หนังสือในกรุ #2

 

 

Ù หนังสือเรียน

 

 

                แขนงวิชาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เลือกเรียนนับว่าขึ้นชื่อลือชาเรื่องตั้งหนั้งสือที่ต้องอ่าน  โดยสัจจริงที่สุด-มันเป็นแขนงวิชาที่การเข้าห้องสมุดอาจสำคัญพอๆกับการเข้าห้องเรียน(ฉะนั้นอัตราการเข้าชั้นเรียนจึงไม่อาจวัดระดับความเอาใจใส่ในการเรียนได้เสมอไป)  การเข้าห้องเรียนหมายถึงช่วงเวลาสำหรับการถกอภิปรายซะมาก  ส่วนเนื้อหาบทเรียนจะอยู่ในรายการหนังสือที่ระบุในคอร์สเซเลบัสตั้งแต่คาบแรก(ไม่เคยลงเรียนวิชาไหนในเอกนี้ที่มีรายการหนังสือน้อยกว่าหนึ่งหน้ากระดาษ)  ฉะนั้นกองหนังสือที่ต้องไล่ตามอ่านจึงพะเรอเกวียนเอาเรื่องอยู่ 

เรื่องหนึ่งที่น่าหมั้นไส้ก็คือ เป็นที่รู้กันในหมู่คนเรียนทางแขนงนี้ว่าหนังสือประวัติศาสตร์ดีๆจะหาอ่านได้ในภาษาไทยน้อยมาก  หมายความว่าต้องไปอาศัยยืมตำราภาษาต่างแดนอ่านจากห้องสมุดเอาสถานเดียว  ด้วยเหตุนี้ ถ้ามีรายการหนังสือภาษาไทยโผล่มา  ผู้เรียนทั้งหลายก็เกือบจะตะกายไปซื้อหามาเก็บไว้ด้วยความซาบซึ้งปรีดา  มีบ้างเหมือนกันที่อาศัยซีร็อกเอาจากต้นฉบับเพื่อประหยัดทุนทรัพย์ (เชื่อไหมว่าหนังสือประวัติศาสตร์บางเล่มราคาพันอัพ) โดยเฉพาะคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้ประโยชน์จากหนังสือได้คุ้มค่าหรือเปล่า (พูดง่ายๆ ว่าไม่รู้ว่าจะอ่านหรือเปล่านั่นแหละ)  และในฐานะสมาชิก๑ของคนกลุ่มหลัง  ก็ขอยอมรับว่ามีหนังสือหลายเล่มมากๆ  ที่ซีร็อกทิ้งไว้แล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย  ทั้งๆที่มีความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่บ้าง(ทำให้เลือกที่จะเก็บไว้กับตัวมากกว่าเอาไปให้ชาวบ้าน  เพราะสำเหนียกดีว่าหนังสือประเภทนี้ถ้าไม่อยู่กับคนที่สนใจจริงๆ  ก็ได้ถูกฉีกไปพับถุงกล้วยแขกเสียเท่านั้น)  เนียตๆว่าจะหยิบมาอ่านให้พอไม่ถูกสอบสวนว่าใช้เงินมุบัรซีร  แต่ก็ยังกองอยู่ที่เดิมมาขวบปีแล้ว

                ไม่ขอแจกแจงรายการหนังสือในหมวดนี้ละกันเนอะ  เพราะหลายชิ้นเลือกถ่ายมาแค่บางบทบางตอน  หารายละเอียดอ้างอิงตัวเล่มหนังสือลำบาก 

 

 

Ùกวีนิพนธ์

                หนังสือพวกกลอน-กวีนี่มีอยู่ในกรุ พอสมควรทีเดียว  แต่จะหาที่อ่านให้จบเล่มจริงๆค่อนข้างน้อยมาก  ส่วนมากจะใช้เวลาที่มีงานต้องเขียนกลอนแล้วเขียนไม่ออก  ก็จะกลับมาอ่านหนังสือจำพวกนี้เพื่อหาแรงบันดาลใจและแนวทางในการเขียน  แต่ก็อ่านเฉพาะบทที่ชอบนั่นแหละ  เลยทำให้มีหนังสือกวีนิพนธ์จำนวนหนึ่งในกรุที่ยังใช้ไม่สาสมคุณค่า(ไม่ใช่มูลค่า เน้น! เพราะกวีนิพนธ์ในตลาดบ้านเราราคาต่ำน่าใจหายมาก) เท่าที่ลองสำรวจดูก็มีตามต่อไปนี้

 

 

 

– เพียงความเคลื่อนไหว / นวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สำนักพิมพ์เกี้ยว-เกล้าพิมพการ

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๘  พ.ศ.๒๕๒๔  ราคา ๑๘๐ บาท

                นี่เป็นกวีนิพนธ์รางวัลซีไรท์ประจำปี ๒๕๒๓      คมทั้งคำและความ  เวอร์ชั่นที่มีนี้พิมพ์ภาคภาษาอังกฤษที่ไมเคิล ไรท์ แปลไว้ลงในท้ายเล่มด้วย  เท่ากับได้อ่านสองภาษาทุกบทเลย  ส่วนสุดท้ายของเล่มมีคำประกาศเกียรติคุณของคณะกรรมการซไรท์  คำวิจารณ์  และถ้อยแถลงของกวีเองประกอบไว้ด้วย  เห็นราคาปกแพงเท่าๆหนังสือทั่วไป แต่ที่จริงหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าปกมาก 

 

– คำหยาด / นวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์

สำนักพิมพ์เกี้ยว-เกล้าพิมพการ

ฉบับพิมพ์ครั้งที่๕ พ.ศ.๒๕๓๘ ราคา๑๔๐ บาท

                คำหยาดเป็นกวีนิพนธ์เล่มแรกของนวรัตน์   เนื้อหาค่อนข้างเบาโหวงเมื่อเทียบกับกวีนิพนธ์รุ่นหลังๆอย่างเพียงความเคลื่อนไหว  จะได้ก็ตรงการใช้ภาษาที่นุ่มนวลไพเราะตามแบบฉบับของเขา   เล่มที่มีอยู่เขาจัดพิมพ์โทษฐานที่ครบอายุ๒๕ปีของกวีนิพนธ์เล่มนี้  โดยเอาหน้ากระดาษจริงของหนังสือฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก(๒๔๑๒)ซึ่งซีดเหลืองมาพิมพ์ลงกระดาษขาวของเวอร์ชั่นพิมพ์ครั้งที่๕นี้  ดูแปลกตาดี

 

-ลำนำภูกระดึง / อังคาร  กัลยาณพงศ์

สำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม

พิมพ์ครั้งที่๒   พ.ศ.๒๕๑๖  ราคา ๔๐ บาท

                เล่มนี้เป็นกวีนิพนธ์ยุคแรกๆของอังคาร  ก่อนที่เขาจะไปได้ซีไรต์  จาก ปนิธานกวี ในปี๒๕๒๙ สภาพเล่มที่มีอยู่เยินมาก   ไม่รู้ไปขุดมาจากไหนเหมือนกัน  แต่ค่อนข้างแน่ว่าไม่ได้ออกเงินซื้อ  และสารภาพตามตรงว่าอ่านแค่ผ่านตาเท่านั้น  สไตล์กลอนแบบอังคารดูจะไม่ค่อยถูกกับตัวเองเอาซะเลย

 

– มือนั้นสีขาว / ศักดิ์ศิริ  มีสมสืบ

สำนักพิมพ์หนังสือยามเช้า

พิมพ์ครั้งที่๔  พ.ศ.๒๕๔๗  ราคา ๘๐  บาท

                กวีนิพนธ์เล่มนี้เตะตาที่ขนาดกระทัดรัดของมัน  แม้ว่ารางวัลซีไรต์ประจำปี ๒๕๓๕  ที่เด่นหราอยู่หน้าปกอาจจะเตะตามากยิ่งกว่าสำหรับบางคน  ศักดิ์ศิริแต่งฉันทลักษณ์ขึ้นใหม่ให้กลอนแทบทุกบทในหนังสือเล่มนี้  คนที่เคยอ่านแต่กลอนตามขนบจึงอาจเวียนหัวนิดหน่อย  ส่วนเนื้อหาโดยรวม(เท่าที่ได้อ่านไปบ้าง)ก็น่าสนใจดี  เป็นเรื่องราวเล็กๆในสังคมที่สามารถมองขยายไปยังภาพใหญ่ได้ การใช้ภาษาง่าย ๆ ซื่อ ๆ ไปกันได้ดีกับภาพประกอบโย้ ๆ  และตัวละครที่มักเป็นเด็กซะส่วนใหญ่  ที่จริงแล้วก็เข้ากันกับชื่อหนังสือของเขานั่นแหละ

 

– กำไรจากรอยเท้า / ศิวกานท์  ประทุมสูติ

บริษัทอักษรเจริญทัศน์

พิมพ์ครั้งที่๓  พ.ศ.๒๕๔๖  ราคา๓๒ บาท

                เล่มนี้เพื่อนให้มา (หรือยืมยาวจนเค้าตัดรำคาญด้วยการยกให้เลยก็จำไม่แม่น)  เป็นกาพย์ยานี๑๑ เนื้อหาสอนเด็กเรื่องจิตใจ  อ่านได้เรื่องแบบเด็กๆ  จึงไม่น่าแปลกใจที่ได้รับรางวัลบทกวีสำหรับเยาวชนดีเด่น ในงานสัปดาห์หนังสือปี๒๕๓๔

 

– บางดวงตาสุกใสในดวงดาว / รมณา  โรชา

สำนักพิมพ์คลื่นใหม่

พ.ศ. ๒๕๔๗  ราคา ๑๓๐ บาท

                เป็นบทกวีแนวกลับคืนสู่หัวใจแห่งความเป็นเด็ก  มองโลกอย่างง่ายงามตามความเป็นจริงอะไรประมาณนั้น

 

– โลกในดวงตาข้าพเจ้า / มนตรี  ศรียงค์

สำนักพิมพ์สามัญชน

พิมพ์ครั้งที่สอง  พ.ศ.๒๕๕๐  ราคา ๑๓๕  บาท

                กวีนิพนธ์ซีไรท์ปี ๒๕๕๐  นำเสนอโลกจากดวงตาของกวีตามชื่อหนังสือนั่นแหละ  บางบทก็มีประโยชน์พอให้เอาแนวทางการใช้ภาษาและความคิดบางอย่างที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดไปศึกษาได้บ้าง 

 

– พันฝน  เพลงน้ำ / เรวัตร์  พีนธุ์พิพัฒน์

สำนักพิมพ์หวีกล้วย

พิมพ์ครั้งที่๒  พ.ศ.๒๕๔๗  ราคา๘๕บาท

                เล่มนี้เป็นกวีนิพนธ์เล่มล่าสุดที่เพิ่งได้มาจากงานหนังสือที่เพิ่งจบไป  ซื้อได้ในราคา๕๐ บาท  ซื้อทางเว็บก็ราคานี้  สบายกระเป๋าเราแต่ก็สงสารกวีหน่อย ๆ   ที่จริงงานของเรวัตร์ซึ่งเป็นกวีซีไรท์ปี ๒๕๔๗ ค่อนข้างจำเจ  คือครวญหาความหลังและชีวิตแบบชนบทที่เคยสัมผัสเมื่อครั้งเป็นเด็ก  จำได้ว่ากวีนิพนธ์เรื่อง แม่น้ำรำลึก ที่ทำให้เขาได้รับซีไรต์นั้น  เพื่อนคน๑ให้มาฟรีๆเพราะอ่านแล้วไม่ค่อยปลื้ม  แต่ตัวเองเมื่ออ่านแล้ว ก็เห็นว่าการใช้ภาษาที่นุ่มลึกและเนื้อหาที่ทำให้คนมีเป้าหมายชีวิตชัดเจนอย่างเราๆ ฉุกคิดอะไรได้หลายๆอย่างก็นับว่าเข้าท่าอยู่ (แต่ขนาดเข้าท่า  ตอนนี้ก็ยังไม่รู้เอาแม่น้ำรำลึกไปไว้เสียที่ไหนแล้ว)

 

                มีอีกสองสามเล่มเหมือนกันที่เคยมีตัวตนอยู่ในอดีตกาลอันใกล้  แต่ไม่ทราบที่อยู่เป็นหลักแหล่งในปัจจุบันกาล  อย่าง ใบไม้ที่หายไป ของ จีรนันท์  พิตรปรีชา  และ ถ้าเป็นคน ต้องกล้า ฝ่าข้ามไป ของ มุฮัมมัด ส่าเหล็ม ส่วนเรื่อง โลกของหนูแหวน(โดยศราวก) และ  ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง(โดย อัศศิริ ธรรมโขติ)  ที่เห็นในภาพประกอบด้วยนั้น  ที่จริงเป็นเรื่องสั้นในโครงการตุลาวรรณกรรม  ซึ่งจะจัดพิมพ์วรรณกรรมรูปแบบต่างๆที่เกี่ยวพันหรือเคยตีพิมพ์สมัยเหตุการตุลา๑๖ และ ๑๙ แต่เอามารวมไว้ในหมวดกวีนิพนธ์เพราะขี้เกียจแยกหมวดอีก

 

 

 

Ùนิตยสารวรรณกรรม

                หมวดนี้ก็ใช้ไว้อ่านเวลามีงานเหมือนกัน  คือบางทีมีงานที่ต้องเขียนเรื่องสั้น  หรือใช้ความรู้และความคิดเกี่ยวกับวรรณกรรม  ก็จะกลับมาอ่านเผื่อเก็ทไอเดียสักที ปีหนึ่งจะซื้อมาไว้สักสอง-สามเล่ม และก็วานคนซื้อเอาจากงานหนังสือนั่นแหละ  เพราะราคาปกที่ไม่มีส่วนลดค่อนข้างเรียกเหงื่อได้ท่วมพอตัวทีเดียว  ตอนนี้ที่มีติดโต๊ะไว้ยังอ่านไม่หมด  แต่ก็หยิบมาอ่านหาข้อมูลอยู่เนืองๆ รู้สึกจะมีอยู่สองเล่ม คือ

 

 

 

  อ่าน ปีที่๑  ฉบับที่๒ / ไอดา  อรุณ วงศ์ บรรณาธิการ

สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน

กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๑   ราคา๒๐๐บาท

                อ่าน เป็นนิตยสารรายสามเดือนของค่ายฟ้าเดียวกัน  นอกจากเป็นนิตยสารวิจารณ์วรรณกรรมที่ชัดๆแทบจะปกเดียวบนแผงหนังสือแล้ว  เล่มที่เลือกซื้อยังมีบทความเกี่ยวข้องกับการวิพากษ์แบบเรียนในระบบการศึกษาไทย(ซึ่งเป็นที่มาของภาพปก)  ทั้งยังแถมนิยายภาพเล่มเล็กๆชื่อ ไปโรงเรียน ของเรณู  ปัญญาดี  ซึ่งอาจงงๆหน่อย  แต่ก็หยิกแหนบระบบการศึกษาไทยได้เจ็บๆคันๆเหมือนกัน 

 

– ช่อการะเกด  ฉบับที่๔๖  (ฉบับเทียบเชิญ) / สุชาติ  สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ

สำนักช่างวรรณกรรม

ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๑  ราคา ๓๕๐ บาท

                ช่อการะเกดเป็นนิตยสารรวมเรื่องสั้นที่มีอายุชรา  พักช่วงไปหลายช่วงแล้วก็กลับมาทำใหม่  ตอนนี้เป็นนิตวยสารรายสามเดือน  ปกติจะรับเรื่องสั้นจากนักเขียนทั่วไปทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นมาพิจารณาตีพิมพ์  แต่เล่มที่ซื้อเป็นเล่มพิเศษที่ส่งเทียบเชิญไปยังนักเขียนรุ่นเก๋าๆในวงการ  ให้เขียนเรื่องสั้นส่งมาให้บก.พิจารณา  การอ่านเรื่องสั้นจากนิตยสารวรรณกรรมชนิดนี้มีประโยชน์มากเหมือนกันในแง่ความหลากหลายของแนวทางการเขียนที่เราสามารถเก็บไปต่อยอดได้  แต่เนื่องจากซื้อเหมาเล่มมา  มันก็ยากจะคัดกรองให้มีเฉพาะเรื่องที่เราต้องการ  ดังนั้นจะพบว่ามีเรื่องที่ขัดกับมโนสำนึกเราอย่างร้ายแรงอยู่บ้าง  ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายที่พึงระวัง

               

 

Ù หนังสือภาษาอังกฤษ

                เนื่องจากมีญาติใกล้เคยเรียนทางวรรณคดีอังกฤษ  เลยมีหนังสือภาษาอังกฤษเล่มคลาสสิคติดบ้านอยู่จำนวน๑   มีตั้งแต่บทละครของเชคเสปียร์  ไปจนถึงหนังสือสำคัญทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์อย่าง The Prince (รู้สึกเขาจะมีฉบับแปลเป็นไทยใช้ชื่อว่า เจ้าผู้ปกครอง)  ของ แมคเคียเวลลี  แต่พลิกๆดูแล้ว ไม่มีทั้งความสนใจ  ความสามารถ และเวลาจะอ่าน  เลยเลือกหยิบมาใส่กรุแค่  “Spiritual Sayings of Kahlil Gibran” ซึ่งเป็นหนังสือรวมคำคมและวลีสั้นๆ ของ คอลีล ญิบรอน (คาลิล ญิบราน)  ที่อ่านง่ายหน่อย  เพราะเลือกอ่านเฉพาะถ้อยความได้  ไม่เสียเวลานัก   นอกจากนั้นก็มีนิตยสารไทม์เก่าๆอีกสาม-สี่เล่ม  ที่มีสกู๊ปประจำเล่มเกี่ยวกับอิสลาม  ออกตัวก่อนว่าถ้าพูดตามจริงแล้วไทม์เป็นหนึ่งในสื่อที่เราต้องบอยคอต  แต่หนังสือที่มีนี้ได้มาฟรีจริงๆจ้ะ  ไม่ได้เสียเงิน  ไม่รู้บุพการีไปหามาจากไหนเหมือนกัน  แต่เอามาตั้งทิ้งอยู่ที่บ้านไม่มีคนอ่าน  เลยหยิบมาเข้ากรุส่วนตัวเสีย แม้จะได้แค่พลิกๆดูผ่านๆ  ยังไม่ได้ลงรายละเอียดเลย  แต่ก็เห็นว่าน่าสนใจดี

 

 

 

Time / Life in Hell : A Baghdad Diary

21  August 2006

 

– Time / The Pope Confronts Islam : How Benedict XVI’s first visit to a Muslim nation could reshape the debate between Islam and the West ?

27 November 2006

 

-Time / This Afghan warlord offered to help the U.S. Now he’s sitting in a New York jail. How the war on terrorism and the war on drugs are at war with each other ?

19 February 2007

 

– Time / Sunnis VS Shi’ites : Why they hate each other ?

5 March 2007

 

 

Ù หนังสือภาษาอาหรับ

 

 

 

                หนังสือภาษาอาหรับที่มีในกรุนี้เป็นอานิสงส์ที่ได้รับจากมิตรสหายล้วนๆ  เนื่องจากมีเพื่อนบางคนที่มีอุดมการณ์ในการตามล่าหาหนังสือดี  แต่ไม่มีปัญญาจะหาซื้อ  เลยใช้วิธีสั่งเอาจากพวกๆกันที่เรียนอยู่ประเทศนอกให้ถ่ายเอกสารจากต้นฉบับในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทางโน้นมาให้   พอได้เอกสารที่ต้องการมา  ท่านก็พอจะมีน้ำใจแบ่งปันถ่ายต่อให้เพื่อนฝูงอีกทอด  ข้าพเจ้าก็เป็น ๑ ในผู้ได้รับความอนุเคราะห์นั้น  ทำให้มีหนังสือภาษาอาหรับฉบับถ่ายเอกสารอยู่สี่ซ้าห้าเล่ม  ส่วนใหญ่เป็นงานของอิบนุตัยมิยะฮฺกับอิบนุก็อยยิมศิษย์เอกนั้นแล 

อีกทาง๑ ก็คือจากเพื่อนที่เรียนอยู่ทางใต้ซึ่งจะมีโอกาสได้เจอร้านหรืองานที่มีบู้ธหนังสือภาษาอาหรับอยู่บ้าง  พอเห็นมีอะไรเข้าท่า  เค้าก็จะส่งมาให้ตามแต่ที่กาละและเทศะจะอำนวย  หนังสือภาษาอาหรับที่ถูกส่งมาทางนี้จะเป็นเล่มจริงไม่ใช่ฉบับถ่ายเอกสาร  เลยทำให้อ่านง่ายไม่ทารุณสายตามากนัก  จึงถูกหยิบมาลูบๆคลำๆบ่อยกว่าฉบับถ่ายเอกสาร  ที่จริงก็วางไว้ใกล้ๆมือนั่รแหละ   มีโอกาสสักสิบ-ยี่สิบนาทีช่วงไหนก็หยิบมาอ่านให้ตัวอักษรผ่านตา  รู้เรื่องบ้าง  ไม่รู้เรื่องบ้างก็ช่าง  แค่ขอให้ได้มีภาษาอาหรับผ่านตาอยู่บ่อยๆเป็นพอ  นี่เป็นวิธีเรียนภาษาของตัวเอง  ใช้กับทั้งภาษาอาหรับ  และภาษาอังกฤษ   คือพยายามให้ภาษาที่เรียนเข้ามามีที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา  อย่างท่องเว็บไซต์ก็จะต้องเปิดหน้าเว็บที่เป็นภาษาที่เราสนใจขึ้นมาอ่านวันละหน้าสองหน้า บรรทัดสองบรรทัดก็ยังดี  เขียนจดหมายหรืออีเมลหาเพื่อนก็พยายามใส่ภาษาอาหรับไปสอง-สามประโยคให้เป็นนิสัย  ใครจะเอาไปใช้บ้างก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์จ้ะ  แต่จะสนองตอบเฉพาะเป้าหมายระดับแรกคือมีทักษะการอ่าน-เขียนชนิดพอใช้การได้เท่านั้น  ในส่วนของไวยกรณ์ที่ถูกแบบแผนก็คงต้องไปเรียนเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะไป (ด้วยเหตุนี้จะสังเกตเห็นไวยกรณ์ที่ไม่ค่อยเข้าท่าของ จขบ.ในทุกภาษา  กรุณาแจ้งสิ่งที่ถูกต้องให้ทราบด้วยเมื่อพบเห็น จะขอบคุณนัก )

                อ้อ  ขออนุญาติไม่ไล่ชื่อหนังสือภาษาอาหรับที่มีแล้วกัน  ไม่ไหวจิ้ม  ดูจากรูป(ซึ่งคุณภาพต่ำเวอร์)ไปอย่างเดียวก็พอเนอะ

 

 

                ขอให้พี่น้องมีความสุขในการสะสางกรุของตัวเอง (เอาไปบริจาคบ้างก็นับเป็นการสะสางที่ดีวิธี๑)  แล้วอย่าลืมหนังสือที่เราต้องทุ่มเวลาและชีวิตให้มากกว่าหนังสือเล่มไหนๆก็แล้วกัน 

หนังสือในกรุ

 

                ปกติงานสัปดาห์หนังสือมาถึงแต่ละครั้ง  ก็หมายถึงช่วงเวลาสำหรับนั่งค้นและคิดหารายชื่อหนังสือที่ต้องการสำหรับฝากฝังชาวบ้านที่มีโอกาสไปตระเวนงานให้ช่วยซื้อหาให้  ที่ต้องรีบเก็บเกี่ยวโอกาสนี้มาคิดมาค้นหาทางเพิ่มรายการหนังสือในครอบครองกันหน่อยก็เพราะราคาที่ถูกลง(มากบ้างน้อยบ้าง)จากการซื้อหาในวาระปกติ  และเพราะบางทีคนที่รับฝากซื้อก็ถูกมัดมือชกกลายๆให้กลายเป็นการซื้อมาฝากซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียอะไรเลย

                ถึงอย่างนั้น  โอกาสดีปีนี้  เมื่องานหนังสือประจำฤดูร้อนเวียนมาถึง  การกลับมานั่งใคร่ครวญหาหนังสือใหม่ๆที่ต้องการกลับทำให้พบความจริงที่ว่า  มีหนังสืออีกจำนวนไม่น้อยในปกครองที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างสาสม    

๑ปีที่ผ่านมา  แม้ปราศจากภาระหน้าที่หนักหนาในสถานศึกษาเหมือนใครหลายๆคน  ก็ไม่ได้ช่วยเผาผลาญจำนวนหน้าของหนังสือในกรุที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ให้ลดน้อยลงไปสักกี่มากน้อย  เพราะมีหนังสือเล่มสำคัญที่ต้องทุ่มเทเวลาให้  รวมทั้งภารกิจจิปาถะทั้งที่ความจำเป็นและความเหลวไหลส่วนตัวได้สร้างขึ้น  ฉะนั้นถือโอกาสดีคราวนี้ขอนำหนังสือในกรุขึ้นมาปัดฝุ่นแลกเปลี่ยนกับพี่น้อง  เพื่อจะเป็นประโยชน์บ้างในการขยายพื้นที่สำหรับการอ่านและหนังสือในวงสนทนาของเรา   และเผื่อว่าใครบางคนอาจนึกได้ว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่เราจะหันกลับมามองตั้งหนังสือที่ถูกทิ้งให้รกร้างค้างฝุ่นแล้วลงมือทำอะไรสักอย่างกับมันเสียที

 

                หมายเหตุ ๑ หนังสือที่จะนำเสนอต่อไป  เป็นหนังสือในกรุส่วนตัวที่รู้สึกว่าได้ใช้ประโยชน์จากมันยังไม่คุ้มค่า หรือยังไม่ได้ใช้เลย    ในกรณีหลัง-ทำให้หนังสือบางเล่มยังไม่ได้รับการตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนเพียงพอ  หากพี่น้องพบว่ามีหนังสือเล่มใดที่ไม่เหมาะสมจะนำเสนอกรุณาแจ้งให้เจ้าของบอทราบโดยละม่อมด้วย

 

                หมายเหตุ ๒  ที่จริงแล้วทุกวันนี้มีหนังสือเกี่ยวกับอิสลามที่จัดพิมพ์โดยมุสลิมปกใหม่ๆ  เนื้อหาดีๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ  ส่วนตัวคิดว่าหนังสือประเภทดังกล่าวเหมาะควรที่สุดที่จะได้รับสิทธิในการสูบเงินจากกระเป๋าอันฟีบแฟบของเรา  แต่เนื่องจากปกติไม่ได้ควักเงินซื้อหนังสือประเภทดังกล่าวเอง  เพราะมันเป็นหนังสือที่ถูกเล็งเห็นโดยผู้อุปถัมภ์ประจำครัวเรือนมาก่อนแล้วว่าสมควรจะให้สมาชิกในบ้านได้อ่านโดยทั่วถึงกัน  จึงมักถูกซื้อโดยผู้อุปถัมภ์และกลายเป็นสมบัติกลางประจำบ้าน  ไม่สามารถนำเข้ากรุส่วนตัวได้   จึงไม่ได้เอามานำเสนอในที่นี้ 

 

                หมายเหตุ๓  รูปถ่ายประกอบคุณภาพอาจต่ำเหลือเชื่อ  เพราะถ่ายเอาง่ายๆจาก MP4 ของคนแถว(ใน)บ้าน  รุ่นไหนก็ไม่ทราบ  เจ้าของว่าน่าจะเป็นรุ่นกำลังพัฒนาเพราะรูปที่ถ่ายได้ก่งก๊งยิ่งกว่ากล้องมือถือซะอีก

 

 

Ù หนังสือศาสนาของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่

                การเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษามุสลิมในรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราหรือกล่าวอย่างกว้างๆก็น่าจะเป็นช่วงตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ไปจนถึงราวๆ ๒๕๓๐  ขาดเกินนิดหน่อย   ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ  ปัจจัยหลายๆอย่างทั้งภายในประเทศ(การตื่นตัวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษาทั่วไป, ความเปลี่ยนแปลงและเหตุการณ์ความรุนแรงในบ้านเมือง, การเข้าและออกจากป่าของนักศึกษาปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง ฯลฯ)  และภายนอกประเทศ  (อิทธิพลทางความคิดของกลุ่มอิควานฯจากอียิปต์,  การปฏิวัติNon-อิสลาม ของโคมัยนีในอิหร่านซึ่งในสมัยนั้นยังได้รับการโฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นการปฏิวัติอิสลาม ฯลฯ)  ทำให้กระแสการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างค่อนข้างเชี่ยวกราดเมื่อเปรียบกับการเคลื่อนไหวของหนุ่มสาวมุสลิมในบ้านเมืองนี้ยุคอื่นๆ    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตัวเองสนใจเป็นพิเศษก็คือการเคลื่อนไหวทางปัญญาในยุคนั้น  ซึ่งส่งผลออกมาเป็นหนังสือแปลจำนวนมากในตู้หนังสือของพ่อและแม่  เป็นหนังสือชนิดที่เยาวชนมุสลิมจำนวนมากในวันนี้คงจะส่ายหัวเพราะความหนักหน่วงของเนื้อหา  หลายเดือนมาแล้วที่ลองไปขุดๆค้นๆหนังสือที่น่าสนใจในยุคนั้นมาใส่กรุส่วนตัว  เพราะทิ้งไว้ในตู้ของที่บ้านก็มีแต่จะถูกฝุ่นและมอดกัดกินหน้ากระดาษสีเหลืองเข้มของมันไปทุกวัน  ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้หยิบขึ้นมาอ่านอย่างจริงๆจังๆสักที  นอกจากมีงานหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้ต้องไปเปิดอ่านบางบทบางหน้า  กลายเป็นหนังสือในกรุที่อยากจะหยิบขึ้นมาสะสางเสียเต็มแก่  แต่ก็ยังหาโอกาสทำตามปรารถนาให้สาสมใจไม่ได้  

                 เท่าที่กลับมาค้นกรุคราวนี้  เจอรายชื่อหนังสือในหมวด จิ๊กแม่มาเท่าที่ระบุข้างล่างแหละ  สาๆว่าจะมีมากกว่านี้  แต่ไม่รู้ให้ใครหยิบยืมไปบ้างหรือเปล่า  ส่วนมากเป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิควานฯในอียิปต์  ซึ่งรู้สึกว่านิสิตนักศึกษาไทยมุสลิมในยุคพ่อ-แม่จะนิยมแปลกันมาก

 

 

 

– สาสน์แห่งการเผยแพร่อิสลาม / ฮะซัน อัล-บันนา

แปลและเรียบเรียงโดย มุฮัมมัด อมีน บินกาซัน   สำนักพิมพ์อัล-ญิฮาด

๒๕๒๓ ราคาปก ๖ บาท

 

 อะกีดะฮฺอิสลาม/ ฮะซัน อัล-บันนา

แปลโดย ซัยนัล อาบิดีน  ชมรมนักศึกษามุสลิม มหาวิทยาลัยรามคำแหง

๒๕๒๘ ปั๊มปกในว่าห้ามจำหน่าย

 

– ระหว่างเมื่อวานกับวันนี้  และการดะอฺวะฮฺของเรา/ ฮะซัน อัล-บันนา

แปลและเรียบเรียงโดย มุหัมมัด  ศิรอญุดดีน นวนมี   ฝ่ายหนังสืออิสลาม  สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม

๒๕๓๐ ราคา ๑๕ บาท

 

– ระบอบชีวิตแห่งอิสลาม / อบุล อะอฺลา  เมาว์ดูดี

แปลและเรียบเรียงโดย ฮาชิม หนุนอนันต์  สำนักพิมพ์อัล-ญิฮาด

๒๕๒๔  ราคา ๑๐ บาท

 

– ความหมายของอิลาฮฺ, ร็อบบ์, อิบาด๊ะฮฺ, ดีน / อบุล อะลา เมาดูดี

แปลโดย บรรจง บินกาซัน

๒๕๒๔ ราคา๒๐ บาท

 

– อิบาดะฮฺในอิสลาม / ดร.ยูสุฟ อัล-ก็อรฺฏอวี

แปลโดย อิบนุ อิสมาอีล  สำนักพิมพ์อัล-ญิฮาด

๒๕๒๗  ราคา ๒๐ บาท

 

– ปัญหาของมุสลิมและทางแก้ตามแนวอิสลาม/ ดร.ยูสุฟ  ก็อรฺฏอวี

แปลโดย อิบนุ อิสมาอีล  ชมรมผู้พิมพ์และจำหน่ายหนังสืออิสลาม

๒๕๓๐  ราคา ๑๘ บาท

 

– หลักชัยอิสลาม / ซัยยิด กุฏฏุบ

สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม

๒๕๒๔ (ไม่ระบุรายละเอียดการจำหน่าย หรือไม่ก็ระบุแต่หลุดขาดไปแล้ว)

 

– อิสลามและสันติภาพสากล/ ซัยยิด  กุฏบ์

แปลและเรียบเรียงโดย ภราดร มุสลิม  สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม

๒๕๒๗  ไม่ระบุราคา

 

 

Ù หนังสือศาสนาภาษาอังกฤษของยุคแม่

                นอกจากหนังสือภาษาไทยแล้ว  ยังค้นเจอสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจอีกนิดหน่อย  (ความจริงมีมากเอาเรื่องอยู่  แต่เข้าข่ายว่าจะเป็นหนังสือของชีฯซะมาก)  ก็เอาไว้ในครอบครองแต่ได้แค่เปิดผ่านตาอีกเหมือนเคย  ยังไม่ได้เริ่มอ่านจริงจัง     ว่าก็ว่าเถอะ…ถ้าพูดเฉพาะหนังสือภาษาอังกฤษ  ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้มีอีบุ๊คน่าสนใจให้โหลดมาอ่านแทบจะรายวัน  แถมค่อนข้างเป็นเนื้อหาที่มีเอี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันอันหมายความว่าควรจะได้รับสิทธิในการอ่านก่อนเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ตนเองอย่างทันท่วงที  ทำให้หนังสือภาษาอังกฤษที่เป็นเล่มๆ ของแม่  ไม่ถูกค้นขึ้นมาด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือเท่าภาษาไทย เท่าที่ลักมาประดับกรุของตัวเองก็มีสามเล่มนี้แหละ

 

 

 

– Islam and Modernism / Maryam Jameelah

Standard Book Agency, Lahour,  1977 [4th Edition]

 

– MileStone / Syed Qutb

ไม่มีข้อมูลหนังสือเลย

 

Fundamentals of Islam / S. Abul A’La Maududi

Islamic Publications LTD., Lahore, 1980 [5th Edition]

 

                จำได้ว่ามีหนังสือภาษาอังกฤษต้นฉบับ มาเป็นมุสลิมกันเถิด ของซ.เมาดูดียฺด้วย  จิ๊กมาพร้อมกันกับภาษาไทยฉบับแปลแล้ว (โดยอ.บรรจง ถ้าจำไม่ผิด)  เคยเอามานั่งพลิกๆดูสำนวนแปลเทียบกับต้นฉบับอยู่ช่วงที่ต้องลงเรียนวิชาการแปล  แต่ไม่รู้หายไปไหนแล้ว  ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

 

 

Ùหนังสือเก่าๆของขบวนการนิสิตนักศึกษา                 

                หากเปรียบเทียบคืนวันปัจจุบัน  กับวันคืนเมื่อสัก30ปีก่อน  ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่วงการหนังสือศาสนาอิสลามภายใต้การทำงานของหนุ่มสาวมุสลิมที่เปลี่ยนแปลงไป  แต่วงการหนังสือที่เกี่ยวข้องกับนิสิตนักศึกษาโดยภาพรวมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก      ในชั้นเรียนที่เคยจับพลัดจับพลูเข้าไปนั่ง  มีนิสิตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางคนลุกขึ้นอภิปรายประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อน  จำได้เลาๆแต่ว่าผู้อภิปรายตั้งข้อสังเกตว่าสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงการเสื่อมของต่อมสำนึกสาธารณะในหมู่ปัญญาชนคนหนุ่มสาวก็คือผลผลิตทางปัญญาที่ถูกผลิตออกมาจากกลุ่มนิสิตนักศึกษา  เห็นได้ชัดว่าหนังสือประจำคณะฯ หรือมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้มักจะเน้นนำเสนอรูปโฉมของผู้คนและเรื่องราวเอนเตอร์เทนเมนท์ซะมาก   ซึ่งค่อนข้างแปลกประหลาดหากมองย้อนไปยังหนังสือที่ถูกผลิตออกมาในช่วงแห่งการตื่นตัวทางปัญญาและการเมืองของหนุ่มสาวในระยะ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519  ซึ่งจะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างฮาร์ดคอร์  อิ่มสาระจนแปล้ และแอบอิงอยู่กับความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างชัดเจน  ในบรรดาหนังสือของยุคนั้น  มีบางเล่มเหมือนกันที่ค้นเจอในคลังสมบัติของบ้าน  แน่นอนว่าไม่พลาดที่จะหยิบยืมเอามใส่ไว้ในกรุประจำตัวอย่างลืมคืน  ทั้งๆที่ยังไม่ได้หยิบขึ้นมารื้ออ่านอย่างเป็นทางการสักที  (บางเล่มดูเหมือนจะไม่ได้ผลิตโดยขบวนการนักศึกษาโดยตรง  แต่นำมาใส่ไว้ในหมวดนี้  เพราะอย่างน้อยแหล่งที่พบก็แสดงให้เห็นว่าเป็นหนังสือที่เผยแพร่อยู่ในวงการนักกิจกรรมหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น   และบางเล่มรู้สึกว่าจะได้มาจากบ้านเพื่อน  โดยสืบทอดจากบุพการีของเขาอีกทอด   หรืออย่างไรก็จำไม่แม่นนัก)

 

 

 

– วีรชนหาญกล้า : รำลึกถึงวีรชน ๑๔ ตุลาคม

ฝ่ายเอกสารและสิ่งพิมพ์  ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

ไม่ระบุปีพิมพ์(แต่น่าจะก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙)   ราคา ๑๒ บาท

                เท่าที่สำรวจผ่านๆ   เป็นหนังสือที่ให้รายละเอียดเชิงวิเคราะห์เหตุการณ์  ยุทธศาสตร์  และบทเรียนจากเหตุการณ์๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖  ใช้ภาษากระเดียดไปทางปลุกระดมและสร้างเสริมอุดมการณ์ตามสมัยนิยมขณะนั้น

 

– คดีประวัติศาสตร์ : คดี 6 ตุลาคม

รวบรวมโดย ธวัช  สุจริตวรกุล

๒๕๒๑

                ถ้าพูดในเชิงการศึกษาประวัติศาสตร์  หนังสือเล่มนี้เป็นเอกสารชั้นต้นที่มีประโยชน์มาก  เพราะทั้งเล่มเป็นการรวบรวมหลักฐานและคำให้การในชั้นศาลของพยานที่เกี่ยวข้องกับคดี ๖ ตุลา  โดยไม่ได้ใส่ความคิดเห็นของผู้รวบรวมหรือของใครๆเข้าไปเลย  แต่หากพูดในเชิงบันเทิงคดี     อย่างตรงไปตรงมาที่สุด-หนังสือเล่มนี้นับว่าน่าเบื่อเหลือรับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้สนใจในรูปคดีเป็นพิเศษ

 

– สามก๊กฉบับอาจศึก : ศึกเวียดนาม / ‘อาจศึก

๒๕๑๒

                นี่เป็นหนังสือของฝ่ายที่ยืนตรงข้ามกับนักศึกษา  วิเคราะห์สงครามเวียดนามผ่านสายตาของผู้เกลียดชังคอมมิวนิสต์  โดยล้อกับตัวละครจากเรื่องสามก๊ก  ทั้งยังพยายามโยงเข้ามาหาเหตุบ้านการเมืองของไทยในขณะนั้นด้วย   เล่มนี้ที่จริงได้แต่เปิดผ่าน  ยังไม่ได้อ่านแต่เอามาเก็บไว้ในกรุเพราะอยากเก็บหนังสือที่ยืนอยู่คนละฝั่งมาไว้  เผื่อเวลาที่ต้องใช้จะได้มีข้อมูลอ่านเฉลี่ยให้ทราบระบบคิดของทั้งสองฝ่าย

 

– ปรีดี พนมยงค์ พูดถึงกรณีสวรรคตและปัญหาของชาติ

รวบรวมโดย สุพจน์ ด่านตระกูล

๒๕๒๑

                ไม่ต้องอ่านจบเล่ม  ก็พอจะรู้ว่าเป็นหนังสือดีเฟ็นปรีดี  ถึงอย่างนั้นก็มีข้อมูลที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับรูปคดีอยู่บ้าง  ที่สนใจประเด็นนี้ก็เพราะเคยนั่งเรียนในห้องเรียนที่มีการถกอภิปรายเรื่องกรณีสวรรคต  แล้วรู้สึกว่ามันเป็นสุดยอดคดีมาก  มีรายละเอียดที่น่าประหลาดใจเยอะแยะ  และสุดท้ายมันก็มีบทเรียนเกี่ยวกับแก่นแท้ของอะไรบางอย่างที่ฝังอยู่ในประเทศที่เราหลายคนภาคภูมิใจแห่งนี้

 

               

Ù หนังสือเล่มล่าๆ ที่มีแววว่าจะได้รับการสะสางเร็วๆนี้

                มีหนังสือบางเล่มเหมือนกันที่ไม่เชิงว่าอยู่ในกรุซะทีเดียว  คือหยิบมาพลิกๆ ผ่านๆอยู่บ้าง รู้สึกว่าน่าสนใจจริงหนอ แต่ก็รีๆรอๆอยู่นั่นแล้ว    บางเล่มก็เปิดอ่านหลายบทหลายหน้าอยู่  แต่ก็ไม่มีโอกาสจะถูกอ่านจบสักที   ส่วนมากหนังสือประเภทนี้จะเป็นหนังสือที่อยู่ในความสนใจส่วนตัว  แต่ยังหากาละและเทศะสำหรับจะอ่านไม่เจอ  กับอีกประเภทก็คือหนังสือที่ต้องใช้อ่านทำงานบางอย่างไม่ว่าจะราษฎร์หรือหลวง  แต่ก็ใช้แค่บางส่วน  ทำให้ส่วนที่เหลือถูกทิ้งร้างไว้ไม่คุ้มค่าเสียหายที่จ่ายให้แคชเชียร์ประจำร้านหนังสือไป

 

 

– สงครามสื่ออาหรับกับสื่อตะวันตก : อัลจาซีร่า โทรทัศน์อาหรับท้าทายโลก/ พ.อ.สุรินทร์  หิรัญบูรณะ

ศูนย์หนังสือจุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๕๕๑     ราคา๑๒๐ บาท

                ได้ชื่อหนังสือเล่มนี้มาจากคอลั่มแนะนำหนังสือในมติชน  จดไปให้ประชาชนช่วยซื้อหาให้เมื่อคราวงานหนังสืองวดที่แล้ว  แต่ศูนย์หนังสือจุฬาฯกลับไม่ได้เอามาออกบู้ธซะอย่างนั้น  วันดีคืนดีก็มีธุระให้ต้องไปเยือนมหาวิทยาลัยอันเป็นที่ตั้งของศูนย์หนังสือดังกล่าว   จึงแว้บเข้าไปตามล่าหามัน  ตอนแรกลังเลอยู่เหมือนกันเพราะไม่ชอบอ่านหนังสือที่เขียนโดยทหาร  นอกจากจะเป็นความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทหารโดยตรง  แต่เพราะเรื่องเกี่ยวกับอัล-ญะซีเราะฮฺ(อัลจาซีร่า)นี้ไม่เคยเห็นถูกเขียนเป็นภาษาไทย  ทั้งเมื่อพลิกๆดูก็เห็นว่ามีการยกเคสสตั๊ดดี้ที่เป็นความรู้ใหม่ๆมาประกอบด้วย  จึงตัดสินใจหอบกลับมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว  แม้รู้ว่าคนเขียนค่อนข้างมีอคติชนิดน่ากลัว  แต่ถ้ารักจะอ่าน  ก็คงต้องอ่านอย่างมีวิจารณญาณจนถึงที่สุดนั่นแหละ

 

– ปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางเพศของผู้หญิงไทย / จุฑารัตน์  เอื้ออำนวย

โครงการจัดพิมพ์และเผยแพร่รายงานการวิจัย  สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

๒๕๕๐   ราคา ๒๐๐ บาท

                เล่มนี้ได้มาคราวเดียวกับเล่มบน  เพราะเห็นว่าซื้อหนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬาจะได้ลดลงไปจากราคาปกหลายสิบบาท(เขาคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นไม่ทราบ)  เป็นหนังสือที่รวบรวมสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางเพศในไทย  ส่วนของข้อมูลดิบทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว  มีการจัดตารางแยกแยะหมวดหมู่สะดวกต่อการนำไปใช้อ้างอิง  สามารถนำข้อมูลมาใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ให้แก่บทบัญญัติเรื่องการแต่งกายของสตรีในอิสลาม  รวมถึงขอบเขตระหว่างเพศ และอื่นๆ   ส่วนบทวิเคราะห์ก็น่าสนใจ  แต่ดีหรือไม่ยังไม่รู้  เพราะยังอ่านไม่จบเลยจ้ะ

 

9-11 ไม่เคยเกิดขึ้น /  นอม ชอมสกี

แปลโดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์   ให้คำนำโดย ส. ศิวรักษ์   โครงการสรรพสาสน์  สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก

๒๕๔๗  ราคา ๑๕๐ บาท

                เป็นหนังสือรุ่นใหม่ที่ค้นเจอในตู้หนังสือของที่บ้าน  ใครสักคนคงซื้อมาแล้วไม่ได้อ่าน  ด้วยหัวเรื่องที่ท้าทายสายตาและสอดคล้องกับความสนใจส่วนบุคคลจึงหยิบฉวยมา  ดูเหมือนคนเขียนจะพยายามให้ข้อมูลที่คัดค้านกับรัฐบาลกลางและสื่อกระแสหลักของสหรัฐ  ยังไม่ได้อ่านจริงๆจังๆหรอก  แต่คงต้องระวังตัวมากเหมือนกันเพราะคนเขียนเป็นยิว

 

 

Ù หนังสือในโหลดองถาวร

                มีหนังสือเข้าค่ายหนังสือดีหลายเล่มที่ซื้อมาเพราะคนเชียร์หรือใจตัวเองเชียร์เป็นหลัก  แต่จนแล้วจนรอดก็ดองข้ามงานหนังสือมาหลายร้อนหลายหนาวจนปัจจุบันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกนำออกมาใช้ 

 

 

 

– โลกในมือนักอ่าน(A History of  Reading) / อัลแบร์โต  แมนเกล

แปลโดย กษมา  สัตยาหุรักษ์  สำนักพิมพ์มติชน

๒๕๔๖  ราคา ๓๐๐ บาท

 

– ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) / สตีเฟน ฮอว์กิ้ง

แปลโดย รอฮีม  ปรามาท  สำนักพิมพ์มติชน

๒๕๔๖ (พิมพ์ครั้งที่๘)  ราคา ๑๕๘ บาท

 

– ลายแทงนักคิด / เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์

สถาบันอนาคตเพื่อการพัฒนา

๒๕๓๗(พิมพ์ครั้งที่๖)  ราคา ๑๕๐ บาท

 

– หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ (Six Thinking Hats) /เอ็ดเวิร์ด  เดอ  โบโน

แปลโดยทีมแปล๖คน (สำหรับหมวกแต่ละแบบ ขี้เกียจไล่ชื่อ)  สำนักพิมพ์ชานชาลา

๒๕๔๖   พิมพ์ครั้งที่๖  ราคา ๑๖๕ บาท

                เล่มนี้จำได้ว่ายืมมาแบบที่เจ้าของคะยั้นคะยอให้ยืม  แต่ผ่านไปหลายปีดีดัก  เจ้าของดันเปลี่ยนรสนิยมการอ่าน  เลยถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในการครอบครองอย่างเต็มที่ให้คนยืม(ซึ่งก็ยังคงไม่ได้เปิดอ่านจนบัดนี้) 

 

– ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์ : ว่าด้วยวัฒนธรรม,รัฐ และรูปการจิตสำนึก / นิธิ  เอียวศรีวงศ์

คำนำเสนอโดย ธงชัย  วินิจจะกูล   ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ  สำนักพิมพ์มติชน

๒๕๔๗ (พิมพ์ครั้งที่๒)  ราคา ๑๖๐ บาท

                นิธิเป็นนักวิชาการสายประวัติศาสตร์ที่เขียนหนังสือเข้าท่า  จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแก  ก็จะได้กลวิธีการวิเคราะห์บางอย่างที่น่าสนใจจากชิ้นงานของแกติดตัวติดใจมาบ้างหรอก

 

– บันทึกอิสรชน  : ทินกรณ์ของผู้ต้องคุมขังโดยข้อหาว่าเป็นกบฎ / กุหลาบ  สายประดิษฐ์

คำนำเสนอโดย ทวีป วรดิลก   สำนักพิมพ์มติชน

๒๕๔๔  ราคา ๑๕๐ บาท

                รวมบันทึกประจำวันขณะอยู่ในห้องขังของกุหลาบ  สายประดิษฐ์(ศรีบูรพา)  จำได้แม่นว่าที่ซื้อเล่มนี้มาเพราะเขาเอามาเลหลังขายในราคา ๕๐บาท      

 

To Be Continue

เดี๋ยวมา(ค้นกรุ)ต่อ

ان شاء الله