ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

        ในการศึกษาประวัติศาสตร์โดยสากล มีคำ 2 คำที่จำเป็นต้องใช้ในการมองภาพทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกของแต่ละเหตุการณ์ แต่ละเรื่องราว   นั่นคือ ความสืบเนื่องและ ความเปลี่ยนแปลง(continuity and change) ทุกๆรอยต่อของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง  หรือจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง  จะต้องมีทั้งสิ่งที่เป็นทั้งความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลง การวิเคราะห์และแยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือความสืบเนื่อง และอะไรคือความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งพิจารณาหาปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ จะทำให้เราสามารถมองประวัติศาสตร์จุดที่เราศึกษาได้อย่างชัดเจนมากขึ้นและมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอดีต  ปัจจุบัน และอนาคต  อันเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีชีวิตชีวา  สดใหม่ และไม่ใช่เรื่องชวนหลับอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ

                ประชาชาติอิสลามเป็นประชาชาติที่มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์ อาจกล่าวได้ด้วยซ้ำว่าถือเป็นความจำเป็นที่ประชาชาตินี้จะต้องศึกษาประวัติศาสตร์  เนื่องจากเป้าหมายของภารกิจที่เราต่างกำลังดำเนินการอยู่นั้น  ก็ล้วนกลับคืนสู่ประวัติศาสตร์ นั่นคือการกลับคืนสู่การสถาปนาอิสลามอันบริสุทธิ์ในฐานะระบอบที่ครอบคลุมทุกๆรายละเอียดของชีวิตอย่างแท้จริง  เป็นอิสลามดังเช่นที่บรรพชนยุคต้นแบบเมื่อ1,400กว่าปีก่อนเคยดำเนินชีวิตอยู่ตาม และมีชีวิตอยู่เพื่อ 

 

            บ่อยครั้งเหมือนกัน ที่เราหลายๆคนมีคำถามต่อภารกิจในการพลิกหน้าประวัติศาสตร์กลับมานี้  เป็นคำถามทำนองว่าวิถีการดำเนินชีวิต  ยุคสมัย  และอะไรต่อมิอะไรรอบๆตัวเราที่เปลี่ยนแปลงอยู่เกือบตลอดเวลาเช่นที่เห็นๆกันอยู่  จะทำให้เราไม่สามารถจะกลับไปมีชีวิตอยู่ดังเช่นที่บรรพชนยุคต้นแบบเคยมี?  นี่อาจเป็นตัวอย่างการมองประวัติศาสตร์ที่เห็นหรือให้ความสำคัญเฉพาะแต่การเปลี่ยนแปลง  แต่ละเลยความสำคัญและนัยยะของความสืบเนื่อง  ในขณะที่อัล-กุรอานคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการนำเสนอประวัติศาสตร์ที่มุ่งเน้นความสืบเนื่องเชื่อมโยง  อันเป็นมุมมองที่ทำให้เรามองเห็นประวัติศาสตร์ด้วยดวงตาที่มีชีวิตชีวา  ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอันเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงแผกต่าง

 

                ในซูเราะฮฺอัล-เกาะมัรและอีกหลายๆซูเราะฮฺในอัล-กุรอาน  อัลลอฮฺได้นำเสนอความเป็นไปของประชาชาติต่างๆในอดีต ทั้งความดื้อดึงที่แม้จะมีลักษณะต่างๆกัน แต่ก็ล้วนมีจุดมุ่งหมายแห่งการปฏิเสธและต่อต้านสัจธรรมเหมือนๆกัน  รวมทั้งจุดจบที่แม้จะมีลักษณะการถูกลงโทษต่างๆกัน แต่ก็รวมอยู่ได้ในคำว่าหายนะเหมือนๆกัน    ความคล้ายคลึงนี้ได้ถูกขับเน้นเพื่อจะเป็นบทเรียนให้แก่ชาวกุเรชซึ่งเป็นกลุ่มผู้ปฏิเสธที่มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่อัล-กุรอานถูกทยอยประทานลงมา รวมถึงกลุ่มผู้ปฏิเสธในยุคต่อๆมา(ซึ่งจะได้รับจุดจบของชาวกุเรชซึ่งถูกกองทัพแห่งสัจธรรมพิชิตได้ในท้ายที่สุดเป็นบทเรียนเพิ่มอีก1บท) ให้มองเห็นจุดจบที่สืบเนื่องเชื่อมโยงกันของเหล่าผู้ปฏิเสธ  เพื่อจะได้ถามตัวเองว่าหากฉันปฏิบัติตัวไม่ต่างจากคนเหล่านั้น  แล้วฉันจะสามารถมีจุดจบที่แตกต่างไปจากคนเหล่านั้นได้หรือ?

 

                แน่นอนว่าอัล-กุรอานและผู้เรียกร้องไปยังการกลับคืนสู่วิถีของชนแห่งประวัติศาสตร์ไม่ได้ปฏิเสธและละเลยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละยุคสมัย  เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงนั้น-หากพิจารณาอย่างจริงๆจังๆแล้ว-เราย่อมจะพบว่า โดยมากมันมักเป็นเพียงรายละเอียดของเปลือกกระพี้  มิใช่แก่นแกนของชีวิตและของวัฏจักรโลก            สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัยมักจะเป็นวัตถุ  สิ่งแวดล้อม หรือหนักหน่อยก็คือวิถีชีวิตของผู้คน(บางส่วน)  แต่ความสืบเนื่องที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยก็คือเป้าหมายและวัตถุประสงค์  อันเป็นจุดที่อัล-กุรอานให้ความสำคัญและมุ่งนำเสนอ  ในขณะที่เราหลายๆคนให้ความสำคัญและโฟกัสอยู่แต่กับการเปลี่ยนแปลงในเชิงวัตถุ จนกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดให้แก่ตัวเองและอุมมะฮฺในการที่จะกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามแบบของบรรพชนต้นแบบ  การไล่ใครก็ตามที่นำเสนอวิถีชีวิตสมถะตามแบบของบรรพชนเหล่านั้นให้กลับไปขี่อูฐคือหนึ่งในตัวอย่างของการสร้างข้อจำกัดดังกล่าว (ประมาณว่าถ้าตัวเองยังกลับไปขี่อูฐไม่ได้ ก็อย่ามานำเสนอซะเลยดีกว่า)   ทั้งๆที่ทหารของอัลลอฮฺนั้น ไม่ว่าจะโดยสารอยู่บนหลังอูฐหรือในเครื่องบิน เป้าหมายของการเดินทางนั้นก็ต้องเป็นไปเพื่อเชิดชูดำรัสของอัลลอฮฺ(และหัวใจเช่นนี้ต่างหากคือสิ่งที่เรากำลังพูดถึงและเรียกร้องไปสู่)  เช่นเดียวกับศัตรูของอัลลอฮฺไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาจะเป็นหอกเก่าๆหรือมิสไซล์ เป้าหมายของเขาก็คือโยนมันเข้าสู่กองทัพของผู้พิทักษ์สัจธรรมอยู่นั่นเอง

 

                มีอีกหลายรายละเอียดในวิถีการดำเนินชีวิตเหมือนกัน ที่เราเองเป็นผู้เลือกได้ว่าจะปฏิบัติสิ่งที่เป็นความสืบเนื่องกับวิถีชีวิตของบรรพชนต้นแบบหรือจะเปลี่ยนแปลงมัน  ไม่มีใครบังคับเรานี่นาว่าจะต้องมีเสื้อผ้าใส่หลายชุด  มีบ้านช่องใหญ่โตโอฬาร และมีรถยนต์ยี่ห้อดังให้นั่งนุ่มสบาย  เราสามารถเลือกได้ที่จะมีวิถีชีวิตอยู่ให้ใกล้เคียงคนในประวัติศาสตร์อย่างสุดความสามารถ  หรือจะใช้ชีวิตตามผู้คนของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วศึกษาประวัติศาสตร์ส่วนที่บอกเล่าถึงความหิวโหยของท่านนบี   การกรำงานหนักของท่านหญิงฟาติมะฮฺ   เสื้อผ้าน้อยชุดของท่านอุมัร  และอีกสารพัดความสมถะของเหล่าบรรพชนด้วยมุมมองที่มองเห็นแต่ความเปลี่ยนแปลงแผกต่างจากชีวิตของเรา มิใช่ความสืบเนื่องคล้ายคลึง

 

               

                การศึกษาประวัติศาสตร์ที่พยายามมองความสืบเนื่องคล้ายคลึงกันให้เป็นนัยยะสำคัญ  และมองความเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงเปลือกกระพี้ที่เป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาอะไรบางอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงความสืบเนื่องกับบรรพชนในประวัติศาสตร์ได้ และท้ายสุดแล้วก็จะวกกลับคืนสู่จุดจบตามแบบฉบับที่ดำเนินสืบเนื่องมาแต่อดีตกาล  เช่นนี้-จะทำให้เราสัมผัสได้ถึงการมีชีวิตของประวัติศาสตร์  เป็นชีวิตที่น่าตื่นตาตื่นใจ  และเป็นกำลังของหัวใจได้เสมอ  เนื่องจากแบบฉบับที่สืบเนื่องมาแต่อดีตกาลนั้น  ล้วนเป็นแบบฉบับที่ลงเอยด้วยชัยชนะของผู้ศรัทธา  และความพ่ายแพ้ของผู้ปฏิเสธ  มันคือซุนนะตุลลอฮฺที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงดังที่อัลลอฮฺได้ประกาศว่า

 

 

((وَلَوْقَاتَلَكُمُالَّذِينَكَفَرُوالَوَلَّوْاالأَدْبَارَ

ثُمَّلاَيَجِدُونَ وَلِيًّاوَلاَنَصِيرًا
سُنَّةَاللَّهِالَّتِيقَدْخَلَتْ مِنْ قَبْلُ

وَلَنْتَجِدَلِسُنَّةِاللَّهِتَبْدِيلاً))

“และถ้าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ต่อสู้กับพวกเจ้า พวกเขาก็จะผินหลังกลับอย่างแน่นอน

แล้วพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใด

นั่นคือแนวทางของอัลลอฮฺแก่บรรดาผู้ที่ล่วงลับไปแล้วแต่กาลก่อน

และเจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในแนวทางของอัลลอฮฺ

[อัล-ฟัตฮฺ 48 : 22-23]

 

 

                มุมมองเช่นนี้เองที่จะทำให้เราได้รับบทเรียนจากประวัติศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม  เป็นบทเรียนที่มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับชีวิต  ไม่ใช่เพียงตัวอักษรบนหน้ากระดาษที่ห่างไกลเหลือเกินจากชีวิตจริง  ภาพกว้างของประวัติศาสตร์โดยเฉพาะในยุคสมัยของท่านนบีมุฮัมมัดเป็นภาพที่เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนถึงแบบแผนของชัยชนะและความพ่ายแพ้  มองเห็นถึงชีวิตต่างๆที่ล่วงหน้าไปในหนทางสายนี้  ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของครอบครัวท่านยาซิร และแม้แต่ภรรยาผู้เป็นขวัญกำลังใจของท่านร่อซูลอศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมอย่างท่านหญิงคอดิญะฮฺซึ่งต่างเสียชีวิตลงในขณะที่ประชาชาติมุสลิมยังไม่ได้รับอะไรเลยนอกจากความขมขื่นจากการถูกข่มเหง  มองเห็นชีวิตของเหล่าชุฮะดาอฺแห่งบัดรฺและอุฮุดที่จากไปในช่วงแรกของการสร้างรัฐ ไม่ได้อยู่พบเห็นความยิ่งใหญ่ที่ส่วนหนึ่งก็สร้างขึ้นจากเลือดและเนื้อของพวกเขา   มองเห็นหัวใจของอัล-มุศตอฟาศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่เคยถูกตามไลล่าขณะเร้นออกจากเมืองอันเป็นที่รัก  แต่กลับมาพิชิตมันโดยสันติด้วยไพร่พลเรือนหมื่นในอีกไม่ถึง 10 ปีต่อมา  มองเห็นชีวิตของคนที่เคยถูกทรมานอย่างสาหัสในคืนวันที่มุสลิมเป็นเพียงคนหยิบมือเดียวในอารเบียอันกว้างใหญ่เช่นท่านค้อบบ้าบที่มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่อิสลามเผยแพร่ครอบคลุมเกือบทุกตารางนิ้วของอารเบีย  มันเป็นภาพชีวิตที่หลากหลาย  งดงาม และเต็มไปด้วยบทเรียนอันมีชีวิตชีวา  เป็นบทเรียนที่สอนว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อสัจธรรมนั้นเป็นชีวิตที่ชนะแล้ว  ไม่ว่าจะได้อยู่จนได้พบเห็นชัยชนะอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่  เป็นบทเรียนที่ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกแก่หัวใจว่า…ให้ยังไงซุนนะตุลลอฮฺก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

                การมองประวัติศาสตร์ให้เห็นความสืบเนื่องเชื่อมโยงกันในทุกยุคสมัยเช่นนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่าทำไมอัล-กุรอานถึงได้ระบุเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไว้มากและอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า  ก็เพราะโครงร่างหลักของประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยเปลี่ยน  แม้ว่ารายละเอียดจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยแค่ไหนก็ตาม  ฟิรอูนนั้นไม่ว่าจะสวมชุดอียิปต์โบราณอยู่ในพระราชวังปิรามิด  หรือจะสวมสูทเนื้อดีอยู่ในทำเนียบสีขาวล้ำสมัยก็ยังเป็นฟิรอูนผู้หยิ่งยโสและต่อต้านสัจธรรมอยู่นั่นเอง  

มารยาทระหว่างมุสลิมะฮฺด้วยกัน

                การได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องมุสลิมะฮฺหลายๆคน หลายๆญะมาอะฮฺ ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง  ๑ ในนั้นก็คือการช่วยเหลือกันในการปกป้องเกียรติแห่งความเป็นมุสลิมะฮฺของกันและกัน  ซึ่งพี่น้องบางคนให้ความสำคัญมาก-อัลฮัมดุลิลลาฮฺ  จนพลอยให้เราได้ตระหนักถึงมารยาทหลาย ๆ อย่างที่เราละเลยไปในการคบหากันฉันพี่น้องมุสลิมะฮฺ 

                 มีข้อพึงปฏิบัติระหว่างมุสลิมะฮฺหลายข้อเหมือนกันที่ได้เรียนรู้จากพี่ๆน้องๆ  และคิดว่าน่าจะประมวลเอาไว้  ณ ที่นี่ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ ด้วย อินชาอัลลอฮฺ

 

– อย่าได้นำสิ่งที่เป็นเอาเราะฮฺของพี่น้องมุสลิมะฮฺ  หรือคำนิยามใดที่สามารถนำไปสู่การจินตนาการถึงเอาเราะฮฺของพี่น้องไปพูดกับมุสลิมีนเป็นอันขาด  

                ตัวอย่างที่จำเป็นในประเด็นนี้ คือกรณีของพี่น้องที่ปิดหน้าซึ่งย่อมถือว่าใบหน้าของตนเองเป็นเอาเราะฮฺ    เราจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากในการใช้คำที่จะก่อให้เกิดจินตนาการไม่ว่าในทางใดต่อผู้ฟัง  แม้แต่กับมุสลิมะฮฺด้วยกัน   ส่วนตัวก็ยังรู้สึกตะงิดๆ เมื่อต้องตอบคำถามที่พาดพิงไปถึงพี่น้องมุสลิมะฮฺคนอื่นๆประเภทว่า สวยไหม  หน้าตาเป็นยังไง  ฯลฯ  ทางออก๑ก็คือหยิบเอาอายะฮฺที่๔ของซูเราะฮฺอัต-ตีนมาตอบว่า“ละก็อดเคาะลักนัลอินซาน่ะฟีอะฮฺซะนิตักวีม” (โดยแน่นอนเราได้บังเกิดมนุษย์มาในรูปแบบที่สวยงาม)

                ในกรณีมุสลิมีนยิ่งแล้วใหญ่  คนที่เราต้องระมัดระวังให้มากก็คือมะฮฺรอมของเรา  ที่บางทีเราเล่าให้เขาฟังถึงการทำงานต่างๆของเรา  แล้วพลอยพาดพิงไปถึงพี่น้องที่ได้พบด้วยคำพูดที่กลายเป็นการเปิดเผยลักษณะบางอย่างของพี่น้องไป-นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก  เมื่อมุสลิมะฮฺอยู่ด้วยกันอย่าได้บรรยายรูปร่างของมุสลิมะฮฺด้วยกันให้สามีของตนเองฟังเพราะเหมือนกับว่าสามีของนางกำลังมองไปยังเอาเราะฮฺของนาง (หะดีษบันทึกโดยบุคอรีย์)

 

เมื่อจะให้ช่องทางสำหรับติดต่อมุสลิมะฮฺคนใด ไม่ว่าจะเป็นอีเมล  เบอร์โทรศัพท์  หรือที่อยู่ แก่คนอื่น  ควรจะขออนุญาติมุสลิมะฮฺเจ้าของอีเมล เบอร์โทร  หรือที่อยู่นั้นๆ เสียก่อน

                จริงๆแล้วประเด็นนี้ควรจะซีเรียสเมื่อคนที่มาขอช่องทางติดต่อนั้นเป็นมุสลิมีน  แต่พี่มุสลิมะฮฺบางคนเล่าให้ฟังว่าแม้ว่าคนที่มาขอเป็นมุสลิมะฮฺก็ควรจะขออนุญาติพี่น้องผู้เป็นเจ้าของช่องทางติดต่อนั้นเสียก่อน  เพราะมันเคยมีกรณีที่พี่น้องบางคนให้เบอร์โทรศัพท์ของพี่น้องอีกคนแก่มุสลิมะฮฺคนหนึ่งที่โทรมาขอ  แต่มุสลิมะฮฺที่มาขอกลับนำไปส่งต่อให้มุสลิมีน   

                 เวลาที่เราขอเบอร์โทรพี่น้องคน๑ จากพี่น้องอีกคน๑  แล้วเขาขอไปขออนุญาติเจ้าของเบอร์ก่อน  ไม่อยากให้คิดว่าเป็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน  แต่อยากให้มองการขออนุญาติเช่นนี้เป็นมารยาทที่ควรรักษาแก่กัน  เป็นการช่วยกันปกป้องระมัดระวังกันในระหว่างมุสลิมะฮฺด้วยกันมากกว่า

 

–  หลีกเลี่ยงการนำเรื่องส่วนตัวของพี่น้องมุสลิมะฮฺไปพูดในที่สาธารณะ

                เรื่องส่วนตัวในที่นี่หมายถึงทุกๆรายละเอียดที่จะทำให้คนฟังรู้จักพี่น้องของเราในมุมที่เจ้าตัวต้องการให้เฉพาะคนที่สนิทกันจริงๆเท่านั้นได้รู้จัก  โดยเฉพาะรายละเอียดที่ไม่มีประโยชน์ต่ออิสลาม  และต้องระมัดระวังมากขึ้นไปอีก  หากมีมุสลิมีนอยู่ในหมู่คนฟัง 

 

 

พยายามอย่าระบุตัวตนของพี่น้องมุสลิมะฮฺในบทสนทนากับเพศตรงข้าม

                ในกรณีที่จำเป็นต้องพูดถึงการกระทำหรือคำพูดของมุสลิมะฮฺคนใดให้มุสลิมีนไม่ว่าจะเป็นมะฮฺรอมของเรา  หรือผู้ร่วมทำงานองค์กรใดใดก็ตาม พยายามอย่าระบุชื่อว่าคนที่พูดอย่างนี้ ทำอย่างนั้นคือใคร  แต่ให้ลองหาวิธีที่จะพูดรวมๆโดยไม่ระบุตัวคน  นอกจากในกรณีที่จำเป็นต้องระบุตัวจริงๆ  เช่น  การสอบถามข้อมูลในเป้าหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการนิกะฮฺ  เป็นต้น

 

 

ที่นึกๆออก ก็มีเท่านี้ก่อน  มีพี่น้องท่านใดนึกอะไรเพิ่มเติมได้ช่วยแจ้งด้วย