งแห่งอุคูวะฮฺอิสลามียะฮฺอย่างแท้จริง  เราแน่นในคำพูด  แต่พร่องในการกระทำ   ป่าวร้องโดยปาก  แต่เงียบงันโดยใจ

สภาพเช่นนี้คือปัญหา และค่อนข้างใหญ่ – หากจะพูดไปแล้ว

 

ลองนึกถึงใครสักคนที่เราแน่ใจว่าได้ให้ความเป็นพี่น้องแก่เขาแล้วอย่างเต็มตัว  เต็มใจ  แล้วสำรวจดูหน่อยซิว่าเขาใช่คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ไหม?

 

     เป็นคนที่อยู่ในดุอาอฺของเราสม่ำเสมอ

 

    เป็นคนที่หากเราพบข้อขัดข้องในใจอันเนื่องจากการกระทำของเขา  เราจะต้องรีบบอกกล่าวตักเตือนโดยไม่เคยต้องวิตกเลยว่าการตักเตือนนั้นจะนำมาซึ่งความไม่พอใจระหว่างกัน

 

     เป็นคนที่ความสุขของเขาทำให้หัวใจเราอิ่มเอิบ  และความทุกข์ของเขาทำให้หัวใจเราหดหู่

 

     เป็นคนที่ปลอดภัยจากลิ้นและมือของเรา  และเราก็มั่นใจได้อย่างที่สุดว่าปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขาเช่นกัน

 

     เป็นคนที่เราจะไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นเกียรติของเขาเป็นอันขาด  และแน่ใจด้วยว่าเกียรติของเราก็ถูกปกป้องอย่างเต็มกำลังจากเขา

 

     เป็นคนที่หากเราได้รับความรู้  หรือเรื่องราวที่ดีต่ออีมานมา  เราไม่เคยรอช้าเลยที่จะแบ่งปันให้เขาได้รู้  และแน่นอน…เขาก็เช่นกัน

 

    เป็นคนที่เราไม่เคยรู้สึกเกรงใจในยามที่มีเรื่องปรึกษา  รบกวน  หรือขอความช่วยเหลือ  เพราะเราเองก็ไม่เคยรู้สึกว่าเขาต้องเกรงใจเราหากทำเช่นนั้น

 

    เป็นคนที่ครอบครัวของเขา  ญาติมิตรของเขา  ผู้คนและเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตเขาอยู่ในความเอาใจใส่ของเรา  เท่าๆกับที่ผู้คนและเรื่องราวของเราอยู่ในความเอาใจใส่ของเขา

 

    เป็นคนที่เมื่อพบหน้า  การกระทำของเขาก็เป็นประโยชน์ต่ออีมานของเรา  เมื่อพูดด้วย คำพูดของเขาก็เป็นประโยชน์ต่ออีมานของเรา  และเมื่อระลึกถึง  ความทรงจำเกี่ยวกับเขาก็เป็นประโยชน์ต่ออีมานของเรา

 

    เป็นคนที่ความใกล้ชิดระหว่างเรากับเขาแปรผันโดยตรงกับความใกล้ชิดระหว่างเรากับอัลลอฮฺ  คือยิ่งเราใกล้ชิดเขามากขึ้น  ก็ยิ่งรู้สึกว่าใกล้ชิดอัลลอฮฺมากขึ้น

 

     เป็นคนที่ทำให้เรามองเห็นอาคิเราะฮฺชัดเจนกว่าดุนยา

 

    เป็นคนที่เราไม่เคยหวงแหนความรักที่มีต่อกัน  อยากจะแนะนำคนอื่นๆในชีวิตเราให้ได้รู้จัก  ได้รัก และถูกรักจากเขาเช่นกัน  เพราะเชื่อว่ามันดีต่ออิสลามในตัวของคนอื่น ๆ ด้วย

 

     เป็นคนที่ไม่มีคำว่าหวงแหนในพจนานุกรมความสัมพันธ์ของเรา  

 

     เป็นคนที่เราหวังเหลือเกินว่าจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ  และก็ฝากความหวังนั้นไว้ในดุอาอฺเสมอ

 

 

ที่จริง  มันก็ยากพอตัว กว่าจะได้ใครสักคนหรือหลายคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการข้างต้น(หรือมากยิ่งกว่า)เข้ามาในชีวิต  แต่หากผู้ทรงทำให้เกิดความสนิทสนมในหัวใจได้ให้หัวใจของเราสนิทสนมกับใครสักคนมากมายถึงขั้นนี้  มันก็คือของขวัญชิ้นสำคัญยิ่งของชีวิต 

งานชิ้นแรก ๆ ที่อัล-อมีน ศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดำเนินการเพื่อสร้างรัฐอิสลามแห่งแรกที่มะดีนะฮฺ  คือการสถาปนาความเป็นพี่น้องระหว่างชาวอันศอรและมุฮาญิรีนขึ้น   ดังนั้นเพื่อเป้าหมายเดียวกันนี้  ญะมาอะฮฺทุก ๆ ญะมาอะฮฺที่ก้าวสู่สนามแห่งอันศอรุลลอฮฺ(ผู้ช่วยเหลือศาสนาของอัลลอฮฺ) จึงจำป็นจะต้องสถาปนาความเป็นพี่น้องในระดับที่เหนียวแน่นและหนักแน่นขึ้นให้ได้  เพราะความเหนียวและหนักของความเป็นพี่น้องในญะมาอะฮฺย่อมคือความเหนียวและหนักของประสิทธิภาพในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ  เท่าๆ กับที่ความหย่อนยานและอ่อนแอของความเป็นพี่น้องคือความหย่อนและอ่อนของประสิทธิภาพในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ

ทำนองเดียวกัน – หากมองในภาพที่กว้างขึ้น  ความหนักแน่นแห่งอุคูวะฮฺในประชาคมของเราก็ย่อมมีผลโดยตรงต่อความหนักแน่นในประสิทธิภาพการเผชิญปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ประชาคมของเรา  พูดอีกอย่างก็คือการดำรงอยู่ของอุคูวะฮฺเกี่ยวพันโดยตรงต่อการดำรงอยู่ของอุมมะฮฺเรานั่นเอง

รองเท้าที่ดีที่สุดในโลก

 
 

                                                        

The Best Shoes in the World!

อิมาม อันวาร  อัล-เอาลากี

 

 

 

จอร์จ บุชไม่ได้เคยพูดหรอกหรือว่าอเมริกันชนทั้งหลายจะได้รับการต้อนรับบนท้องถนนในอิรักด้วยดอกไม้และกลีบกุหลาบ   

เจ็ดปีต่อมา ตัวจอร์จ บุชเอง กลับได้รับการต้อนรับด้วยรองเท้าคู่1!

 

เมื่อวานนี้ (14 ธันวาคม) ขณะที่บุช อัล-กัซซาบ(เติมสร้อยโดยผู้แปล) กำลังล่าวถ้อยแถลงอยู่  ณ สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิรักในกรุงแบกแดด นักข่าวชาวอิรักได้ขว้างร้องเท้าข้าง1 ใส่เขา  ซึ่งประธานาธิบดีบุชสามารถหลบได้อย่างว่องไวเพียงเพื่อจะพบรองเท้าอีกข้าง1ถูกเขวี้ยงตามมา  น่าเสียดายที่เขายังสามารถหลบได้ทันตามเคย (ใส่อารมณ์ความรู้สึกโดยผู้แปล)  ที่จริงแล้วบุชได้แสดงให้เห็นถึงทักษะในการหลบหลีกของเขามาตั้งแต่เหตุการณ์11กันยา  นักข่าวผู้ขว้างรองเท้าได้กล่าวขณะประกอบวีรกรรมด้วยว่า นี่คือจูบอำลาสำหรับแก ไอ้สุนัข มันถูกส่งมาจากบรรดาหญิงหม้าย  เด็กกำพร้า และผู้ถูกฆ่าในอิรัก

 

 

ในโลกอาหรับ  ทั้งการขว้างรองเท้าใส่ และการเรียกขานว่าเป็นสุนัข นับว่าเป็นรูปแบบร้ายแรงของการการดูหมิ่น และไม่ให้ความเคารพ  ทว่าการกระทำนี้-อัลฮัมดุลิลลาฮฺ-ย่อมถือเป็นสิ่งคู่ควรแก่ผู้ยึดครองแผ่นดินของมุสลิม  รองเท้าของนักข่าวคนนี้ยังดียิ่งกว่าบรรดาผู้นำอาหรับที่พาเหรดกันเอาลูกสาวไปเต้นรำให้บุชดู

 

ก่อนที่บรรดาอุละมาอฺในเขตปลอดภัย, บรรดามุสลิมสายกลาง และบรรดานักประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักการศาสนาในการดูหมิ่นผู้อื่น จะลุกขึ้นมาปกป้องบุชโดยกล่าวว่าการกระทำของนักข่าวคนนี้ไม่สอดคล้องกับซุนนะฮฺ  กรุณาทราบด้วยว่ามุสลิมจะปฏิบัติอย่างอ่อนโยนเป็นมิตรต่อบรรดาผู้ฏิเสธก็เฉพาะแต่ผู้ที่คู่ควรที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น และผู้ที่ให้ความเคารพต่ออิสลาม  แต่กับบรรดาผู้โอหังและล่วงละเมิดนั้นเราย่อมจะต่อต้านพวกเขาอย่างเฉียบขาด  ท่านอบูบักรได้เคยประณามสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธในเหตุการณ์ที่ฮุดัยบียะฮฺ และท่านอุมัรก็ได้ตำหนิ ต่อว่า และสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านั้นอยู่หลายครั้ง

 

 ขอเพิ่มเติมไว้ด้วย-แม้มันออกจะน่าหัวเราะ-สำหรับผู้ที่กล่าวว่า อัล-มาลิกี(นายกรัฐมนตรีอิรัก)คือผู้นำประเทศมุสลิม   ดังนั้นมุสลิมไม่ควรจะแสดงอะไรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเขา  ขอถามว่านักข่าวคนนี้จะบาปไหมที่ไม่ขออนุญาติอัล-มาลิกีก่อนตัดสินใจขว้างรองเท้า?  เมื่อการกระทำดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งฟิตนะฮฺในสายตาของพวกเขา

 

น่าเสียดายที่การขว้างนั้นพลาดเป้าไป   ใครบางคนในอินเตอร์เน็ตกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า ไม่มีใครต้องการให้บุชหลบจากรองเท้านั้นได้ทัน  มันเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่พลาดไปซะแล้ว ณ ที่นั่น

 

สุดท้าย หากใครรู้ว่ารองเท้าที่นักข่าวคนนั้นใส่ยี่ห้ออะไร กรุณาแจ้งให้เราทราบด้วย พวกเราจะได้ออกไปหาซื้อมาไว้บ้าง เพื่อความเป็นอัน1อันเดียวกันกับพี่น้องของเรา!

 

………………………………………………………………………………………………………………………………

เพิ่มเติม

ตอนนี้รู้สึกชาวโลกจะสนุกกันใหญ่ละ กับการสร้างอะไรสักอย่างเพื่อแต่งเติมเหตุการณ์ให้เป็นไปตามที่หมายใจ  เฉพาะภาพทั้งแบบเคลื่อนไหวและนิ่งนี่ก็เห็นมีหลายเวอร์ชั่น

 

          เวอร์ชั่นไม่พลาด

 

 

 

 

          เวอร์ชั่นมาทั้งเท้า

 

 

 

          และอีกสารพัดอย่าง

 

 

 

 

ปล.

แม้ว่าเหตุการณ์นี้หากวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็จะได้บทเรียนหลายอย่าง โดยเฉพาะในแง่ความตกต่ำของผู้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับอิสลามทั้งที่มีอำนาจมากมายอยู่ในมือ  แต่ก็ควรนะซีฮะฮฺตัวเองและพี่น้องไว้ด้วยว่า  ไม่ควรสนุกสนานกับเรื่องนี้มากเกินไปจนลืมไปว่าที่จริงแล้วยังมีหน้าที่อีกมากมายที่เราต้องทำต่อศัตรูของดีนนี้ มากยิ่งกว่าขว้างรองเท้า  หรือนั่งมองคนอื่นขว้างรองเท้า

 

วัลลอฮุอะอฺลัม

 

เพราะไม่มีดีให้อวด

 

                คำนะซีฮะฮฺเรื่อง ‘ริยาอฺ’ (การโอ้อวด) เป็นสิ่งที่คนผู้รักกันเพื่ออัลลอฮฺมักจะมอบให้กันอยู่เสมอ 

 ในความคิดส่วนตัว – หากมีใครมาเตือนให้เราระวังเรื่องริยาอฺ  มันไม่ได้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขาเคลือบแคลงในเจตนาการทำงานของเราเลย  หากแต่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่เขามีต่อเรา  ต่อการงานของเรา  เพราะมันย่อมเป็นเรื่องยอมไม่ได้เด็ดๆ สำหรับคนผู้รักกันเพื่ออัลลอฮฺที่จะปล่อยให้คนที่เรารักเหน็ดเหนื่อยไปกับการงานใดโดยไม่ได้รับอะไรคืนมาเลยนอกจากหัวใจที่กระด้างขึ้นอันเนื่องมาจากหลงใหลไปกับคำเยินยอของผู้คน

 

                ที่จริง  เราอาจพูด  อาจเขียน  อาจนำเสนอความคิด หรืออุดมการณ์ที่สูงส่งอย่างไรก็ได้  อาจมีชั้นเชิงการนำเสนอที่แยบคายเด็ดสะระตี่  แต่จะนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตจริงหรือไม่นั่นอีกเรื่อง  ผู้คนที่รู้จักเราผ่านงานเขียน  เสียงบรรยาย  หรือช่องทางการนำเสนออื่นใดที่นอกเหนือไปจากการปฏิบัติให้เห็นโดยชีวิต  ย่อมจะมองเห็นเราผ่านข้อมูลที่นำเสนอนั้นแต่ในแง่มุมอันดีงาม  น่ายกย่อง (ถ้าไม่นึกค้านสิ่งที่เรานำเสนออย่างหัวชนฝาดังโป๊กไปเสียก่อน)  แต่ตัวเราเอง…หากได้ตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ  ย่อมจะพบแง่มุมที่บกพร่องของตัวเองในทางปฏิบัติ  ทั้งความอ่อนแอ ความผิดพลาด และอีกสารพัดความที่ไม่ได้เรื่อง  มันเป็นแง่มุมที่เราเองรู้อยู่แก่ใจ ในขณะที่คนอื่น ๆ ไม่รู้  และไม่จำเป็นต้องรู้(เพราะการเปิดเผยความผิดของตัวเองในที่สาธารณะไม่ใช่แบบฉบับของอัล-มุสตอฟา ศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)

                แม้ความพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเองจะต้องเป็นไปอย่างเข้มข้นและเต็มความสามารถเสมอ  แต่โทษฐานที่เป็นมนุษย์ผู้ไม่มีสิทธิ์พูดได้ว่าตนเองสมบูรณ์พร้อม เราก็ย่อมต้องพบข้อบกพร่องของตนเองอยู่เรื่อยไป  การตรวจสอบตัวเองอย่างละเมียดละไม  และมองเห็นความผิดพลาดของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่โตกว่าความผิดพลาดของชาวบ้านจะทำให้เราตระหนักถึงความอ่อนด้อยของตัวเอง  แม้ว่าใครคนอื่นจะนิยมชมชอบอย่างไรก็ตาม

 

                การตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอจึงเป็นเครื่องช่วยรักษาระยะห่างระหว่างเรากับเจ้า ‘ริยาอฺ’ อันร้ายกาจได้ทาง๑ – บินัศริลลาฮฺ

                สำหรับคนที่ตรวจสอบและใคร่ครวญข้อผิดพลาดของตนเองอยู่เสมอ  เขาย่อมไม่คิดจะอวดดี  เพราะตระหนักว่าตัวเองไม่มีดีจะให้อวด

 

งานที่ไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์

 

                คำถามทำนองว่ามุสลิมะฮฺที่อยู่แต่กับบ้านสมัยนี้จะมีประโยชน์อย่างไรในเชิงดะอฺวะฮฺ  เป็นอะไรที่พบบ่อยครั้งในระยะหลัง   แม้ว่าประวัติศาสตร์จะช่วยเราตอบคำถามนี้ไปบ้างแล้ว  แต่ดูเหมือนยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะเป็นประเด็นสำคัญในความไม่เข้าใจของใครหลายคน  ฉะนั้นจะลองใช้ปัจจัยในฐานะคนร่วมสมัยเสี่ยงตอบคำถามนี้ดู  ไม่ใช่เอาประสบการณ์ตัวเองมาตอบหรอกนะ  (เพราะความเฎาะอีฟอันญิดดันจะทำให้กลายเป็นเผาตัวเองกินไปเสียเท่านั้น) แต่เพราะได้พบเห็นวิถีชีวิตของพี่น้องมุสลิมะฮฺหลายคนและหลายแบบที่ทำให้ประเด็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้กระจ่างขึ้นในใจ

 

ต้องออกตัวก่อนล่ะมั้งว่าไม่ได้จะพูดเรื่องความแตกต่างในทำนองใครดีกว่าใครระหว่างการทำงานนอกบ้าน หรือในบ้านของมุสลิมะฮฺ   เนื้อหาในเรื่องดังกล่าวมีการนำเสนอในสังคมของเราไปบ้างพอสมควร  และคิดว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะพูด  เพราะดูเหมือนเหตุผลสำคัญที่ทำให้มุสลิมะฮฺต้องทำงานนอกบ้านคือปัจจัยทางเศรษฐกิจซึ่งจะไม่พูดถึงในที่นี้  แต่ที่จะพูดถึงคือเหตุผลเกี่ยวกับการทำงานเพื่ออิสลามที่มุสลิมะฮฺผู้อยู่แต่กับบ้านมักถูกตั้งคำถามถึงคุณประโยชน์ที่เธอสร้างให้แก่งานนี้  

พูดง่ายๆว่ามาออกตัวให้มุสลิมะฮฺที่อยู่กับบ้าน – ว่าอย่างนั้น

 

ปัญหาแรกที่นำไปสู่การตั้งคำถามอย่างที่ว่ากับมุสลิมะฮฺที่อยู่กับบ้าน   ก็คือคำว่า‘การทำงานเพื่ออิสลาม’ในวงการกิจกกรรมของมุสลิมทุกวันนี้   

ไม่รู้ซิ-แต่ส่วนตัวรู้สึกคล้ายกับว่าเมื่อพูดถึงคำนี้(หรือที่มีความหมายไปในทางเดียวกัน เช่น ‘งานดะอฺวะฮฺ’ ฯลฯ) เราหลายคนมักจะนึกถึงแต่งานที่ต้องมุ่งหน้าออกจากบ้าน   ไปปรากฎตัว  รวมตัว  หรือทำอะไรสักอย่างที่บรรยากาศของงานไม่ใช่บ้านของเรา   ซึ่งไม่ผิดนะ การให้ความหมายเช่นนี้ไม่ได้ผิด   ตราบที่ไม่ได้จำกัดความหมายของมันไว้แต่เพียงเท่านี้

 

ฉันรู้จักคนรุ่นแม่บางคนที่มักถูกใคร ๆ ยกตัวอย่างว่าเป็นนักกิจกรรมสมัยสาว ๆ แต่พอแต่งงานแล้วก็กลับเงียบหายไป  คล้ายกับจะบอกว่าการแต่งงานได้ทำให้เธอวางมือจากการทำงานเพื่ออิสลาม  หากที่จริงแล้ว  เฉพาะคนใกล้ชิดที่รู้ว่าเธอเป็นที่ปรึกษาอย่างแข็งขันให้เพื่อนๆและน้องๆมุสลิมะฮฺที่ยังคงทำงานในวงการนักกิจกรรมุสลิม   ทั้งยังสอนหนังสือให้เด็กๆในชุมชน  ที่จริงแล้วเธออาจทำงานหนักกว่าสมัยสาวๆเสียอีก  เพียงแต่งานของเธอในวันนี้ไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์

 

ฉันรู้จักพี่น้องมสลิมะฮฺวัยใกล้กันบางคนที่อยู่กับบ้าน แต่โปรแกรมการศึกษาเรียนรู้ของเธอนั้นเต็มเอี๊ยดในตารางชีวิตยิ่งกว่าตารางเรียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยหลาย ๆ คน  ในขณะที่พี่น้องมุสลิมะฮฺอีกบางคนสอนอัล-กุรอานให้แก่เด็กๆในละแวกบ้านโดยไม่ได้คิดมูลค่าตอบแทน  ทำงานดะอฺวะฮกับคนในชุมชน  และคอยดูแลอีหม่านให้แก่พี่น้องที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺ  มันเป็นงานที่หนักทั้งในทางภาระ  และความถี่  เพราะเธอดำเนินงานนี้ในทุกวัน  ไม่ใช่แค่เพียงจัดโปรแกรมรายเดือน  รายปี  ที่รวมตัวกันครั้งสองครั้ง  แล้วใคร ๆ ก็รับรู้ผ่านการประชาสัมพันธ์(ซึ่งไม่ผิด)ว่าคนกลุ่มนี้รวมตัวกันทำงานเพื่ออิสลาม   แต่ทั้งที่ทำงานหนักแบบนี้ ก็ยังมีคำถามมาถึงคนชนิดอย่างเธออยู่เรื่อยว่าได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นในหนทางของอัลลอฮฺบ้าง  แค่เพียงเพราะว่างานของเธอไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์

 

ความจริงในขณะที่ใครหลายคนมองว่าปัจจัยของสังคมทุกวันนี้ทำให้มุสลิมะฮฺต้องออกจากบ้าน  เราอาจมองมุมกลับได้ไหมว่าปัจจัยของสังคมทุกวันนี้กลับเอื้อต่อการอยู่บ้านมากขึ้น  เราสามารถทำงานดะอฺวะฮฺผ่านช่องทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้ทั้งที่อยู่กับบ้าน  

นี่ไม่ต้องนับงานของคนเป็นแม่  ที่ใครหลายคนอาจคิดว่าเป็นสาเหตุทำให้พี่น้องมุสลิมะฮฺของเราต้องวางมือจากการทำงานเพื่ออิสลาม(ในความหมายของคนคิด)  แต่ในความหมายของคนเขียน  การเลี้ยงลูกนั่นแหละที่เป็นงานเพื่ออิสลามโดยตัวเอง  และเป็นงานที่คนเป็นแม่ต้องทำให้เต็มความสามารถก่อนจะไปจับงานชิ้นอื่น ๆ เสียด้วย

 

ถึงอย่างนั้น  คนเขียนก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าการทำงานเพื่ออิสลามในแบบที่ต้องออกจากบ้านบ้างก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์  และอาจถึงขั้นจำเป็นสำหรับบางสภาพสังคมและบางสภาพคน  แถมตัวเองก็ไปร่วมงานแบบที่ว่าอยู่ด้วยความยินดีตามโอกาสอันเหมาะสม  เพียงแต่การยึดติดกับรูปแบบของงานที่ต้องออกจากบ้านและมีการประชาสัมพันธ์เป็นที่รับรู้จนกลายเป็นการตั้งคำถามกับคนที่อยู่แต่กับบ้านว่าทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ดูจะเป็นเรื่องที่ใจร้ายไปสักหน่อย (เท่า ๆ กับที่คนอยู่กับบ้านตั้งคำถามทำนองนี้แก่คนที่ออกจากบ้าน)

 

ประเด็นสำคัญของนักทำงานมีอยู่แค่ว่าหัวใจของเขามีอิสลามเติบโตอยู่แค่ไหน  หากหัวใจของใครสักคนเลือกแล้วที่จะมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลาม  ก็ขอให้เชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและในสภาพใด  เขาก็จะต้องทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อดีนที่เขาตั้งเจตนารมย์ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อ    การที่เราไม่รู้ว่าคนนี้ทำอะไรอยู่ไม่ควรเป็นเหตุผลที่ทำให้เข้าใจไปว่าเขาวางมือจากการทำงานเพื่ออิสลาม  เพราะงานเพื่ออิสลามสำหรับมุสลิมะฮฺหลาย ๆ ชิ้นเป็นงานที่ไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์  และไม่ควรต้องมี