หัวใจ : สิ่งแรกที่ต้องเตรียมเพื่อรอมฎอน

             ไม่กี่วันก่อน มีโอกาสได้ร่วมวงพูดคุยในหัวข้อที่เป็นและควรจะต้องเป็นทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ของเราในช่วงเวลานี้ นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมตัวต้อนรับรอมฎอน  ในบรรดาข้อเสนอมากมายที่ล้วนมีประโยชน์ทั้งในทางนามธรรม(ความรู้สึก) และรูปธรรม(เอาไปใช้ได้จริง)  อุคตีคน1ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าที่สุดแล้วสิ่งที่เราควรจะเตรียมพร้อมเป็นอันดับแรกก็คือหัวใจ

            ลองสำรวจก้อนเนื้อในอกก้อนนั้นดูซิว่ามันมีความตื่นตัวแค่ไหนเมื่อได้รู้ว่ารอมฎอนกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจ  ถ้าพบว่ามันเต้นริกๆ  พองโต  และรอคอยอย่างใจจดใจจ่อยิ่งกว่าที่ทักษิณรอคอยจะกลับเมืองไทยแล้วล่ะก็  ขอให้เราสรรเสริญและขอบคุณอัลลอฮฺเถิดที่ทำให้เราได้มีความรู้สึกเช่นนั้น  อย่าลืมขอความช่วยเหลือจากพระองค์ทั้งในการเตรียมตัวก่อนเข้ารอมฎอนและในการมีชีวิตอยู่จนได้สัมผัสและกอบโกยภาคผลอันมหึมามหาศาลในเดือนนี้  แล้วก็ลองวางแผนการกอบโกยภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปเป็นร่างต่อไป

                แต่ถ้าพบว่าการเขยิบเข้าใกล้รอมฎอนเข้าไปทุกทีของชีวิตเราในปีนี้ไม่ได้เพิ่มอะไรให้แก่หัวใจของเรานอกจากความเฉื่อยชา  อาจเป็นกังวลบ้างกับการแบ่งสรรเวลาโทษฐานที่ภารกิจแห่งดุนยาดูช่างเต็มเอี๊ยดในตารางชีวิต หรืออาจมีความรู้สึกพิเศษเล็กๆ แต่ก็ไม่มากพอสำหรับความพิเศษของเดือนอันแสนพิเศษนี้  นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายกลายๆที่คล้ายจะบอกให้เราได้ทราบถึงสภาพที่รอคอยชีวิตเราอยู่ในเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นสภาพที่พูดได้ว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงและคงจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง

 

                วันนี้ เลยชวนพี่น้องมาลองแบ่งปันวิธีการเตรียมหัวใจให้พร้อม เพื่อรอมฎอน…เดือนแห่งการขัดเกลาหัวใจ

ขอดุอาอฺ :คงต้องย้ำกันอีกครั้งและอีกครั้งว่าเมื่อเราพูดถึงการขอดุอาอฺ เราไม่ได้หมายถึงทางออกสุดท้ายเมื่อไม่รู้จะทำหรือจะแนะนำอย่างไรได้อีก  แต่หมายถึงทางออกแรกที่เราเชื่อมั่นอย่างสุดจิตสุดใจว่าจะต้องช่วยเราได้  ใช่แหละ เราย่อมไม่อาจทำแค่ขอดุอาอฺแล้วละเลยความพยายามอื่นๆเพื่อแก้ปัญหา  แต่ไม่ว่าในขณะที่เราลงมือปฏิบัติการใดใดเพื่อแก้ปัญหาเราก็จะยังคงยึดอาวุธที่ชื่อว่าดุอาอฺนี้ไว้อย่างเหนียวแน่นด้วยความตระหนักว่าเราไม่อาจจะบรรลุผลในการกระทำใดใดได้เลยหากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้ที่เราวอนขอ    ในที่นี้ เราจึงวอนขอต่อผู้พลิกผันหัวใจให้พระองค์ช่วยทำให้หัวใจเรามีชีวิตชีวาด้วยอีมาน  และมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาภาคผลอย่างเป็นกอบเป็นกำทั้งในช่วงเวลาอุ่นเครื่องแห่งชะอฺบาน และช่วงเวลานาทีทองแห่งรอมฎอน  ที่สำคัญ คงต้องพยายามตรวจสอบตัวเองไม่ให้มีคุณสมบัติใดของผู้ที่ดุอาอฺจะถูกปฏิเสธได้

 

ใคร่ครวญอัล-กุรอาน :โดยเฉพาะกลุ่มอายะฮฺที่เกี่ยวข้องกับรอมฏอน  อย่างอายะฮฺที่183-187ของซูเราะฮฺ อัล-บ่ะเกาะเราะฮฺ  ซึ่งหลายคนให้ความเห็นตรงกันว่า คราใดที่ได้ใคร่ครวญ  ได้อ่าน  หรือแม้แต่ได้ยินอิมามสักท่านอ่านอายะฮฺกลุ่มนี้ จะรู้สึกคิดถึงรอมฎอนขึ้นมาจับใจ 

 

– ให้เวลาตัวเองสักช่วงหนึ่งสำหรับใคร่ครวญชีวิต :บางทีตารางชีวิตที่แน่นเอี้ยดของเราก็เบียดบังเวลาของหัวใจไป  ลองให้เวลาตัวเองสักหน่อย  นึกทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา และที่กำลังจะผ่านไป  คุยกับตัวเองให้รู้เรื่องถอะว่ามีความเข้าใจเกี่ยวกับรอมฎอนว่าอย่างไร  เราต้องการอะไรจากเดือนนี้ และต้องการอะไรจากชีวิต  การใคร่ครวญนี้โดยปกติแล้วมันมักจะนำเราไปสู่ตราชั่งประจำตัวที่เราจะใช้ในการชั่งน้ำหนักสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่  เช่น ชั่งระหว่างการอ่านหนังสือเรียนกับการอ่านอัล-กุรอาน  การไปเรียนกับการไปเอี๊ยฮฺติกาฟ ฯลฯ (ย้ำอีกทีว่าเป็นตราชั่งประจำตัว  น้ำหนักของสิ่งเดียวกันในแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน  เช่น หนังสือเรียนในตราชั่งของเด็กสายวิทย์อาจหมายถึงหนังสือที่ถ้าคุณไม่อ่านให้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ่มแจ๋วก็อาจต้องกินเอฟเอฟแล้วลงเรียนใหม่อีกทีปีหน้า  แต่หนังสือเรียนในตราชั่งของเด็กสายศิลป์(บางคณะและบางคน)อาจมีน้ำหนักแค่กระดาษที่เพียงเอาหัวข้อหลักๆยัดเข้าไปในหัวก็สามารถไปโม้เป็นคุ้งเป็นแควได้ในห้องสอบอย่าง สบม.  ฉะนั้นขอเพียงอย่าอธรรมต่อตัวเองในการชั่งนี้เท่านั้น) การให้เวลาตัวเองได้ใคร่ครวญนี้บางทีอาจทำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างที่ละเลยไป  และเชื่อว่าหากใครได้มีเวลาใคร่ครวญถึงความพิเศษของรอมฎอนอย่างจริงๆจังๆแล้ว  เขาย่อมจะเป็นผู้หนึ่งที่หัวใจในอกมันตื่นตัวเสียเหลือเกินกับคำว่า รอมฎอนกำลังจะมา– อินชาอัลลอฮฺ

 

–  ทบทวนความยิ่งใหญ่ของรอมฎอนผ่านการมองชีวิตของท่านนบีศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเหล่าซอฮาบะฮฺ :มีหะดีษหลายบทและหนังสือหลายเล่มที่รายงานเกี่ยวกับการเตรียมตัวและการให้ความสำคัญกับรอมฎอนอย่างน่าพิศวงของเหล่าบรรพชน  การได้ศึกษาข้อมูลเหล่านี้และกลับมาย้อนมองตัวเองจะช่วยกระตุ้นเตือนให้หัวใจของเราตระหนักถึงความรู้สึกพิเศษที่ควรจะมีให้แก่เดือนนี้ เฉกเช่นที่ผู้คนซึ่งเราบอกว่ารักเสียนักหนาเคยมีให้มาแล้ว

 

– อยู่กับญะมาอะฮฺแห่งรอมฎอน :หมายถึงญะมาอะฮฺที่พูดคุย แนะนำกันในเรื่องราวเกี่ยวกับรอมฎอน  มีการให้ความรู้  คำตักเตือน และข้อปรึกษาหารือที่เกี่ยวข้องกับเดือนอันมีเกียรตินี้ตลอดจนการเตรียมตัวเพื่อต้อนรับเขา  ญะมาอะฮฺเช่นนี้จะช่วยสร้างบรรยากาศให้ตัวและหัวใจของเรากระตือรือร้นและรอคอยเพื่อจะพบกับเดือนอันแสนพิเศษนี้  ทั้งยังจะช่วยเราในเรื่องที่เป็นภาคปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมนี้ด้วย

 

                ที่จริงยังมีเรื่องที่เป็นภาคปฏิบัติแต่-อินชาอัลลอฮฺ-จะส่งผลไปถึงหัวใจ อย่างการทำอิบาดะฮฺต่างๆที่เป็นซุนนะฮฺในเดือนชะอฺบาน ฯลฯ  แต่ขอเอาเท่านี้ก่อน  พี่น้องท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติม ขอเชิญชวนมาร่วมแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการต้อนรับรอมฎอนในหมู่พวกเรา

 

                สุดท้าย ขอเน้นย้ำในเรื่องที่เราทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการถือศีลอดนั้นคือ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُوْنَ เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรงซึ่งตั๊กวาหรือความยำเกรงนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกได้จากหัวใจ ดังนั้นเพื่อจะบรรลุถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรอมฎอน เราคงจะต้องเตรียมพร้อมพื้นที่ที่ตั๊กวาจะเจริญเติบโตขึ้นนั่นคือหัวใจอย่างพิถีพิถัน

                ที่สุดแล้วความพร้อมของหัวใจนี่เองที่จะเป็นกำลังสำคัญของเราในการแสวงหาภาคผลจากรอมฏอนในทางปฏิบัติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ไม่ว่าเราจะเป็นพนักงานบริษัทที่มีงานในตำแหน่งล้นมือ  เป็นนักศึกษาที่มีตารางสอบสุดหินรออยู่หลังรอมฏอน  หรือเป็นแม่บ้านที่มีปูตัวเล็กตัวน้อยให้คอยจับใส่กระด้ง  ไม่ว่าดุนยาจะจับอะไรยัดเข้ามาในตารางชีวิตแห่งรอมฎอนของเรา  หากหัวใจของเราอยู่กับรอมฎอน  ก็ไม่มีอะไรจะมาทำลายจิตวิญญาณแห่งรอมฎอนของเราได้ – อินชาอัลลอฮฺ

จากอเมริกาสู่โซมาเลีย

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา  แหล่งข่าวสองแหล่งที่ต่างกันสุดขั้วอย่างนิวยอร์คไทมส์ และ อันศอร อัล-มุญาฮิดีนได้รายข่าวๆหนึ่งที่จัดได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด  นั่นคือข่าวเกี่ยวกับการเดินทางสู่สมรภูมิญิฮาดในโซมาเลียของกลุ่มคนหนุ่มจากสหรัฐอเมริกา  นิวยอร์คไทมส์ได้ทำรายงานความยาว 7หน้าเพจ(ข่าวออนไลน์) เกี่ยวกับการต่อสู้และชีวิตส่วนหนึ่งของคนหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียกลุ่มนี้ขณะที่ยังอยู่ใน มินนีแอโพลลิส รัฐมินนิโซตาของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่อันศอร อัล-มุญาฮิดีนรายงานข่าวที่เป็นคล้ายบทสรุปของการต่อสู้ของพวกเขาส่วนหนึ่ง  นั่นคือการเป็นชะฮีด(อินชาอัลลอฮฺ)ของบางคนในหมู่พวกเขา หลังจากเข้าร่วมกับกลุ่มมุญาฮิดีนในโซมาเลียที่เรารู้จักกันดีในชื่อกลุ่ม ‘อัช-ชะบ๊าบ’

นี่เป็นรายงานของ NY Times : A Call to Jihad, Answered in America

ส่วนนี่ข่าวของ Ansal Al-Mujahideen :Minneapolis Somali man died as Shaheed Insha’Allah

 

เห็นว่าเนื้อหาน่าสนใจดี เลยเอามาลอง ‘เล่า’(กินความหมายว่าแปลบ้าง สรุปบ้าง เรียบเรียงใหม่เองบ้าง)ให้ฟังกัน  เนื้อหาเกือบทั้งหมดเอามาจากรายงานของนิวยอร์คไทมส์(แต่ลำดับเรื่องใหม่  ตัดต่อนิดหน่อย และเอาข้อมูลของอันศอรฯมาเพิ่มเติมด้วย) ซึ่งแม้จะรู้ๆกันอยู่ว่าเป็นสื่อฝั่งไหน  แต่ข้อมูลที่เราไม่ค่อยเคยเห็นเกี่ยวกับชีวิตและการดิ้นรนก่อนออกเดินทางของมุญาฮิดีนร่วมสมัยถือว่าน่าสนใจและมีบทเรียนเกินกว่าจะปล่อยผ่านไป  ที่เอามาเล่านี่ก็เลือกตัดส่วนที่คิดว่า ‘แหม่งๆ’ ออกไปบ้าง  มีอะไรผิดเพี้ยนไปก็โปรดแจ้งด้วย

 

หมายเหตุมินนีแอโพลิส(Minneapolis) เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐมินนิโซตาที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา ผู้คนมักเรียกเมืองนี้รวมกับเมืองเซนต์ปอลซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐนี้ว่าเมืองแฝดหรือ ทวิน ซิตี้ในเมืองนี้มีแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ของชาวโซมาเลียที่ส่วนมากอพยพลี้ภัยสงครามจากบ้านเกิดของตนเข้ามาในช่วงทศวรรษที่ 1990  คนหนุ่มสาวรุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ลี้ภัยตามครอบครัวเข้ามายังสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ยังเล็ก  โดยจำนวนหนึ่งได้รับสัญชาติอเมริกันด้วย

มุสลิมะฮฺจำนวนหนึ่งกำลังละหมาดในมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิก มัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในมินนีแอโพลิส

………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

จากอเมริกาสู่โซมาเลีย

 

 

             เดิมทีคนหนุ่มสาวมุสลิมเชื้อสายโซมาเลียที่ลี้ภัยตามครอบครัวเข้ามาตั้งรกรากในทวินซิตี้ไม่ได้มีวิถีชีวิตที่เคร่งครัดในหลักการอิสลามมากนัก  บางคนในหมู่พวกเขาพัวพันกับคดีอาชญากรรม  บางคนเป็นสมาชิกกลุ่มขาโจ๋ข้างถนน  และจำนวนไม่น้อยก็มีวิถีชีวิตที่ไม่ต่างจากวัยรุ่นอเมริกันทั่วไปไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันหรือความมุ่งหวังของชีวิต  การเข้ายึดครองโซมาเลียของกองทัพเอธิโอเปียในช่วงปลายปี2006 รวมถึงท่าทีในเชิงบวกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเองมีต่อการยึดครองครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นนาฬิกาปลุกตัวสำคัญที่แผดเสียงร้องให้สำนึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ในตัวของวัยรุ่นเหล่านี้ได้ตื่นขึ้น  โดยแต่ละคนก็เดินทางผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจุดอื่นๆในชีวิตไม่ว่าจะเป็นการได้พบกลุ่มเพื่อนที่ตื่นตัวในเรื่องศาสนา   การฟังบรรยายจากอุละมาอฺ และอื่นๆที่ช่วยให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ ‘เกิดใหม่’ ในโลกที่ดูเหมือนว่าเป้าหมายของชีวิตพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแทบจะสิ้นเชิง

                ในที่สุด  หลังจากผ่านการเดินทางทางความคิดและจิตสำนึกอย่างเข้มข้นในชั่วระยะเวลาหนึ่ง  คนหนุ่มกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็ละทิ้งอนาคตไม่ว่าจะมืดมัวหรือสดใสในดินแดนที่ใครๆขานเรียกว่า ‘ประเทศแห่งเสีภาพ’แล้วมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งสงครามที่พ่อแม่ของพวกเขาเคยดิ้นรนหนีออกมา  ระลอกคลื่นครั้งใหญ่แห่งการเดินทางนี้เกิดขึ้นในสองช่วง คือปลายปี2007  และช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี2008ที่เพิ่งผ่านพ้นมาได้ไม่นาน

 

 

ระลอกคลื่นของการอพยพ

ในปี 2006 การเข้ายึดครองโซมาเลียของเอธิโอเปียได้ทำให้เกิดการตื่นตัวของเยาวชนเชื้อสายโซมาเลียในทวินซิตี้  ทางการสหรัฐฯพยายามปกป้องการยึดครองนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของสงครามต่อต้านการก่อการร้ายสากลที่ตนเป็นหัวหอกประกาศแก่ชาวโลก  ในขณะที่ชาวโซมาเลียส่วนใหญ่กลับมองว่ามันคือสงครามครูเสดยุคใหม่ที่ยิวและคริสเตียนต้องการทำกับดินแดนของมุสลิม  ข่าวที่ทหารเอธิโอเปียข่มขืนมุสลิมะฮฺ และเข่นฆ่าประชาชนชาวโซมาเลียได้ปลุกเร้าความรู้สึกที่เคยหลับใหลอยู่ในบรรดาเยาวชนคนหนุ่มสาวให้ตื่นขึ้น   และในที่สุด มันก็นำไปสู่การเดินทางไปร่วมสมรภูมิญิฮาดในโซมาเลียระลอกแรกของคนหนุ่มอายุ20-30ปีเชื้อสายโซมาเลียในทวินซิตี้ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2007  ส่วนใหญ่ของหมู่ผู้ที่เดินทางไปนั้นเคยได้พบปะและรวมกลุ่มพูดคุยกันในมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในมินนีแอโพลิส  แม้พวกเขาจะถูกมองจากสังคมอเมริกันว่าเป็นคนที่พบกับความยากลำบากในการหาพื้นที่ของตนเองในสังคม  พูดง่ายๆก็คือเป็นคนที่ไม่ได้มีความสุขกับชีวิตของตนในอเมริกามากนัก แต่หากพิจารณาในแง่คุณสมบัติก็นับได้ว่าในหมู่พวกเขามีทั้งผู้ที่มีความรู้ในด้านเทคนิคการแพทย์   ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการซ่อมประกอบเครื่องยนต์  และหนึ่งในหมู่พวกเขาก็คือ ชิรวะฮฺ อะหฺหมัด ชายหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียวัย26ปีที่ได้รับสถานภาพพลเมืองอเมริกันแล้ว  และต่อมาเขาก็เป็นที่รู้จักในนามชาวอเมริกันคนแรกที่ระเบิดพลีชีพในโซมาเลีย

ชิรวะฮฺ อะหฺหมัด  เข้าเรียนมัธยมปลายในโรงเรียนรูสลท์เวลท์ ไฮสคูล  เขาเคยมีช่วงชีวิตที่พยายามเลียนแบบวัฒนธรรรมอเมริกันของเพื่อนร่วมชั้นไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเทให้กับบาสเกตบอลตลอดจนการแต่งกายและการใช้ภาษาแต่เขาก็ไม่เคยกลืนไปกับสังคมอเมริกันได้แม้จะพยายามสักแค่ไหน  จนกระทั่งจบการศึกษาระดับไฮสคูล ชิรวะฮฺก็ได้พบกับเพื่อนกลุ่มใหม่ พวกเขาเป็นคนเคร่งครัดศาสนา มักพูดคุยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ให้เป็นไปตามหลักการศาสนาอิสลาม พวกเขาเอาใจใส่ในการดำเนินชีวิตตามแบบของนบีมุฮัมมัดมิใช่ตามแบบชาวอเมริกัน และกางเกงของพวกเขาลอยอยู่เหนือตาตุ่ม

นอกเหนือจากชิรวะฮฺแล้วชายหนุ่มอีกคนที่เผชิญประสบการณ์คล้ายๆกันก็คือซะกะรียา มะอฺรูฟ  ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการชกชิงวิ่งราวตั้งแต่อายุ14  และเคยเข้าร่วมแก๊งค์วัยรุ่นกวนเมืองข้างถนน  ต่อมาเขาก็เข้าเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลท้องถิ่นทีมหนึ่ง  ชีวิตของซะกะรียา  มะอฺรูฟเปลี่ยนไปในหนทางที่สอดคล้องกับหลักการอิสลามมากขึ้นเมื่อเขาเริ่มเข้ามัสยิดที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก  และด้วยความไพเราะของเสียงของเขา เขาได้กลายเป็นมุอัซซินประจำมัสยิด  โดยต่อมาเสียงอะซานของเขาได้กลายมาเป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของมุสลิมจำนวนหนึ่งในมินนีแอโพลิส      เมื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับหลักการศาสนามากขึ้น ในปี2005 ซะกะรียาก็ตัดสินใจไปทาบทามมุสลิมะฮฺคนหนึ่ง  แต่ผู้ปกครองของเธอปฏิเสธเขาทั้งยังเย้ยหยันว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ลูกสาวของพวกเขาต้องเข้าไปพัวพันกับสถานสงเคราะห์คนอนาถา   ซาการียาได้เปรยเรื่องนี้กับเพื่อนของเขาว่า “พวกเขาคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของเงินและวัตถุ  แต่แล้วดูเถอะว่าวัตถุเหล่านั้นได้ทำอะไรกับชีวิตของพวกเขาบ้าง”

ดูเหมือนทั้งชิรวะฮฺ  อะหฺหมัด  และซะกะรียา มะอฺรูฟซึ่งต่างเปลี่ยนแปลงตัวเองจากอดีตอันเลวร้ายมาแล้วกำลังพยายามมองหาดินแดนที่สะอาดพอสำหรับอุดมการณ์และความมุ่งหวังของชีวิตพวกเขา  และพวกเขาก็พบว่ามันอยู่ไกลออกไปหลายพันไมล์

 

 

 

การผลิบานในฤดูใบไม้ร่วง

 

หากกลุ่มคนหนุ่มที่เดินทางไปสู่โซมาเลียในช่วงปี2007ถูกพิจารณาว่าเป็นผู้ที่ประสบความยากลำบากในการใช้วิตที่อเมริกา   คนหนุ่มอีกกลุ่มที่เดินทางตามรอยเท้าของพวกเขาไปในฤดูใบไม้ร่วงปีถัดมาก็ถูกพิจารณาว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียนและมีอนาคตที่สดใสยิ่งในประเทศที่ขนานนามตัวเองอย่างไม่เก้อเขินว่าดินแดนแห่งเสรีภาพนี้  หลายคนในหมู่พวกเขาคือคนที่ถูกให้คำจำกัดความอย่างภาคภูมิใจจากญาติพี่น้องว่า ‘เด็กดี’

ในวิทยาลัยการจัดการคาร์ลสันซึ่งเป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และการจัดการรวมถึงศาสตร์ทางเทคโนโลยีต่างๆของมหาวิทยาลัยมินนิโซตา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของรัฐมินนิโซตา  มุฮัมมัด ฮัซซาน นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์วัย23ปี ซึ่งเป็นดาวเด่นทั้งในเรื่องการเรียนและการทำกิจกรรมในวิทยาลัย เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่มีส่วนโน้มน้าวเพื่อนๆมุสลิมของเขาให้เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อการใช้ชีวิต  เขาเคยประกาศกับเพื่อนๆกลางห้องเรียนว่า “ทำไมเราถึงยังคงนั่งกันอยู่ในอเมริกาโดยไม่ทำอะไรเลยเพื่อพี่น้องของเรา”

ครั้งหนึ่งหลังมีรายงานข่าวจากสถานการณ์สู้รบในโซมาเลียว่าการโจมตีของทหารอเมริกาเพื่อสังหารผู้นำกลุ่มอัช-ชะบ๊าบได้ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปถึง10คน มุฮัมมัด ฮัซซานก็ประกาศในที่ชุมนุมนักศึกษาว่า “ใครกันแน่คือผู้ก่อการร้ายตัวจริง”   ที่น่าสนใจก็คือก่อนหน้านี้มุฮัมมัด ฮัซซานเป็นหนึ่งในคนที่ปกป้องการยึดครองโซมาเลียของทหารเอธิโอเปียเมื่อปี2006  เขาถึงขนาดเขียนบทความลงในอินเตอร์เน็ตเพื่อแสดงทัศนะเชิงปกป้องกองทัพเอธิโอเปียในช่วงนั้น

ทัศนคติที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่มผู้นี้อาจมาจากการเข้าถึงแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงในโซมาเลียมากขึ้น  เขาเริ่มดาวน์โหลดวีดีโอที่บันทึกภาพการต่อสู้ของมุญาฮิดีนจากเว็บไซต์ญิฮาดิสมาดู  และดาวน์โหลดคุตบะฮฺของอิหม่ามท่านต่างๆมาฟัง  ขณะที่เขาเริ่มทุ่มเทความสนใจให้กับศาสนาและสถานการณ์โลกมุสลิมเช่นนี้ เขาก็เริ่มผูกพันกับชีวิตและผู้คนในมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิกดิก  ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ข่าวการเดินทางไปร่วมต่อสู้ในโซมาเลียของคนหนุ่มรุ่นแรกอย่างซะกะรียา มะอฺรูฟเริ่มแพร่สะพัดออกไป  และมุฮัมมัด ฮัซซานก็ถึงกับออกปากกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่า “ฉันอยากรู้จักเขา  ฉันอยากไปที่นั้นบ้าง”

นอกจากมุฮัมมัด ฮัซซานแล้ว คนหนุ่มอีกจำนวนหนึ่งก็เริ่มออกเดินทางทางความคิดไปด้วยกัน  มัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกดูเหมือนจะเป็นคูนย์กลางของชีวิตพวกเขา  ในหมู่พวกเขามีบุรฮาน ฮะซัน เด็กหนุ่มอายุเพียง17ปีที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาคณิตศาสตร์ เขาเป็นที่รู้จักในฉายานามว่า “ลิตเติ้ล บะชีร”เดิมทีเขามีความใฝ่ฝันที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  และต้องการโตขึ้นเป็นหมอหรือทนายความ  แต่กลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในมัสยิดและท่องจำอัล-กุรอาน  นอกจากนั้นยังมีทรอยย์ แมทธิว กัสติการ์   นักศึกษาคณะวิศวะกรรมศาสตร์วัย27ปีซึ่งเป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด  กัสติการ์ได้เข้ารับอิสลามในช่วงวัยรุ่นโดยมีชื่อมุสลิมว่า‘อับดุรเราะฮฺมาน’ เป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนฝูงว่าเขามีความปรารถนาจะไปศึกษาศาสนาอิสลามในตะวันออกกลาง โดยเขาเริ่มเก็บสะสมเงินสำหรับดำเนินการตามความปรารถนานั้นผ่านการรับจ้างตัดผมและขายรองเท้า   คนหนุ่มเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ประกาศความเข้าใจของตนแก่คนรอบตัวเสมอว่า  พวกเขาไม่เห็นหนทางใดที่จะเป็นทางออกสำหรับปัญหาต่างๆในโลกนี้ได้นอกจากจะต้องมีการสถาปนาระบอบคิลาฟะฮฺที่ปกครองโดยใช้ชะรีอะฮฺอย่างแท้จริงขึ้น  และพวกเขาถือเป็นหน้าที่ของตัวเองที่จะต้องร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนี้

ไม่กี่เดือนต่อมา คนหนุ่มแห่งมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกก็มีโอกาสได้ติดต่อกับซะกะรียา มะอฺรูฟซึ่งขณะนั้นอยู่ในโซมาเลียแล้วผ่านทางโทรศัพท์ทางไกล  ซะกะรียาได้เรียกร้องเหล่าคนหนุ่มในมินนีแอโพลิสให้เลิกทุ่มเทความสนใจแก่บาสเกตบอล และเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้ในโซมาเลีย  คำเรียกร้องของซะกะรียนี้ถูกดาวน์โหลดลงอินเตอร์เน็ต และแจกพาสเวิร์ดสำหรับเข้าฟังให้แก่บรรดาคนหนุ่มหลายร้อยคน  ต่อมาไฟล์เสียงดังกล่าวยังกลายเป็นเสียงเรียกเข้ามือถือหลายเครื่องของคนหนุ่มเชื้อสายโซมาเลียในมินนีแอโพลิสด้วย

                ในหมู่คนฟังคำเชิญชวนสู่ญิฮาดของซะกะรียา มะอฺรูฟ   มุฮัมมัด ฮัซซานดูจะเป็นหนึ่งในหมู่คนที่ตื่นตัวยิ่งกว่าใคร  เพื่อนสนิทของเขาตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะในช่วงนั้นเพื่อนสนิทอีกคนของมุฮัมมัดได้เสียชีวิตลงและมุฮัมมัดเองก็กล่าวกับเพื่อนที่เล่าว่า “ฉันเคยคิดว่าความตายเป็นเรื่องของคนแก่เท่านั้น”

                ดูเหมือนคณะกรรมการมัสยิดอบูบักร อัศ-ศิดดิกจะเริ่มเป็นเดือดเป็นร้อนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวที่มีมัสยิดแห่งนี้เข้าไปเกี่ยวพันอย่างยากจะอธิบายให้เป็นอื่น  อิมามของมัสยิดถึงกับต้องประกาศกับประชาชนว่า “การพูดคุยและเรียกร้องไปสู่การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ควรจะต้องยุติลงได้แล้ว” โดยท่านผู้ประกาศไม่อาจทราบเลยว่าในหมู่คนฟังนั้นมีคนหนุ่มจำนวนหนึ่งที่ไม่นานต่อมาจะออกเดินทางไปสู่อีกขั้นหนึ่งของสิ่งที่ท่านกำลังเรียกร้องให้มีการยุติ

ช่วงเดือนตุลาคม  คนหนุ่มกลุ่มนี้ได้เข้าไปที่ศูนย์บริการเรื่องการเดินทางของมหาวิทยาลัยพร้อมกับชายชราเคราขาวคนหนึ่งที่บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นลุงของพวกเขา  ชายชราได้แจ้งความจำนงว่าเด็กหนุ่มเหล่านี้ต้องการตั๋วเดินทางไปโซมาเลีย โดยพวกเขาอยู่ระหว่างรอรับหนังสือเดินทางที่ไปยื่นเรื่องขอทำไว้แล้ว  ไม่กี่วันหลังจากนั้นคนหนุ่มกลุ่มนี้ก็ได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการโดยเสียค่าจ่ายคนละ1,800 ดอลล่าร์

                เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับตาจากทางการ  พวกเขาทยอยออกเดินทางจากอเมริกาในวันเวลาและสถานที่ต่างๆกัน  เพื่อนสนิทของมุฮัมมัด ฮัซซานเล่าว่าตัวมุฮัมมัดนั้นขับรถไปชิคาโกในวันที่1พฤศจิกายน  และโดยสารเครื่องบินจากที่นั่นไปลงดูไบก่อนจะต่อเข้าโซมาเลีย  ด้วยการวางแผนเช่นนี้ในท่ามกลางกระแสข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ที่กินเนื้อที่ความสนใจของมหาชนชาวอเมริกันทั้งประเทศไป  ในที่สุดคนหนุ่มกลุ่มนี้ก็สามารถออกเดินทางจากอเมริกาได้ทั้งหมดก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพียงสามวัน

 

 

การฝึกฝนของคนหนุ่ม

                เมื่อข่าวการหายตัวไปของชายหนุ่มกลุ่มดังกล่าวเริ่มแพร่กระจายไปในเมืองมินนีแอโพลิสพร้อมๆกับข่าวการเสียชีวิตในโซมาเลียของชิรวะฮฺ อะหฺหมัด โดยข่าวระบุว่าเขาเป็นคนจุดชนวนระเบิดในรถที่ตนเองเป็นคนขับเข้าไปในที่ตั้งของกองกำลังทหารผสมฝั่งรัฐบาลโซมาเลีย  เอฟ บี ไอ ก็เข้ามาแสดงบทบาทในการสืบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง  โดยจากรายงานของเอฟ บี ไอ เชื่อว่าในช่วงปลายปี2008 ต่อต้นปี2009ที่ผู้คนในมินนีแอโพลิสเริ่มหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่นั้น  ชายหนุ่มกลุ่มดังกล่าวได้กระจายกันอยู่ในส่วนต่างๆของโซมาเลียแล้ว  และมิใช่เพียงสอบสวนเรื่องราวของคนหนุ่มกลุ่มนี้เท่านั้น  แต่เอฟ บี ไอ ยังใช้มาตรการที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมากในการจับตาการเคลื่อนไหวของเยาวชนในมินนีแอโพลิสรวมถึงการเรียกตัวคนในเมืองนี้ไปสอบสวนไม่เว้นแม้แต่แก๊งค์วัยรุ่นกวนเมืองข้างถนน

                เพื่อนสนิทของชายหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มผู้เดินทางไปโซมาเลียให้ข้อมูลว่าพวกเขาบางคนได้พบกับซะกะรียา มะอฺรูฟที่นั่นแล้ว โดยพวกเขาพักอยู่ในบ้านของหญิงชราชาวโซมาเลียที่พวกเขาเรียกว่า‘มามา’  เธอเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มอัช-ชะบ๊าบ  บ้านของเธอตั้งอยู่ในเมืองเมอร์ค่าทางชายฝั่งตอนใต้ของโซมาเลีย 

                ในช่วงต้นปี 2009 กลุ่มชายหนุ่มจากมินนีแอโพลิสเกือบทั้งหมดได้เข้าพำนักอยู่ในค่ายฝึกของมุญาฮิดีนทางตอนใต้ของโซมาเลียเรียบร้อยแล้ว  มุฮัมมัด  ฮัซซาน และบางคนในหมู่ชายหนุ่มกลุ่มนั้นได้ติดต่อเพื่อนสนิทของพวกเขาในมินนีแอโพลิสผ่านทางโทรศัพท์และเฟสบุ๊ค โดยเล่าให้ฟังว่าพวกเขาต้องตื่นก่อนรุ่งอรุณเพื่อทำละหมาดและศึกษาอัล-กุรอาน  จากนั้นก็เข้าร่วมโปรแกรมฝึกฝนสำหรับมุญาฮิดีนอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีทั้งการวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง  การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการทำระเบิด  ชายหนุ่มเหล่านี้ยังเล่าด้วยว่าบรรดามุญาฮิดีนได้รับความเคารพเชื่อถือจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก  ในยามกลางคืนพวกเขาจะแบ่งกันไปนอนในบังเกอร์ที่อยู่ตามที่ต่างๆ  นอกจากมุญาฮิดีนชาวโซมาเลียแล้ว ก็ยังมีมุญาฮิดีนต่างชาติเช่น เชชเนีย และชาวยุโรปที่หันมาเข้ารับอิสลามเข้ามาร่วมรบในสมรภูมินี้ด้วย  เพื่อนสนิทของมุฮัมมัด  ฮัซซานได้อ้างคำพูดของมุฮัมมัดซึ่งติดต่อมาหลังจากอยู่ในโซมาเลียแล้วว่า “เมื่อฉันมองไปในแนวรบของเรา  ฉันพบผู้คนหลากสีผิวกำลังทำการต่อสู้อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ”

                กลุ่มคนหนุ่มจากมินนีแอโพลิสที่เดินทางเข้าไปในโซมาเลียอาจแตกต่างจากกลุ่มญิฮาดิสอื่นๆที่ชาวตะวันตกเคยรู้จัก  เพราะพวกเขามิได้ตัดขาดการติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนฝูงในมินนีแอโพลิสของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง  หลายครั้งที่พวกเขาโทรศัพท์กลับมาหรือทิ้งข้อความไว้ในเฟสบุ๊คซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการเล่าถึงความเป็นอยู่และอธิบายความคิดความเชื่อของพวกเขาให้ญาติมิตรและเพื่อนฝูงเข้าใจ  ในสายตาของคนรู้จักในมินนีแอโพลิส ‘ลิตเติ้ล บะชีร’ ดูจะเป็นคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในหมู่คนหนุ่มกลุ่มนี้  แม่ของเขาเล่าว่าเธอต้องอ่านคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวเขาที่มีติดอยู่ที่บ้านให้ลูกชายฟังเมื่อเขาโทรมาบอกว่าแว่นสายตาประจำตัวของเขาหล่นหายไป ในขณะที่เพื่อนสนิทของ‘ลิตเติ้ล บะชีร’บอกว่าแทบจินตนาการภาพเด็กหนุ่มอายุ17 ผู้คงแก่เรียนอย่างเขาจับปืนไม่ออก  แต่ดูเหมือนเขาจะเข้มแข็งดีและมีความสุขยิ่งกับชีวิตนักรบในโซมาเลีย

 

 

บทสุดท้ายของชีวิต

                แม้ว่ากองทัพเอธิโอเปียจะทยอยถอนทหารออกไปในช่วงต้นปี2009  และรัฐบาลใหม่ของโซมาเลียที่มาจากเลือกตั้งก็เข้าดำรงตำแหน่งในเวลาต่อมา  แต่ด้วยบทบาทของรัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้ยึดครองก่อนหน้านี้  ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับกองทัพสหรัฐอเมริกาทำให้กลุ่มมุญาฮิดีนที่รู้จักกันในชื่อ ‘อัช-ชะบ๊าบ’ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการสู้รบต่อไปเพื่อสถาปนาระบอบที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าเป็นทางออกสำหรับโลกทั้งใบ  แม้คู่ต่อสู้ของพวกเขาในวันนี้จะรวมถึงทั้งทหารของรัฐบาลและทั้งพันธมิตรของรัฐบาลซึ่งก็คือกองทัพจากประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเกรียงไกรทางแสนยานุภาพทางการทหารมากที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกา  แต่กลุ่มมุญาฮิดีนก็ยังสามารถประจันหน้าต่อสู้ได้อย่างทรหดอดทน ทั้งยังยึดพื้นที่จำนวนไม่น้อยของประเทศไว้ในความดูแลได้ ซึ่งก็หมายถึงพื้นที่นั้นๆจะได้รับการประกาศใช้ชะรีอะฮฺอย่างเต็มความสามารถ – บินัศรุลลอฮฺ

                ใครเลยจะรู้ว่า ในหมู่คนที่ยืนหยัดต่อสู้อยู่ในดินแดนที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความลำบากสาหัสและห่างไกลความเจริญอย่างโซมาเลียนั้น มีกลุ่มคนหนุ่มที่เคยผ่านความเจริญในนิยามของมนุษย์ทั้งหลายมาจนจัดเจนแล้ว  พวกเขาเดินทางออกจากดินแดนที่คนจำนวนมากในโลกเรียกขานว่าเป็นต้นแบบของความก้าวหน้าและปรารถนาจะได้ไปพำนักอยู่มาสู่ดินแดนที่น้อยคนนักจะปรารถนาไปเยือนแม้สักครั้ง  ทั้งยังเป็นการเดินทางเพื่อมาต่อสู้กับกองกำลังจากประเทศที่พวกเขาจากมานั่นเสียด้วย

                ในช่วงไม่กี่วันของเดือนกรกฎาคมนี้ แหล่งข่าวของทั้งประเทศอเมริกาและแหล่งข่าวของมุญาฮิดีนในโซมาเลียได้รายงานข่าวการเสียชีวิตจากการสู้รบของคนหนุ่มจากมินนีแอโพลิสบางคน  ในหมู่ผู้ที่-อินชาอัลลอฮฺ-เป็นชะฮีดนี้ มีทั้งซะกะรียา มะอฺรูฟ ชายหนุ่มที่เคยผ่านประสบการณ์สุดเหวี่ยงในช่วงวัยอันคึกคะนองมาอย่างโชกโชน  และมีทั้งเด็กเรียนผู้เคยมีความใฝ่ฝันอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดอย่างบุรฮาน ฮะซัน หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ลิตเติ้ล บะชีร’  ไม่ว่าบทที่ผ่านๆมาของละครชีวิตในดุนยาของพวกเขาจะดีหรือร้ายต่างกันมาเช่นไร   แต่เมื่อพวกเขามุ่งหน้ามาร่วมเรียนบทเรียนจากแนวรบเดียวกัน  บทสุดท้ายของชีวิตพวกเขาจึงเป็นบทที่น่าอิจฉาสำหรับคนที่อยู่เบื้องหลังไม่ต่างกัน  ดังที่มุฮัมมัด ฮัซซาน ผู้ที่ยังรอคอยบทสุดท้ายของชีวิตตนอยู่อย่างโหยกระหายได้กล่าวแก่เพื่อนคนหนึ่งของเขาในมินนีแอโพลิสว่า

                “ใครๆอาจเสียใจกับข่าวการจากไปของพวกเขา  แต่เราดีใจแทนพวกเขาเสียเหลือเกิน”!

 

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

มุสลิมในจีน

 

 

 

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของประเทศจีนคือความกว้างใหญ่ของอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ และความหลากหลายของประชากรผู้อยู่อาศัย ลักษณะดังกล่าวนี้นับเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญไม่น้อยต่อเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในดินแดนที่มีอารยธรรมเก่าแก่หลายพันปีแห่งนี้  ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหรือการหยุดนิ่ง  ความสงบเรียบร้อยหรือความวุ่นวาย สันติภาพหรือสงคราม ก็ล้วนสามารถใช้ลักษณะสำคัญดังกล่าวทำความเข้าใจได้ในส่วนหนึ่ง  เมื่อพิจารณาในบริบทของโลกปัจจุบันที่โลกทั้งใบเชื่อมโยงกัน หรือที่เรียกกันในศัพท์เฉพาะว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) การศึกษาประวัติศาสตร์ของดินแดนที่สำคัญต่อทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของประชาคมโลกอย่างประเทศจีน จึงไม่เพียงเป็นการศึกษาที่จะให้ประโยชน์ในแง่การทำความเข้าใจประเทศจีนอย่างเป็นเอกเทศเท่านั้น หากบทเรียนต่าง ๆ ที่ได้รับจากการศึกษาประวัติศาสตร์ดังกล่าว ยังอาจช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การทำความเข้าใจปัญหาที่มีลักษณะเป็นสากลกล่าวคือเป็นปัญหาที่นานาประเทศในโลกต้องเผชิญรวมกันได้  ตัวอย่างของปัญหาเหล่านั้นก็คือปัญหาชนกลุ่มน้อยในประเทศต่าง ๆ  ที่นับวันก็จะยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

 

ประเทศจีนมีชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธ์ที่นอกเหนือไปจากชาวฮั่น อันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ไม่น้อยกว่า 55 ชนชาติ[1] และหนึ่งในชนกลุ่มน้อยเหล่านั้นก็คือผู้นับถือศาสนาอิสลาม  หรือมุสลิม ซึ่งส่วนมากแล้วเป็นชาวหุย (Hui) และอุยกูร์ (Uygur) โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการของรัฐบาลจีนระบุว่ามีมุสลิมอยู่ในจีนประมาณ 20  ล้านคนเศษ แต่ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลบางแหล่งระบุว่าอาจมีถึง 50 ล้านคน[2] จากตัวเลขอย่างเป็นทางการนี้แม้เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของจีนอาจคิดเป็นจำนวนไม่ถึงร้อยละ2 ของประชากรทั้งหมด  แต่หากพิจารณาในแง่จำนวนของมนุษย์ที่มีชีวิต มีบทบาท และมีการเคลื่อนไหว ก็นับเป็นจำนวนที่มากพอแก่การควรค่าศึกษาวิเคราะห์ถึงสภาพความเป็นอยู่ บทบาทและพื้นที่ทางการเมือง ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการดำรงอยู่ของชนกลุ่มน้อยกลุ่มดังกล่าวในสังคมจีนหลังการปฏิวัติ ค.ศ. 1911

 

ลักษณะโดยทั่วไปของมุสลิมในจีน

ลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของชาวมุสลิมไม่ว่าที่ใดในโลก คือการแสดงออกถึงความเชื่อความศรัทธาของตนเองด้วยการปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม  แม้ว่าการแสดงออกนั้นจะหมายถึงการทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนส่วนมากในสังคมก็ตาม อาทิเช่น การคลุมศีรษะของผู้หญิงมุสลิม และการปฏิบัติละหมาด 5 เวลาในหนึ่งวันไม่ว่าจะอยู่ที่ใด  ด้วยเหตุนี้ความเป็นมุสลิมจึงทำให้ศาสนิกชนผู้นับถือศาสนาอิสลามมีการแสดงออกทางอัตลักษณ์ของตนที่มีลักษณะเฉพาะอยู่แล้ว  กระนั้นก็ดีสำหรับมุสลิมในแผ่นดินจีน ดูจะยิ่งมีลักษณะเฉพาะมากยิ่งกว่ามุสลิมในดินแดนอื่น ๆ ด้วยเหตุที่มุสลิมจีนมีความหลากหลายยิ่งกว่ามุสลิมในภูมิภาคอื่น  โดยประกอบไปด้วยชนชาติต่างๆ ถึง 10 ชนชาติ ได้แก่ หุย (Hui) อุยกูร์(Uyghur) คาซัก(Kazahs) เคอร์กิซ(Kyrgyz)  ซาลาร์(Salar)  ทาจิก(Tajik)  ตาตาร์(Tatar)  ตงเซียง(Dongxiang)  เปาอัน(Bao’an) และอุซเบก(Uzbek)[3]  โดยแม้แต่ละชนชาติจะปฏิบัติตามหลักการต่าง ๆ ของศาสนาอิสลามเหมือนกัน  แต่ในส่วนของวัฒนธรรมประเพณีที่นอกเหนือไปจากคำสอนของศาสนาอิสลามก็มีความแตกต่างกัน 

 

หากแบ่งตามภาษาที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน จะสามารถแบ่งชาวมุสลิมในประเทศจีนได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเตอร์กิช พูดภาษาเตอร์กิช หรือเรียกว่า พวกซินเจียง (Xinjiang Muslims) ซึ่งใช้ตัวอักษรอารบิกในการสื่อสาร มีจำนวนกว่า 11 ล้านคนตามตัวเลขของทางการจีน  กลุ่มมุสลิมซินเจียงนี้มีชาวอุยกูร์เป็นชนชาติหลักโดยมีจำนวนเกือบ 10 ล้านคน ส่วนที่เหลือคือชนชาติคาซัก เคอร์จิซ ทาจิก อุซเบก  และตาร์ตาร์  ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นชาวจีนที่พูดภาษาแมนดารินหรือจีนกลางเหมือนชาวจีนทั่วไปโดยปกติมักเรียกมุสลิมกลุ่มนี้ว่า ชาวจีนมุสลิม (Inland Muslims/Chinese-speaking Muslims/Sino-Muslims) มีจำนวนใกล้เคียงกับกลุ่มที่พูดภาษาเตอร์กิชคือราว ๆ 11 กว่าล้านคน   ชาวหุยเป็นชนชาติที่มีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มนี้ โดยมีจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน  ส่วนที่เหลือเป็นชาวตงเซียง ซาลาร์  เปาอัน และชาวฮั่นที่เปลี่ยนมานับถืออิสลาม[4] 

 

โดยสรุปแล้วชาวมุสลิมในจีนมีจำนวนกว่า 20 ล้านคน  แบ่งเป็นชนชาติใหญ่ ๆ สองชนชาติ คือชาวอุยกูร์ซึ่งเป็นชนเผ่าเก่าแก่ทางภาคเหนือของจีน และชาวหุยที่สืบเชื้อสายมาจากมุสลิมเปอร์เซีย อาหรับ และเอเชียกลางที่อพยพเข้ามายังจักรวรรดิจีนในฐานะฑูตการเมือง ทหาร และพ่อค้า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8

 

ชาวมุสลิมส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณเทือกเขา และแอ่งทะเลทรายแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (The Xinjiang Uygur Autonomous Region)  เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย (The Ningxia Hui Autonomous Region)  นอกจากนี้ชาวหุยอาศัยอยู่ในที่ราบภาคกลางแถบแม่น้ำเหลือง กันซู่ (Gansu), ชิงไห่ (Qinhai), เหอหนัน (Henan), เหอเป่ย (Hebei), ซันตง (Shandong),  มณฑลยูนนาน (Yunnan) ทางตะวันตกเฉียงใต้ ในเมืองใหญ่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของจีน  รวมทั้งเกาะไหหลำ (Hainan)[5]  โดยแม้ชาวมุสลิมหลายส่วนจะถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบจีน จนแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากชาวจีนส่วนใหญ่  แต่ก็ยังคงมีมุสลิมจำนวนไม่น้อยที่ยืนยันจะปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม ซึ่งทำให้พวกเขามีลักษณะทางวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ

 

ปัญหาชนกลุ่มน้อยมุสลิมในซินเจียง

ในการศึกษาประวัติศาสตร์มุสลิมในจีนยุคปัจจุบัน  คงเป็นการละเลยประเด็นสำคัญของการศึกษาไปอย่างมาก หากจะเว้นไม่กล่าวถึงปัญหาการต่อต้านรัฐบาลกลางของชนกลุ่มน้อยมุสลิมในซินเจียง  ด้วยเหตุที่ปัญหาดังกล่าวเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั้งยังถูกนำมาเป็นบทเรียนให้แก่รัฐชาติอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับชนกลุ่มน้อยภายในประเทศ เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนต้องเผชิญ

 

อันที่จริงแล้ว ความขัดแย้งระหว่างทางการจีนกับชาวมุสลิมในซินเจียงไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นปัญหาที่มีรากเหง้าหยั่งลึกมานับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ โดยชาวมุสลิมในซินเจียงมีความรู้สึกในทางลบต่อรัฐบาลจีนมานับตั้งแต่สมัยอาณาจักรที่จีนยังปกครองโดยจักรพรรดิ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงราชวงษ์ชิงอันเป็นราชวงษ์สุดท้ายของจีน ซึ่งนอกจากจะมีนโยบายการปกครองที่เข้มงวดต่อชาวมุสลิมในซินเจียงเพื่อป้องกันการเข้ามาของอิทธิพลโซเวียตในดินแดนนี้แล้ว รัฐบาลขณะนั้นยังได้ส่งขุนนางจีนไปปกครองซินเจียงแทนการให้ชาวมุสลิมปกครอง  โดยขุนนางที่ถูกส่งไปมักเป็นขุนนางที่มีความผิดและถูกลงโทษให้ไปเผชิญลำบากในดินแดนที่ห่างไกลอย่างซินเจียง แต่การที่อยู่ไกลเมืองหลวงมากก็กลับเปิดช่องให้ขุนนางเหล่านี้กดขี่ประชาชน ขูดรีด ทุจริต และไม่เคารพต่อประเพณีมุสลิม สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวมุสลิมอย่างมาก  จึงกลายเป็นมูลเหตุที่ทำให้ชาวมุสลิมเกลียดชังรัฐบาลจีน และก่อเหตุสู้รบต่อต้านทางการนับครั้งไม่ถ้วน [6] โดยรัฐบาลราชวงศ์ชิงก็จะใช้นโยบายปราบปรามชาวมุสลิมที่ต่อต้านอย่างเฉียบขาด ทำให้ชาวมุสลิมล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  แต่นอกจากนโยบายลักษณะนี้จะไม่ช่วยให้ความขัดแย้งเบาบางลงแล้ว ยังกลับยิ่งเพิ่มความเกลียดชังและห่างเหินระหว่างชาวมุสลิมซินเจียงกับรัฐบาล อันทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ยังคงอุบัติขึ้นเป็นระยะ ๆ

 

เมื่อจีนหันไปปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ในปี 1949 ปัญหาการต่อต้านจากกลุ่มชาวมุสลิมในซินเจียงก็ยังคงมีอยู่ รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์ในยุคแรกๆ พยายามแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายควบคุมชาวมุสลิมอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่ผลของนโยบายดังกล่าวกลับไม่ก่อให้เกิดความสงบราบคาบตามที่รัฐคาดหวัง  ในทางตรงกันข้าม นโยบายดังกล่าวกลับยิ่งทำให้เกิดขบวนการของมุสลิมที่ต่อต้านรัฐบาลกลางกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมากมาย จนรัฐบาลจีนต้องหาทางลดแรงกดดันด้วยการประกาศให้ซินเจียงเป็น “เขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ซินเจียง” (Xinjiang Uyghur Autonomous Region) ในปี 1955 โดยตั้งนครอุรุมชี(Ürümqi)เป็นศูนย์กลาง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังคงใช้ความเด็ดขาดในการปกครองและควบคุมชาวมุสลิมอย่างเข้มงวด ปัญหาในซินเจียงจึงไม่หมดไป

 

เมื่อรัฐบาลจีนพบว่าการตั้งเขตปกครองตนเองไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกทาง จึงหันไปเลือกใช้นโยบายให้เสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจในปี 1983 โดยยกเลิกกฎต่างๆ ที่เคยประกาศมาตั้งแต่ปี 1949 แล้วหันไปทำนุบำรุงมัสยิดที่ถูกปิดร้าง ส่งเสริมการตั้งสมาคมชาวมุสลิม รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของผู้นำศาสนา   แต่กระนั้นชาวมุสลิมในซินเจียงก็ยังมองรัฐบาลกลางไม่สู้ดี เพราะพวกเขาเห็นว่าผู้นำศาสนาที่จีนส่งเสริมนั้น มีแต่พวกที่ฝักใฝ่อิทธิพลทางการเมืองกับตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ไม่ใช่ผู้ที่ชุมชนมุสลิมให้ความเคารพนับถือ

 

จนกระทั่งถึงยุคทศวรรษที่ 1990 จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสูง และกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก รัฐบาลจีนในยุคนั้นเชื่อมั่นว่าปัญหาการต่อต้านรัฐบาลกลางของมุสลิมในซินเจียงเกิดจากการที่ชาวมุสลิมยากจน และล้าหลัง ดังนั้นรัฐบาลจึงใช้นโยบายพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาการลุกฮือของชนกลุ่มน้อยมุสลิม ด้วยการบรรจุแผนการพัฒนาซินเจียง อยู่ในแผนพัฒนาประเทศปี 1996 และกำหนดแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งในมณฑลซินเจียงไว้ดังนี้[7]

 

1.ออกกฎหมายให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาของชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่ม กำหนดให้มณฑลซินเจียงมี 12 จังหวัด รัฐบาลกลางปกครอง 7 จังหวัด ให้ชนกลุ่มน้อยปกครองกันเอง 5 จังหวัด มี 76 อำเภอ รัฐบาลกลางปกครอง 70 อำเภอ ให้ชนกลุ่มน้อยปกครองกันเอง 6 อำเภอ

2.สร้างความเจริญให้มณฑลซินเจียงโดยการตัดถนน 4 เลน ยาว 4,000 กิโลเมตรจากปักกิ่ง และทางรถไฟไปยังเมืองอุรุมฉี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของซินเจียง และมีสายการบินในประเทศและต่างประเทศถึง 100 สาย

3. ออกประกาศกฤษฎีกา 3 ฉบับ ย้ำสิทธิของประชาชนว่า ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพจะนับถือศาสนาใด ๆ ก็ได้ แต่การเบี่ยงเบนคำสอนศาสนาซึ่งผิดหลักสากล เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาตินั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และต้องถูกลงโทษ

 

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าในภาคปฏิบัติ ทางการจีนจะไม่สามารถดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ได้อย่างตรงไปตรงมา นอกจากในระยะแรกที่แผนพัฒนาฉบับนี้ถูกประกาศใช้เท่านั้น  ดังจะเห็นได้จากในระยะหลังที่เริ่มมีการแสดงความเข้มงวดในการกวดขันประชาชนในพื้นที่และจำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติตามความเชื่อทางศาสนาของประชาชนมากขึ้น อาทิเช่น การห้ามไม่ให้ชาวมุสลิมทำการละหมาดในที่สาธารณะนอกเหนือจากมัสยิด เป็นต้น ส่งผลให้ประชาชนในเขตปกครองตนเองซินเจียงแสดงความไม่พอใจต่อนโยบายของรัฐบาลกลางออกมาในรูปแบบต่างๆ  ด้วยเหตุนี้แนวทางการปฏิบัติของรัฐบาลจีนที่วางอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของชาวมุสลิมอันเคยเป็นตัวอย่างของการจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับชนกลุ่มน้อยที่หลาย ๆ ประเทศยึดเป็นกรณีศึกษา จึงกลับกลายเป็นตัวอย่างในทางตรงกันข้าม คือเป็นกรณีศึกษาถึงความบกพร่องของนโยบายการปกครองที่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางความเชื่อของประชาชน และความหย่อนประสิทธิภาพของรัฐบาลกลางในอันที่จะทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกว่าตนได้รับความเท่าเทียมในทุกๆด้านเมื่อเทียบกับชนส่วนใหญ่ของประเทศ

 


[1]เป็นตัวเลขที่รัฐบาลจีนยอมรับอย่างเป็นทางการ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากงานวิจัยของ Chinese Culture Center of  San Francisco” ที่ http://www.c-c-c.org/chineseculture/minority/minority.html

[2]Jean A. Berlie, Islam in China: Hui and Uyghurs between Modernization and Sinicization, (Bangkok: White Lotus Press, 2004), p.ix.

[3]การแบ่งชาวมุสลิมออกเป็นชนชาติทั้ง 10 นี้เกิดขึ้นภายหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในค.ศ.1949 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Ali Kettani, Muslim Minorities in the World Today, (London: Mansell Publishing, 1986), p.82 – 103.

[4]ชาวฮั่นที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามก่อนปีค.ศ.1949 ถูกจัดให้เป็นชาวหุย  แต่พวกที่รับอิสลามหลังปีค.ศ.1949 ยังถือเป็นชาวฮั่นแม้ว่าบางส่วนอาจเปลี่ยนเชื้อชาติจากฮั่นมาเป็นหุยบ้างแล้ว

[5]Ali Kettani, Muslim Minorities in the World Today, p.89 – 93.

 

[6]จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง,” มติชน. (8 กันยายน 2548.)

[7]กำแหง ภริตานนท์, “วิธีปกครองชนกลุ่มน้อย,” เดลินิวส์. (31 พฤษภาคม 2550.)

 

———————————————————————————

หมายเหตุ

                เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองอุรุมฉี  ทำให้นึกได้ว่าเคยทำรายงานเกี่ยวกับมุสลิมในจีนไว้  ถึงแม้จะเป็นรายงานที่มีข้อจำกัดมาก ทั้งด้วยความสามารถของตัวคนทำ และเป้าหมายในการจัดทำซึ่งคือการนำเสนอต่ออาจารย์ทางแขนงประวัติศาสตร์  การนำเสนอทัศนะอะไรจึงต้องมีหลักฐานประกอบเป็นตัวเป็นตน บทสรุปของรายงานจึงไม่ใช่ทัศนะทั้งหมดของคนทำ  แต่นำเสนอไปตามหลักฐานที่พอจะหามาอ้างอิงได้  คิดว่าอ่านงานเด็กมหาลัย เพื่อเอาความรู้ทั่วไปอย่างคร่าวๆก็น่าจะพอเป็นประโยชน์บ้าง – อินชาอัลลอฮฺ 

                เนื้อหาข้างบนนี้คัดลอกมาจากบางส่วนของรายงานชื่อ “มุสลิมในจีนหลังการปฏิวัติ ค.ศ.1911″  สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่  (มีการแก้ไขบทสรุปไปจากเดิมนิดหน่อย เพราะของเดิมมันเบส ออน สถานการณ์ขณะทำรายงานซึ่งค่อนข้างเป็นปกติ หรือพูดให้ถูกก็คือเป็นไปตามที่พี่จีนแกพยายามทำให้โลกมองเห็นว่าเป็นนั่นแล)