ฮิจเราะฮฺ : การเดินทางจากวันวานสู่วันนี้

 
 
  
 
 

ชื่อหนังสือ : ฮิจเราะฮฺ : จากมักก๊ะฮฺสู่มะดีนะฮฺ เส้นทางสู่รัฐอิสลาม

ผู้เขียน : ซะกะรียา บะชีร

ผู้แปล :  บรรจง บินกาซัน

พิมพ์ครั้งที่ 1, ตุลาคม 2545 / สำนักพิมพ์อัล-อะมีน / 117 หน้า / 70 บาท

 

 

 

                มันออกจะเป็นเรื่องน่าหดหู่สักหน่อย ถ้าเราจะหวนกลับไปนึกถึงบทเรียนจากการฮิจเราะฮฺของท่านนบีก็ต่อเมื่อขึ้นฮิจเราะฮฺศักราชใหม่  รำลึกถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่ของนบีอิบรอฮีมแต่ในวันอีฎิ้ลอัฎฮา  หรือใคร่ครวญแง่มุมต่างๆของวิถีชีวิตบรรดาซอฮาบะฮฺเฉพาะในรอมฎอน  เพราะแท้จริงแล้วบทเรียนในอดีตกาลที่เปิดเผยหลักสูตรของมันผ่านชีวิตของคนยุคก่อนนั้นคู่ควรจะเป็นที่ขบคิดใคร่ครวญของเราในทุกเมื่อเชื่อวัน ถึงอย่างนั้นในวาระโอกาสพิเศษต่างๆที่เดินทางมาถึง การได้หยิบยกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลานั้นๆขึ้นมาพูดคุยศึกษาร่วมกันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดีสำหรับสังคมที่ขาดแคลนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในรูปแบบที่มีจุดมุ่งหมายกว้างและไกลกว่าการท่องจำเพื่อนำไปเขียนข้อสอบ

 

                หนังสือชื่อ ฮิจเราะฮฺ : จากมักก๊ะฮฺสู่มะดีนะฮฺ เส้นทางสู่รัฐอิสลาม แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ใช้ชื่อว่า Hijra: Story and Significance ของ ด.ร.ซะกะรียา บะชีร  หนังสือเล่มนี้หยิบยกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งมาบอกเล่า ทั้งในเชิงให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์นัยยะต่างๆ และสังเคราะห์หาบทเรียนที่เราพึงได้รับ แน่นอนว่าเหตุการณ์สำคัญที่เป็นแก่นและแกนของหนังสือก็ตรงตามชื่อหนังสือ นั่นคือการฮิจเราะฮฺจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺของท่านนบีและเหล่ามุสลิมจำนวนหยิบมือในสมัยของท่าน

 

                เราไม่ค่อยได้เห็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลามในลักษณะนี้บนแผงตลาดหนังสือมุสลิมบ้านเราบ่อยนัก  ลักษณะนี้ที่ว่าก็คือการหยิบยกเหตุการณ์เฉพาะเหตุการณ์หนึ่งมาศึกษาเป็นการเจาะจงทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก ซึ่งส่วนตัวคิดว่ามันเป็นการเปิดประตูบานสำคัญให้หนังสือประวัติศาสตร์อิสลามในสังคมนี้อยู่เหมือนกัน  ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะมีข้อบกพร่องสำคัญอยู่บางประการ(จะพูดถึงต่อไป)ก็ตาม

 

                ฮิจเราะฮฺฯแบ่งหมวดหมู่สำคัญของเนื้อหาที่นำเสนอออกเป็น๓ ตอนใหญ่ๆ คือ ๑-การอพยพ ๒-รัฐของท่านนบีในมะดีนะฮฺ และ๓-ความหมายของการฮิจเราะฮฺ โดยสองตอนแรกจะนำเสนอในลักษณะการ บอกเล่าประวัติศาสตร์ ส่วนตอนสุดท้ายจะเป็นลักษณะของการวิเคราะห์และตีความประวัติศาสตร์  ที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะการนำเสนอรวมๆของแต่ละบท มีบ้างเหมือนกันที่ไม่ได้เป็นไปตามนี้ เช่นในตอนต้นของบทแรก ซึ่งเป็นการปูพื้นเรื่องคำสั่งให้อพยพ ก็มีการวิเคราะห์ถึงความเหมาะสมของเมืองมะดีนะฮฺในฐานะเป้าหมายปลายทางของคำสั่งอพยพนี้

 

                ในสองตอนแรกของหนังสือ ผู้เขียนได้ให้รายะเอียดที่เกี่ยวข้องกับการฮิจเราะฮฺในลักษณะของการวาดภาพ คือบรรยายสภาพสังคมและวิถีชีวิตของผู้คนในอารเบียช่วงเวลาก่อน ขณะ และหลังจากที่การฮิจเราฮฺได้เกิดขึ้นแล้ว มีการยกตัวอย่างการฮิจเราะฮฺของซอฮาบะฮฺบางท่านนอกเหนือไปจากท่านนบี เช่น ครอบครัวของอบูสะละมะฮฺ ครอบครัวของญะฮัช และอุมัร อิบนุ ค๊อฏฏ๊อบ เป็นต้น ส่วนตัวแล้วคิดว่าผู้เขียนสอบผ่านกับการเล่าเรื่องในลักษณะของการบรรยาย หลายครั้งที่อ่านแล้วทำให้มองเห็นภาพสังคมและความเป็นอยู่ในรัฐอิสลามแห่งแรกได้อย่างตรึงใจ รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างของสังคมมุสลิมในอุดมคติซึ่งมีชีวิตชีวา มีความเคลื่อนไหว ไม่รู้ซิ แต่ตัวเองมักจะรู้สึกดี-ดีมาก ถ้าได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าสภาพสังคมมุสลิมในมะดีนะฮฺอย่างเห็นภาพ ทั้งที่มันไม่ใช่สังคมที่เรียบรื่นปราศจากปัญหาหรือสงคราม  ตรงกันข้ามมันเป็นสังคมที่ต้องเผชิญศึกหนักในเกือบทุกๆทาง รัฐอิสลามแห่งแรกแห่งนี้ไม่ได้ก่อกำเนิดขึ้นมาบนความแข็งแกร่งปราศจากคู่ต่อกร แต่ทว่าทุกบททดสอบ ทุกปัญหา และทุกศึกศัตรูนั้น รัฐเล็กๆแห่งนี้สามารถฟันฝ่า ดำรงตัว และทั้งยังแผ่ขยายอำนาจออกไปได้อย่างกว้างขวางในท้ายที่สุด จะเป็นเพราะอะไรไปได้เสียอีกนอกจากเพราะความช่วยเหลือของอัลลออฮฺ  ภาพรัฐอิสลามแห่งมะดีนะฮฺที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอจึงทำให้เรามองเห็นการก่อร่าง การต่อสู้ การดำรงอยู่และดำเนินไปของสังคมมุสลิมที่เป็นต้นฉบับในหัวใจของเรา พร้อมๆกับทำให้เราเห็นข้อพิสูจน์ว่าสังคมใดก็ตามที่นำอิสลามมาเป็นแก่นแกนของการขับเคลื่อนสังคม ทุกปัญหาของสังคมนั้นย่อมแก้ไขได้ด้วยอิสลาม

                กุรอานมีผลต่อชีวิตของชาวมะดีนะฮฺเป็นอย่างมาก กุรอานไม่เพียงแต่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตภายในและภายนอก และการจัดรูปแบบสังคมของพวกเขาอย่างรวดเร็วและมีพลังเท่านั้น  แต่ยังก่อให้เกิดพลังทางด้านศีลธรรมและจิตวิญญาณซึ่งเปลี่ยนแปลงโลกในเวลาต่อมาด้วย (หน้า 73)

 

                ในตอนท้ายของเล่ม ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ตีความความหมายและความสำคัญของการฮิจเราะฮฺนั้น เป็นเนื้อหาส่วนที่น่าสนใจยิ่ง มีการนำเสนอทัศนะเกี่ยวกับดาร( دار: ในบริบทนี้หมายถึงดินแดน,แผ่นดิน)ลักษณะต่างๆ ซึ่งแม้จะเป็นการนำเสนอแบบคร่าวๆ แต่ก็เป็นจุดเริ่มให้คนอ่านไปศึกษาต่อยอดได้ รวมทั้งมีการให้ความหมายของการฮิจเราะฮฺในเชิงการเมืองซึ่งดูเหมือนว่าผู้เขียนจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนั้นยังได้สรุปเครื่องมือที่รัฐอิสลามแห่งแรกใช้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น อันเป็นข้อสรุปที่ผู้หวังจะเห็นการหมุนคืนของประวัติศาสตร์น่าจะสามารถนำไปคิดต่อยอดได้อีกไกล

                สิ่งจำเป็นทั้งสามประการดังที่กล่าวมา นั่นคือ ดินแดน อุดมการณ์ และการมีอำนาจควบคุมทางการเมือง เป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการสร้างประชาคมมุสลิม หากไม่สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ มุสลิมก็ไม่สามารถที่จะเห็นความหวังแห่งความเป็นอยู่ที่ดีได้ (หน้า 115)

 

ที่เห็นว่าบทท้ายนี้น่าสนใจ ก็เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้อ่านประวัติศาสตร์แบบคิดวิเคราะห์  เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผู้เขียนไปเสียหมดทุกประการ สามารถคิดโต้แย้ง หรือมองต่อให้ไกลไปกว่าที่ผู้เขียนมองก็ได้ การนำเสนอประวัติศาสตร์ในลักษณะนี้ เป็นการจุดประกายให้เกิดการค้นคว้าต่อ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบมีชีวิตชีวา ที่สำคัญที่สุดคือสามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตและสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งประการหลังนี้คือคุณูปการสำคัญของการศึกษาอดีตที่หลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ในบ้านเราไปไม่ค่อยถึง และไม่เคยพยายามจะไปให้ถึงด้วยซ้ำ

                ในความพยายามที่เราจะสร้างอารยธรรมมุสลิมขึ้นใหม่ให้เป็นที่พอใจแก่เรา และทำให้ความต้องการที่จะเห็นสังคมที่ยุติธรรมตามแนวทางของพระเจ้า และมีความสำคัญต่อชะตากรรมของมนุษย์เป็นจริงขึ้นมานั้น เราจะต้องคิดถึงความหมายทางด้านการเมืองของการฮิจญ์เราะฮฺ เพราะมันให้ตัวอย่างที่มีชีวิตทางประวัติศาสตร์ของสิ่งที่เป็นไปได้ในท่ามกลางการต่อต้านอย่างรุนแรงที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ที่มีชีวิตและเป็นอุดมคติของสิ่งที่ทั้งมุสลิมและรัฐมุสลิมต้องการ (หน้า117)

 

ข้อด้อยข้อเดียวของหนังสือเล่มนี้ซึ่งส่วนตัวคิดว่าสำคัญมากคือการอ้างอิง  มันช่างประหลาดประหลียิ่งนักที่หนังสือประวัติศาสตร์จะปราศจากเชิงอรรถอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะในแบบท้ายหน้า ท้ายบท หรือท้ายเล่ม ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษจะมีเชิงอรรถอยู่บ้างหรือเปล่า ซึ่งถ้าไม่มีตั้งแต่ต้นฉบับ ก็แน่นอนว่าความผิดพลาดประการนี้คงพ้นไปจากผู้แปล  แต่ถึงอย่างนั้น…โดยส่วนตัวแล้วก็ยังอยากให้เราให้ความสำคัญกับการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์กันมากขึ้น แม้แต่หนังสือเรื่องเล่าประวัติศาสตร์สำหรับเด็ก ถ้าเป็นไปได้ ก็ยังอยากให้มีการใส่ชื่อหนังสือหรือแหล่งข้อมูลที่มาของแต่ละเรื่องแต่ละราวไว้สักหน่อย แม้เพียงหยาบๆก็ยังดี เพราะการมีแหล่งอ้างอิงกับไม่มีคือการทำให้สถานะของเนื้อหาที่ถูกนำเสนอผิดกันไกล ทำให้เรื่องที่ควรจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ กลับเป็นได้แค่เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งคุณค่าทางวิชาการของมันต่างกันลิบเลย

 

แถมอีกนิด อันนี้เป็นข้อเสนอของคนสอดรู้ เอ้ย!ใฝ่รู้น่ะค่ะ มิใช่ข้อตำหนิ คือถ้าเป็นไปได้ ผู้ที่ทำหนังสือแปลทั้งหลายน่าจะใส่ประวัติของผู้เขียนต้นฉบับหนังสือเล่มนั้นๆไว้สักหน่อย แม้สั้นๆแบบพอให้รู้ว่าเป็นใคร อยู่ประเทศอะไร ศึกษามาทางด้านไหน และกำลังทำอะไรอยู่ แค่นี้ก็ยังดี เพราะแฟ้มประวัติสั้นๆของผู้เขียนจะทำให้ผู้อ่านพอประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และนำไปค้นคว้าต่อยอดได้ และคงจะวิเศษที่สุดถ้ามีการนำเสนอประวัติแบบเจาะลึกเหมือนอย่างที่เราเคยเห็นการนำเสนอประวัติของซัยยิด กุฏบฺ ในงานแปลหนังสือของท่านสมัยเมื่อสักยี่สิบ-สามสิบปีที่แล้ว ซึ่งกลายเป็นว่าส่วนประวัตินั้นก็ให้อะไรมากมายแก่ผู้อ่าน คือเข้าใจว่าหนังสือศาสนาที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยส่วนมากนี่ ผู้เขียนต้นฉบับจริง(ไม่ว่าภาษาอาหรับหรืออังกฤษ)น่าจะเป็นคนที่มีอะไรน่าสนใจอยู่พอให้ผู้ศึกษาประวัติได้รับอะไรกลับไปบ้าง ฉะนั้นการนำเสนอประวัติผู้เขียนแต่ละคนก็น่าจะมีประโยชน์มากโขอยู่ แถมหลายครั้งยังทำให้เราอ่านหนังสือได้อรรถรสมากขึ้น และเข้าใจเนื้อหาต่างๆที่ถูกนำเสนอในหนังสือได้อย่างครอบคลุมบริบทชีวิตของผู้เขียนมากขึ้นด้วย (การอ่านงานของนักเคลื่อนไหวอย่างฮะซัน อัล-บันนา, ซัยยิด กุฎบฺ หรือแม้แต่อุละมาอฺคนสำคัญในอดีตอย่างอิบนุตัยมียะฮฺ ระหว่างคนอ่านที่ทราบประวัติของท่านเหล่านี้ กับคนอ่านที่ไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับผู้เขียน เชื่อว่าคงจะได้อะไรกลับไปต่างกันพอควร)

 

สำหรับหนังสือเรื่อง ฮิจเราะฮฺฯนี้  ข้าพเจ้าต้องสนทนากับกุ๊กกู๋หรือชื่อจริงว่ากูเกิ้ลเป็นภาษาอังกฤษและอาหรับ(ซึ่งทักษะส่วนตัวอยู่ในระดับสเนคๆฟิชๆ และซัวอฺบานๆสมักๆตามลำดับ)อยู่นานสองนาน จึงได้ทราบว่าซะกะรียา บะชีร ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นอุละมาอฺชาวซูดาน ศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยคุรฏูม ทั้งยังเคยผ่านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษและสหรัฐฯมาแล้ว เมื่อจบมาก็ได้เข้าสอนหนังสือที่มหาลัยคุรฏูม และเคยไปเป็นผู้ช่วยดูแลงานทางด้านการวิจัยในมหาวิทยาลัยคิงอับดุลอซีซที่ญิดดะฮฺด้วย  ปัจจุบันสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยอัล-อัยนฺในสหรัฐอาหรับเอมิเรต  งานเขียนของผู้เขียนท่านนี้ส่วนมากจะเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ซึ่งมีทั้งที่เขียนต้นฉบับเป็นภาษาอาหรับและอังกฤษ  เท่าที่นึกออก หนังสือของท่านอีกเล่มหนึ่งในท้องตลาดบ้านเราก็คือ ตะวันขึ้นที่มะดีนะฮฺ ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “Sunshine at Madinah”  (รู้สึกว่าจะเคยอ่านจากห้องสมุดโรงเรียนเมื่อนานแสนนานมาแล้ว ไม่มีติดมืออยู่ตอนนี้ เลยจำความดีเด่นของหนังสือเล่มดังกล่าวมารีวิวพอสังเขปไม่ได้ จำได้แต่ว่าชอบชื่อหนังสือฉบับแปลมาก มันเป็นชื่อหนังสือที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นทั้งยังให้ภาพทางประวัติศาสตร์ได้ในเวลาเดียวกันด้วย)

 

โดยรวมแล้ว หนังสือฮิจเราะฮฺ : จากมักก๊ะฮฺสู่มะดีนะฮฺ เส้นทางสู่รัฐอิสลาม นับเป็นหนังสือเชิงประวัติศาสตร์อีกเล่มในตลาดหนังสือมุสลิมที่น่าสนใจ ทั้งด้วยเนื้อหาที่เป็นแกนหลักของหนังสือ กลวิธีการนำเสนอ และความพยายามที่จะนำเรื่องราวในอดีตมาเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ความบกพร่องด้านการอ้างอิงอาจทำให้ประโยชน์ในการนำไปใช้เชิงวิชาการค่อนข้างจำกัด แต่ในแง่ของการหาความรู้ส่วนตัวนั้นคิดว่าหนังสือเล่มนี้ยังมีคุณอนันต์อยู่มาก  มันไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์ที่วิชาการจ๋าจนคนหน่ายประวัติศาสตร์อ่านไม่เข้าใจ ตรงข้าม มันเป็นหนังสือที่ค่อนข้างอ่านง่าย และนำไปคิดต่อยอดได้อีกไกล โดยเฉพาะสำหรับคนที่หวังจะเห็นการกลับมาของบางสิ่งบางอย่างที่การฮิจเราะฮฺของท่านนบีและมวลมุสลิมเคยนำไปสู่

 

แสงสางแห่งทางรอด

 

ชื่อหนังสือ : นี่คือทางรอดของเรา

ผู้เขียน : มัจญดียฺ อัล-ฮิลาลียฺ

ผู้แปล :  อนัส แสงอารี

พิมพ์ครั้งที่2, 2547 / ส่องทางธรรม / 111หน้า / 65 บาท

 

                ระหว่างการเดินทางจากครรภ์มารดาไปยังหลุมฝังศพ มีเรื่องราวมากมายเหลือเกินที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา มีสถานที่มากมายให้เลือกพัก มีเส้นทางมากมายให้เลือกเดิน หลายครั้งความสับสนจึงเป็นสิ่งที่มาเยี่ยมเยียนการเดินทางของเราอย่างช่วยไม่ได้ มุสลิมโชคดีกว่าใครที่มองเห็นทางเดินที่ควรเลือกแล้วอย่างชัดเจน ทว่าด้วยความเยอะแยะตาแป๊ะของแนวคิดต่างๆ หลายครั้งคนที่เลือกแล้วว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลามก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงความสับสนที่เกิดขึ้นภายในเส้นทางที่เลือกแล้วนั้นได้ โดยมากแล้วความสับสนที่ว่านี้มักจะเกี่ยวข้องกับวิธีการและขั้นตอนการทำงาน รวมถึงปัญหาต่างๆที่ทยอยเดินทางเข้ามาทักทายนักทำงานทั้งที่เป็นปัญหาส่วนตัวและส่วนรวม  ความสับสนที่เกิดขึ้นนี้เป็นคนระดับกับความสับสนของบุคคลทั่วไปที่ยังไม่แม้แต่จะรู้ว่าอะไรคือแนวทางที่ถูกต้องที่ชีวิตควรจะเลื่อมใสศรัทธา ความสับสนของคนที่คิดได้แล้ว(ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลาม)เช่นนี้ รวมถึงคนที่ไม่ได้สับสนแต่ต้องการเพิ่มความมั่นคงให้แก่ส้นเท้าของตนเองในการก้าวเดินไปบนเส้นทางนี้ คือโจทย์ที่เราสามารถหาคำตอบได้ในหนังสือที่ชื่อว่า“นี่คือทางรอดของเรา”

“นี่คือทางรอดของเรา” แปลมาจากหนังสือภาษาอาหรับชื่อ เฏากุนนะญาต (طوقالنجاة)  ของ ด.ร.มัจญดียฺ อัล-ฮิลาลียฺ นายแพทย์ นักเขียน และดาอียฺชาวอียิปต์  ความรู้งูๆปลาๆเกี่ยวกับภาษาอาหรับสลอนหน้าบอกมาว่าชื่อหนังสือต้นฉบับในภาษาอาหรับนั้นน่าจะหมายความถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิตทางน้ำ ประเภทชูชีพ ห่วงยางกู้ภัย หรืออะไรเทือกๆนั้น ภาพหน้าปกของเวอร์ชั่นภาษาอาหรับจึงอาจทำให้ใครๆนึกไปถึงงานอีกชิ้นหนึ่งของผู้เขียนคนเดียวกัน ที่มีพี่น้องนำมาแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “สารจากคนจมน้ำ” (ริซาละฮฺมินเฆาะรีก :رسالة من غريق) ซึ่งก็เป็นอีกเล่ม1ที่น่าหามาอ่าน เพราะให้อาหารแก่อีมานของเราได้อย่างเด็ดดวงเช่นเดียวกับ“นี่คือทางรอดของเรา” เล่มที่กำลังกล่าวถึง

 

 เป้าหมายของ“นี่คือทางรอดของเรา” คือการนำเสนอเส้นทางที่จะนำความรอดมาสู่ผู้ศรัทธา และประชาคมแห่งศรัทธา รวมทั้งรายละเอียดของเส้นทางที่ว่านั้น

 

หนังสือวางลำดับขั้นตอนการนำเสนอเนื้อหาอย่างค่อนข้างเป็นระบบ ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและปะติดปะต่อข้อมูล โดยขมวดปมทั้งหมดไว้ในบทนำชื่อ “เส้นทาง” ซึ่งให้รายละเอียดว่าทางรอดที่จะนำพาผู้ศรัทธาไปสู่เส้นชัยได้นั้นรวมอยู่ในประโยคสั้นๆประโยคเดียว แต่กินความหมายยืดยาวเท่าทั้งชีวิตของเรา ว่า

أَصْلِحْ نَفْسَكَ ، وَادْعُ غَيْرَكَ

จงปฏิรูปตัวท่านเอง และจงเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่น

(หน้า18)

 

                 แล้วจากนั้นก็เริ่มแจกแจงรายละเอียดต่างๆของ การปฏิรูปตัวเองและ การเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่อิสลามอันเป็น 2 ภารกิจหลักที่ต้องดำเนินควบคู่กันไปตลอดชีวิตของผู้ศรัทธา การละเลยภารกิจด้านใดด้านหนึ่งไปย่อมส่งผลเสียทั้งต่อตัวนักทำงานเองและประชาคม เราจึงได้เห็นนักทำงานเพื่ออิสลามจำนวนหนึ่งที่เจิดแจ่มแหล่มเลิศเสียเหลือเกินในการดะอฺวะฮฺผู้อื่น แต่กับการขัดเกลาจิตใจ การเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตัวเอง เขากลับละเลย จนกระทั่งหลายคนต้องประหลาดใจกับพฤติกรรมส่วนตัวบางอย่างที่สวนทางกับสิ่งที่เขาดะอฺวะฮฺอย่างสิ้นดี ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็มุ่งมั่นอยู่กับการตัรบียะฮฺจนไม่ให้น้ำหนักกับการดะอฺวะฮฺเลย  หลายคนกล่าวว่าเขายังไม่สามารถนะซีฮะฮฺใครได้จนกว่าตัวเองจะดีพอ ซึ่งความคิดเช่นนี้จะทำให้เขาไม่มีโอกาสได้นะซีฮะฮฺหรือดะอฺวะฮฺใครเลยตลอดชีวิต เพราะแม้กระทั่งสิ้นลม ผู้ศรัทธาที่แท้จริงก็ไม่มีวันจะวางใจจนกล่าวได้ว่า ฉันดีพอแล้ว

                เมื่อคุณยืนขึ้นทำหน้าที่ในการเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่อิสลาม แต่กลับลืมตัวเอง คุณก็จะต้องถูกสอบสวนถึงความบกพร่องของตัวคุณต่อตัวคุณเอง และหากคุณทำหน้าที่ในการปฏิรูปตัวคุณเอง แต่กลับเพิกเฉยต่อการเรียกร้องเชิญชวนผู้อื่นสู่อัลลอฮฺ คุณก็จะต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับทุกๆแผ่นดินของมุสลิมที่ถูกปล้นไป และเลือดของมุสลิมทุกๆหยดที่ไหล และ…………… และ…………..(หน้า 52)

 

                หลังจากให้รายละเอียดและข้อพึงสังวรเกี่ยวกับภารกิจทั้งสองแล้ว ผู้เขียนก็ได้แนะนำผู้อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบททดสอบต่างๆที่ต้องพบเจอบนเส้นทางนี้ ข้อพึงระวัง และคำแนะนำที่น่าจะยังประโยชน์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำสั่งเสียบนเส้นทาง และบอกลาด้วยการรวบรวมดุอาอฺที่จะเป็นประโยชน์ต่อการก้าวเดินบนเส้นทางนี้

                “เส้นทางนี้ยาวไกลนัก ชัยชนะที่จะได้มานั้นยากยิ่ง พวกเราจะต้องยึดนโยบายสูดลมหายใจเข้าลึกๆและมีขันติธรรม เพราะแท้จริงเวลาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาและการเยียวยา”(หน้า90)

 

                ในภาพรวม หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จในการส่งสารเข้าไปยังหัวใจของผู้อ่าน ทั้งด้วยเนื้อหาที่กระชับแต่ครบถ้วนประเด็นหลัก และการใช้ภาษาที่สละสลวยสะเทือนใจ ให้อารมณ์ทั้งหนักแน่นเมื่อผู้เขียนนำเราไปสู่รายละเอียดของภารกิจที่ต้องทำ และทั้งอ่อนไหวจนอาจถึงขั้นเสียน้ำตาเมื่อผู้เขียนนำเราไปสู่คำถามเกี่ยวกับชีวิต หัวใจ และหน้าที่ที่เราได้ละเลย

ข้อติดขัดนิดหน่อยของหนังสือเล่มนี้ (คิดว่าในทุกบทวิจารณ์ควรมี มันจะเป็นประโยชน์แก่คนทำหนังสือยิ่งกว่าคำชมด้วยซ้ำ) คือรูปแบบตัวอักษรที่บางหน้าหมึกจะเยิ้มๆ เส้นไม่คม และองค์ประกอบอื่นๆของหน้ากระดาษที่ระบุไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไร แต่เมื่อรวมๆกันแล้วมันทำให้ดูคล้ายหนังสือซีร็อก ก็อาจเป็นเฉพาะเล่มด้วย อันนี้ไม่แน่ใจ แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะไม่ได้มีผลต่อประสิทธิภาพการอ่าน เพียงแต่ทำให้ดูขัดๆตาไปบ้าง อีกอย่างคือการอ้างอิงซึ่งแม้จะทำได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหนังสือศาสนาอีกหลายๆเล่มในท้องตลาด แต่บางจุดก็ละเว้นการระบุไป แม้จะเป็นเพียงคำพูดของซอฮาบะฮฺหรือสลัฟ แต่ด้วยภาพลักษณ์ของหนังสือที่ดูค่อนข้างจะเป็นหนังสือวิชาการศาสนามากกว่าหนังสือบทความเสริมอีมานทั่วๆไป(ซึ่งส่วนตัวจะไม่ติดใจเท่าหนังสือวิชาการ ถ้าบกพร่องเรื่องการอ้างอิงไปบ้าง)เลยคิดว่าถ้ามีการระบุให้ครบถ้วนกว่านี้น่าจะทำให้เนื้อหามีน้ำหนักมากขึ้น

 

สุดท้ายแล้วบนเส้นทางนี้….เส้นทางแห่งความรอด ก็ยังคงมีขวากหนามมากมายรอให้เราถูกตำก่อนจะผ่านพ้น มีบาดแผลมากมายรอให้เรากลัดหนองก่อนจะเยียวยา  ทว่าเมื่อเลือกแล้วที่จะเดินบนหนทางเส้นนี้จะกี่ขวากหนามหรือกี่บาดแผล เราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ด้วยความอดทน แน่วแน่ และเชื่อมั่น

                ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสับสนอยู่บนเส้นทางแห่งความรอด หรือเป็นคนหนึ่งที่ก้าวย่างบนเส้นทางนี้กำลังคลอนแคลนไม่มั่นคง หรือเป็นคนหนึ่งที่ต้องการน้ำเลี้ยงให้แก่หัวใจที่ชืดชาอับเฉา  “นี่คือทางรอดของเรา”น่าจะช่วยคุณได้ อินชาอัลลออฺ

กระดาษแผ่นที่ 4

…1…

เช่นเดียวกับสองแผ่นก่อนหน้านี้  กระดาษที่อยู่ตรงหน้าฉันมันเต็มไปด้วยรอยขีดเขี่ยจากไส้ดินสอสีดำสนิทจนไม่อาจเพิ่มเติมเนื้อหาใดใดลงไปได้อีก  เป็นเส้นสายยุ่งเหยิงที่ไม่อาจดูออกว่าเป็นหรือพยายามจะเป็นรูปอะไร  ถ้าคนตวัดปลายดินสอนั้นเป็นศิลปินชื่อก้อง ใครๆคงจะเรียกมันได้ว่างานศิลปะ ซึ่งหมายถึงราคาสำหรับค่ากระดาษและไส้ดินสอนั้นจะสูงเท่ากับค่าอาหารทั้งปีของค่ายผู้ลี้ภัยในอูกานดา  โชคไม่ดีที่ฉันไม่ใช่ศิลปิน สิ่งที่ออกมาจึงเป็นได้เพียงศิลเปรอะที่หากนำไปชั่งขายรวมกับกระดาษหนังสือพิมพ์อีกกองโตๆ ก็คงจะพอซื้อลูกกวาดมาอมแก้เซ็งได้สักสองเม็ด

ตาอัล-กอร์จะต้องมองค้อนแน่ที่ฉันเผาผลาญทรัพยากรกระดาษหมดไปถึงสามแผ่นเพียงเพื่อจะเขียนอะไรบางอย่างให้เป็นกำลังใจแก่พี่น้องบางคนที่กำลังเผชิญบททดสอบสาหัส ร้ายก็ตรงที่มันดันลงเอยด้วยการที่ไม่มีอะไรงอกเงยออกมาจากทรัพยากรโลกสามแผ่นนั้นแม้เพียงตัวอักษรสักตัว ทว่าด้วยพันธะแห่งความเป็นพี่น้อง กระดาษแผ่นที่สี่จึงถูกนำออกมาโดยไม่สนสายตาของอัล-กอร์

บางที…มันอาจต้องเริ่มตั้งแต่ตรงนี้…ตรงที่ๆฉันเคยประสบความสาหัสนั้นมาก่อน นั่นมันก็ผ่านมาได้สองปีเต็มแล้ว…

……………………………………………………………………………………………..

…2…

มันเป็นวัน๑ของหน้าหนาว  อากาศเย็นเสียดผิว

จากกระจกใสแจ๋วที่ฉันยืนหลบภัยอยู่ เมื่อมองลงไปจะเห็นหัวสัตว์ชนิดหนึ่งที่ราวบันไดด้านล่าง  ใครๆเรียกมันว่า พญานาคคนแถวนี้จะต้องมาถ่ายรูปคู่กับเจ้าหัวนี่เมื่อสำเร็จการศึกษา เขาเชื่อกันว่าใครที่ถ่ายรูปคู่กับหัวบันไดพญานาคนี้ขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ จะมีเหตุให้เรียนไม่จบ  ฉันจึงระมัดระวังตัวเสมอไม่ให้ไปมีรูปคู่กับเจว็ดนี้ได้   ไม่ใช่เพราะกลัวจะเรียนไม่จบ  ข้อนั้นมันไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งสิ้นสำหรับฉัน  แต่เพราะเห็นอนาคตตัวเองอยู่รำไรตั้งแต่ตอนนั้น  กลัวว่าจะถูกเอาไปเป็นตัวอย่างประกอบความเชื่ออันเลอะเทอะนั้นได้ ทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยน่ะซิ

ข้อดีข้อเดียวของตึกซึ่งเหมือนฉากหลังในละครจักร์ๆวงษ์ๆช่วงเช้าในทีวีนี้คือมันมีหนังสือมากกว่าคนในอัตราส่วนสัก ๑,๐๐๐ : ๑ เห็นจะได้  ที่สำคัญคือมีหลากหลายมุมให้เลือกซ่อนเร้นตัวได้ท่ามกลางดงหนังสือโดยปราศจากคนรบกวน และถึงแม้จะไปอยู่ในหมู่มวลหนังสือนานาหมวด ฉันก็จะมีหนังสือติดมือตัวเองเข้าไป  เพียงมาใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักหลบภัยในท่ามกลางสมรภูมิที่ไม่มีใครมองเห็นความรุนแรงของการศึกได้ชัดเท่าฉัน คิดว่าความรู้สึกตอนนั้นมันเต็มเปี่ยมพอจะแบ่งปันประสบการณ์ความสาหัสให้คนที่กำลังย่ำแย่แท้ท้อได้อยู่หรอก  แต่เนื่องจากมันเต็มท้นจนล้นเอ่อเกินจะอธิบายเป็นตัวอักษร  แถมเรื่องของฉันก็ไม่ได้น่าสนใจอะไร เป็นแค่ความทุกข์บ้าๆที่เกือบจะไร้สาระของคนๆ๑  ฉะนั้นมาฟังเรื่องเล่าของคนในหนังสือที่ฉันกำลังอ่าน ณ ขนะนั้นดีกว่า เจ๋งกว่ากันตั้งเยอะ

……………………………………………………………………………………………..

…3…

เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ใช้ชีวิตกว่าครึ่งของตัวเองหมดไปในเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วช้าสารพัด

ในวันหนึ่งของความเงียบ เขาได้รับคำประกาศแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ที่สำคัญเหลือเกิน นั่นคือหน้าที่ในการเรียกร้องผู้คนแห่งความชั่วช้าให้ไปสู่การเป็นผู้คนแห่งความดีงาม  ไม่ใช่แค่เฉพาะในเมืองที่เขาอยู่อาศัย หากเป็นโลกนี้ทั้งใบ  เขา : เด็กกำพร้าที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องออกไปประกาศว่าสิ่งที่คนในเมืองนั้นกำลังเคารพภักดีเป็นสิ่งผิดบาป  เขาแทบไม่มีปัจจัยอะไรเลยในขณะที่ไปประกาศตัวยืนอยู่ตรงข้ามกับคนที่มีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจ มีพวกพ้อง และมีทุกๆปัจจัยแห่งโลกนี้มากกว่าเขา เขาไม่มีอะไรสำหรับการเผชิญหน้ากับบททดสอบที่หนักหนาที่สุดเช่นนี้นอกไปจากพระเจ้าของเขา และมันกลายเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เขาผ่านความหนักหนานั้นมาได้อย่างสง่างามที่สุด

คงทราบแล้วว่าฉันกำลังเล่าถึงใคร ใช่ ศาสนทูตท่านสุดท้ายของเรา จริงๆแล้วชีวิตของท่านคือแบบเรียนที่เพียงพอเหลือเกินสำหรับหัวใจที่กำลังเผชิญบททดสอบและต้องการกำลัง

ไม่ใช่เรื่องแปลกแน่นอนที่เราผู้กำลังเผชิญบททดสอบใดใดของชีวิตอยู่จะรู้สึกต้องการกำลังใจ  เพราะแม้แต่ท่านร่อซูลุลลอฮฺก็ได้รับการปลอบประโลมใจจากผู้อภิบาลผ่านเรื่องราวของบรรดาศาสนทูตก่อนหน้า ซึ่งล้วนต้องเผชิญบททดสอบหนักหนามาอย่างโชกโชนทั้งสิ้น เรื่องราวเหล่านั้นถูกจารจารึกไว้ในคัมภีร์ที่ท่านนำมาประกาศและยังคงเป็นบทเรียนให้ทุกหัวใจได้ดื่มด่ำหากำลังใจตราบจนทุกวันนี้

รอบตัวของท่านร่อซูลุลลอฮฺที่รายล้อมไปด้วยบรรดาผู้มีเกียรติของประชาชาตินี้ ก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานแห่งบททดสอบที่เขาและเธอเหล่านั้นได้ผ่านพ้นฝ่าฟันกันมา ชนิดที่บททดสอบของเรากลายเป็นเรื่องกระจิ๋วหลิวไปเลย

ลองนึกถึงการถูกทรมานของท่านบิลาล และท่านค๊อบบ๊าบ

ลองนึกถึงความสาหัสของหัวใจท่านหญิงอาอิชะฮฺขณะถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยเรื่องที่เลวร้ายที่สุดสำหรับสตรีผู้รักษาเนื้อรักษาตัว

ลองนึกถึงความรู้สึกของท่านอลีขณะที่ท่านต้องเผชิญหน้ากับฟิตนะฮฺแห่งความแตกแยกในหมู่มุสลิม

บททดสอบของพวกท่านย่อมจะทำให้ขนาดของบททดสอบที่เรากำลังเผชิญอยู่แลดูเล็กลง ฉันพบความจริงข้อนี้ในช่วงเวลานั้น…ช่วงเวลาที่ฉันกำลังเผชิญความสาหัสอยู่อย่างไม่สามารถจะอธิบายให้ใครเข้าใจความรู้สึกได้  มันเป็นความสาหัสที่ลดความหนักหนาลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อเปรียบกับขนาดอันมหึมาของบททดสอบที่เหล่าบรรพชนได้เผชิญไปก่อน และฉันก็รู้ดีว่าแม้ในยุคสมัยเดียวกันกับเรา คนที่กำลังตามรอยของพวกท่านเหล่านั้นไปอย่างกระชั้น ก็กำลังเผชิญหน้ากับบทสอบที่หนักหนายิ่งกว่าฉันไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ความรู้อันนั้นฉันได้มาจากหลายๆแหล่งข้อมูลที่เคยผ่านตา มีหลายเรื่องราวทีเดียวของคนเหล่านั้นที่น่าจะให้อะไรดีๆแก่หัวใจที่เหนื่อย ล้าได้ และมันน่าสนใจกว่าเรื่องของฉันเองอีกนั่นแหละ

……………………………………………………………………………………………..

…4…

หมู่บ้านของเขาตั้งอยู่ในดินแดนหนาวเหน็บ มันถูกปิดคลุมด้วยหมอกควันแห่งสงครามที่แม้แต่พี่น้องร่วมเรือนร่างของเขาก็ยังมีน้อยคนนักที่ใส่ใจติดตามความเคลื่อนไหว หรือแม้เพียงใส่ที่อยู่ของเขาไว้ในดุอาอฺ

เขาเป็นชายหนุ่มที่มีน้องสาววัย 15 ปีอยู่ร่วมชายคา วันดีคืนดีทหารผู้ปฏิเสธซึ่งเมามายได้บุกเข้าค้นบ้านเขา เจตนาย่ำยีน้องสาวของเขาต่อหน้าพี่ชาย  คงไม่มีศักดิ์ศรีหลงเหลืออีกแล้วสำหรับลูกผู้ชายคน๑ ถ้าไม่ขัดขืนต่อสู้อย่างสุดความสามารถ และการต่อต้านนั้นก็นำมาซึ่งเสียงปืนหลายนัดจากปลายกระบอกปืนของผู้บุกรุก อันหมายถึงจุดจบของน้องสาวเขาด้วย กระนั้นก็ดี แม้แต่ศพของเธอก็ไม่ได้รอดพ้นจากการถูกกระทำเลวทรามโดยทหารต่ำช้าเหล่านั้น

ฉันตัดคอลั่มที่บอกเล่าเรื่องราวของชายผู้นี้(รวมถึงอีกหลายเหตุการณ์น่าสลดในดินแดนของเขาที่ฉันเองยังใจไม่แข็งพอจะเล่า)ออกมาจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน โทษฐานที่มันสั่นสะเทือนความรู้สึกฉันอย่างรุนแรง กระดาษที่ตัดเก็บไว้นั้นเหลืองกรอบตามอายุขัย แต่ประสิทธิผลของมันยังคงสดใหม่ทุกครั้งที่อ่าน มันทำให้บททดสอบในช่วงหนักหนาของฉันแลดูเบาหวิว และตระหนักว่ามันคงน่าอายนักหากยืนยันจะบ่นบ้าไม่หยุดหย่อนกับสิ่งที่ตัวเองประสบ

เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าแห่งบททดสอบ๑จากบรรดาบททดสอบเป็นแสนเป็นล้านของพี่น้องร่วมยุคสมัยของเรา  มันซุกตัวอยู่ในซอกมุมของแผ่นดิน ที่เลือกเรื่องนี้ขึ้นมาจากอีกหมื่นอีกแสนเรื่อง ก็เพราะมีแหล่งที่มาที่อ้างอิงได้และค่อนข้างเป็นสากล [บทความตัวจริงตีพิมพ์เมื่อห้าปีก่อน อ่านเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ตคลิกที่นี่ และต้องขอแจ้งให้ทราบด้วยว่าบรรดามุญาฮิดีนแห่งเชชเนียได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ปิดล้อมโรงเรียนในรัสเซียอันเป็นที่มาของบทความดังกล่าว]

ลองเอาบททดสอบที่เรากำลังวิตกกังวลจะเป็นจะตายในวันนี้มาวัดขนาดกับบททดสอบที่พี่น้องของเรากำลังเผชิญดูเถิด เราหลายคนอาจพบว่า…เรามีเรี่ยวแรงมากขึ้นที่จะต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและฝ่าฟันให้ผ่านพ้น

แล้วฉันก็ผ่านวันร้ายๆในฤดูหนาวนั้นมาได้  แถมแลบลิ้นให้หัวเจว็ดที่บันไดตึกเสีย๑ทีด้วย

……………………………………………………………………………………………..

…1…

ต่างไปจากสามแผ่นก่อนหน้านี้  กระดาษที่อยู่ตรงหน้าฉันมันว่างเปล่าปราศจากร่องรอยการขีดเขียนแม้สักจุด ทั้งๆที่ความคิดได้โลดแล่นไปหลายเรื่อง ไม่ใช่เพราะเกรงใจสายตาของอัล-กอร์หรอก แต่เพราะนึกขึ้นได้แล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้จึงไม่สามารถเขียนถ้อยคำปลุกปลอบใจให้พี่น้องบางคนได้ คงเป็นเพราะฉันกังวลมากเกินไปกับการพูดอะไรซ้ำๆ ด้วยเชื่อว่าพี่น้องคงทราบดีอยู่แล้ว แม้แต่เนื้อหาของเรื่องที่คิดอยู่ ซึ่งว่าด้วย การมองบททดสอบของคนที่โดนหนักกว่าเรา เพื่อผ่อนเพลาบททดสอบของเราให้ดูเล็กลงฉันก็คิดว่าได้พูดไปหลายรอบแล้ว และทุกคนก็คงจะเคยมองมุมนี้แล้ว

ทว่าที่จริง การย้ำเตือนกันในเรื่องเดิมๆไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือชวนหน่ายเนือย เพราะแม้แต่อัล-กุรอานก็ยังเล่าเรื่องของร่อซูลบางท่านซ้ำไป-มาอยู่หลายรอบ กระทั่งคำกำชับในเรื่องของ ความอดทน ก็ยังปรากฏอยู่ในอัลกุรอานหลายสิบครั้ง  ก็เพราะตลอดชีวิตของศาสนทูตท่านสุดท้ายอันเป็นระยะเวลาที่อัล-กุรอานถูกทยอยลงมา ทั้งตัวท่านร่อซูลเองและประชาคมมุสลิมขณะนั้นต่างต้องเผชิญบททดสอบระลอกแล้วระลอกเล่าเกือบตลอดเส้นทาง  ถ้อยคำที่เปี่ยมความหมายจึงยังคงรสชาติลึกล้ำเสมอในขณะที่หัวใจกำลังถูกบททดสอบซัดกระหน่ำ แม้จะเป็นคำที่เคยฟังเคยผ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม

กระดาษแผ่นที่สี่ของวันนี้ยังคงว่างเปล่า และมันก็คงจะว่างเปล่าเช่นนี้ตลอดไป  เพื่อส่งสารซ้ำๆเดิมๆไปยังพี่น้องของฉันซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบหนักหนาว่า…สุดท้ายแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดจะช่วยให้เราผ่านพ้นบททดสอบต่างๆไปได้เลย แม้เป็นเรื่องเล็กกระจิ๊ดหรือใหญ่กระจาย  ไม่แม้แต่จะสามารถมอบกำลังใดใดให้แก่หัวใจของเราได้ เว้นแต่ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นจงมอบหมายเฉพาะต่อพระองค์ แล้วพระองค์ก็จะเป็นที่พอเพียงแก่เรา

กระดาษแผ่นที่สี่นี้จึงไม่จำเป็นสำหรับใครอีก แต่ความว่างเปล่าของมันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยในฐานะพี่น้องมุสลิม  และหากจะมีประโยคซ้ำซากใดที่ใครสักคนยังสามารถทนฟังได้อีก ฉันก็ขอพูดขณะเก็บกระดาษว่างเปล่าที่เปี่ยมเต็มแผ่นนี้เข้าที่ว่า :

…“อดทนเถอะ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป!”

ตัวตนของเรากับความเป็นพี่น้อง

            จะชอบใจหรือไม่ ก็คงต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ชีวิตของเรามันดำรงอยู่บนปัจจัยที่ซับซ้อนเกินอธิบาย  วิถีชีวิตของเรา สภาพแวดล้อมที่รายรอบตัว และรายละเอียดต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นเราและชีวิตประจำวันของเรามันเป็นเรื่องที่มีมิติเยอะแยะมากมายจนบางครั้งแม้แต่เราเองก็เข้าใจมันได้ไม่หมดทุกซอกมุม ที่ต้องใช้คำว่า ทุกวันนี้เพราะกำลังเปรียบเทียบเงื่อนไขของชีวิตเรากับคนรุ่นก่อนๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันมีความแตกต่าง ถึงแม้เราจะมุ่งหน้าไปสู่การพยายามทำให้คล้ายคลึงที่สุด แต่บางความแตกต่างนั้นเรากำจัดไม่ได้ และมันไม่ใช่ความผิด อาทิเช่นความเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุและเทคโนโลยี ซึ่งแม้จะเป็นของนอกกาย แต่แน่นอนว่ามันมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเราด้วย บรรพชนของเราอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆเป็นปีๆกับการสืบหาที่มาของหะดีษสักบท แต่ทุกวันนี้อาจใช้เพียงเสี้ยววินาทีจากการคลิกเมาส์  แน่นอนว่าวิถีชีวิตของผู้ศึกษาหะดีษทั้งสองยุคนั้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน

 

คงไม่เป็นการพูดเกินจริง ถ้าจะบอกว่าความแตกต่างที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ชีวิตของคนยุคเรามีความซับซ้อนมากขึ้น  เรามีหลายซอก หลายมุมในชีวิตประจำวันที่ตื้นลึกต่างกัน  เรามีมุมเล็กๆในชั้นเรียนและในที่ทำงานที่ทุกคนรอบตัวเป็นคนต่างศาสนิก และไม่มีใครในแวดวงการทำงานอิสลามของเราร่วมรับรู้ในสิ่งที่เราพูดและแสดงออกในสังคมเล็กๆนั้น เรามีช่วงเวลาเล็กน้อยขณะเดินทางคนเดียวบนพาหนะสาธารณะที่แวดล้อมไปด้วยคนที่เราไม่รู้จัก เรามีครอบครัวและปัญหาภายในที่บางทีแม้แต่คนในญะมาอะฮฺเดียวกันก็ไม่ทราบทั้งที่มันเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่โต เราหลายคนมีห้องส่วนตัวที่เป็นเหมือนโลกส่วนตัว  อีกหลายคนมีโลกเล็กๆอีกใบในอินเตอร์เน็ต หลายซอกมุมในโลกเสมือนใบนั้น เราได้ไปมีส่วนร่วมโดยที่ไม่มีคนรอบตัวจากชีวิตจริงร่วมรับรู้  มันเป็นความซับซ้อนของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ที่น่าจะกล่าวได้ว่าคนในยุคก่อนของเราไม่ได้สัมผัส หรือถ้าได้สัมผัสก็ไม่น่าจะมากมิติเท่านี้  และไม่ว่าชอบใจหรือไม่ อยากจะพยายามปลดบางกิจวัตรของวันออกไปแค่ไหน ในขณะนี้ ณ เวลานี้ เราก็ยังต้องอยู่กับมันอยู่ดี  และช่วยไม่ได้เลยที่ความซับซ้อนนี้จะมีส่วนอย่างเลี่ยงไม่ได้ในการหลอมตัวตนของเราขึ้นมา เป็นตัวตนที่มีหลายมิติ หลากแง่มุม และยากมากที่ใครคนอื่นจะเข้าใจได้อย่างถี่ถ้วนทุกมิติและทุกมุม  คนในครอบครัวเราอาจรู้จักเราในมุมหนึ่ง เพื่อนมุสลิมรู้จักอีกมุมหนึ่ง คนรู้จักต่างศาสนิกอีกมุมหนึ่ง  เจ้านาย อาจารย์ เพื่อนร่วมเว็บบอร์ด คนบนรถประจำทางก็ต่างมองเห็น ต่างรู้จักเราในอีกมุมหนึ่งต่างๆกันไป แทบจะไม่มีใครรู้จักเราในทุกมุมทุกมิติ  บางครั้ง…ก็รวมถึงตัวเราเองด้วย  

 

ความซับซ้อนอันนี้มันคงเป็นเรื่องธรรมชาติ และควรแยกย้ายกันไปรับมือกับมันโดยลำพัง ไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงร่วมกัน  ถ้าหลายครั้งมันไม่ได้ผูกโยงกับการทำงานดะอฺวะฮฺ และอีกสารพัดงานที่เกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลามของเรา

 

                หลังๆมานี่ มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องทำนองนี้กับใครหลายคน ไม่รู้เป็นข้อสังเกตที่ผิดไหม ถ้าจะบอกว่าคนที่อยู่ในสังคมเมืองจะมีมิติที่ซับซ้อนกว่าคนที่มาจากสังคมชนบท  หลายครั้งความแตกต่างนี้ก็มีผลกับความเป็นพี่น้อง ถ้าเราไม่ทำความเข้าใจให้ดี  เช่น การรับรองแขกที่อิสลามให้ความสำคัญอย่างมาก  แต่หลายครั้ง ด้วยหลายปัจจัยของชีวิตในเมือง เราก็ไม่สามารถจริงๆที่จะรับรองแขกให้ดีได้อย่างที่ตั้งใจ  และบางครั้งมันก็อาจสร้างความงุนงงเล็กน้อยให้แก่แขกผู้มาจากสังคมชนบทที่มักรับรองแขกอย่างอบอุ่นเหลือหลาย   

 

                ในการอยู่ร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺ ตัวตนของสมาชิกแต่ละคนซึ่งมีความซับซ้อนนั้น หลายครั้งก็อาจนำมาซึ่งความไม่เข้าใจระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีที่มีความคาดหวังล่วงหน้าค่อนข้างสูง  เราอาจได้รับรู้เกี่ยวกับพี่น้องคนหนึ่งผ่านคำบอกเล่าของคนอื่น หรือผ่านงานของเขาว่าเป็นคนเคร่งครัด มีหลักการ ทำให้พลอยสร้างภาพในจินตนาการด้วยความคาดหวังว่าเขาจะต้องเป็นคนดี เรียบร้อยอย่างโน้นอย่างนี้ แต่พอได้มาเจอตัวจริง ได้มาพบอีกมุม อีกมิติหนึ่งที่แตกต่างไปจากมุมที่เราเคยคิด เคยมอง หลายคนอาจถึงขั้นผิดหวัง ทั้งๆที่มุมใหม่ที่ได้ทำความรู้จักกันนั้นไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความผิดด้วยซ้ำ  เช่น คนที่เราเคยคิดว่าน่าจะเป็นคนเรียบร้อย(เราเคยเถียงกันอยู่นานว่าอะไรคือนิยามของคำว่า ผู้หญิงเรียบร้อยสุดท้ายก็ยังไม่ได้ข้อสรุปจนถึงวันนี้) อาจเป็นคนตลก คุยเก่ง ในขณะที่คนที่เราคิดว่าน่าจะมีมนุษยสัมพันธ์ดี กลับกลายเป็นคนไม่ค่อยพูดเมื่อเจอหน้า ซึ่งการเป็นคนมีอารมณ์ขัน หรือเป็นคนเงียบๆ นี่ไม่ใช่ความผิดเสียหน่อย

 

(อันนี้สามารถเห็นต่างได้ เพราะความเห็นส่วนตัวนั้นสุดโต่งถึงขั้นว่าไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงด้วยซ้ำ ตราบที่ไม่ได้ทำร้ายใคร  มันเป็นตัวตนของเรา คนเงียบๆไม่ค่อยพูดค่อยจาไม่น่าจะมีความจำเป็นต้องพยายามฝืนตัวเองให้พูดเก่ง ให้คล่องคล่อก มันคือบุคลิกภาพของเขา  ความเป็นพี่น้องคือความพยายามที่จะต้องทำให้พี่น้องสบายใจโดยการฝืนแสดงออกในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง หรือการยอมรับในบุคลิกภาพความเป็นตัวตนของกันและกัน ตราบที่มันไม่ขัดกับหลักการอิสลาม อืม เป็นประเด็นที่น่าถกอยู่เหมือนกัน)

 

                อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่พูดอยู่ คือ การมีโลกส่วนตัว ซึ่งพูดกว้างๆแล้วมันไม่น่าจะเป็นความผิดแน่นอน แต่หลายๆครั้งดูเหมือนเราหลายคนจะมีโลกส่วนตัวสูงและสูงขึ้นทุกที เรามีมุมหลายมุมของชีวิตที่ไม่พร้อมจะให้ใครเข้ามามีส่วนแบ่งปัน ความซับซ้อนของสิ่งแวดล้อมชีวิตเรา ณ ปัจจุบันน่าจะมีส่วนพอสมควรกับปรากฎการณ์นี้  แย่ตรงที่หลายครั้งมันสั่นสะเทือนความเป็นพี่น้องแบบที่ยากจะพูดว่าใครถูกใครผิด   

 

ทางออกของตัวเองในฐานะผู้มีประสบการณ์ทั้งจากมุมผู้กระทำ(ไปล่วงล้ำโลกส่วนตัวของชาวบ้าน) และผู้ถูกกระทำ(ถูกชาวบ้านล่วงล้ำโลกส่วนตัว)  คือสร้างชุดความเข้าใจของตัวเอง เวลาเผชิญหน้ากับพี่น้องที่มีโลกส่วนตัวสูง เราก็ต้องมองเขาอย่างเข้าใจ ความเป็นตัวตนของคนหนึ่งๆมันเกี่ยวพันกับสิ่งที่เขาผ่านมาและสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในมุมที่เรามองไม่เห็นด้วย ฉะนั้นอย่าตัดสินอะไรเฉพาะจากมุมที่เราเห็นอย่างเดียว เช่น พี่น้องที่มีโลกส่วนตัวสูงอาจมีแบ๊คกราวนด์ทางครอบครัวแบบหนึ่งซึงเราไม่รู้ และมันมีส่วนอย่างมากในการหลอมตัวตนแบบนั้นของเขาขึ้น ชนิดที่ถ้าเราได้รู้ข้อมูลจากมุมนั้นเราอาจชื่นชมเขาก็ได้ที่สามารถประคองตัวเองมาได้ถึงแค่นี้ทั้งที่ผ่านเรื่องราวมหึมาขนาดนั้นมา  ความคิดแบบนี้จะทำให้เรามองพี่น้องด้วยสายตาที่เข้าอกเข้าใจมากขึ้น และบางที ถ้าความเป็นตัวตนของเขานั้นมันสุ่มเสี่ยงจะก่ออันตรายแก่เขาและคนรอบข้างมากเกินไป เราก็อาจช่วยเขาแก้ไขปรับปรุงทีละน้อยได้ ไม่ใช่ด้วยความโกรธขึ้ง หากด้วยความเข้าใจและยอมรับ ส่วนกรณีที่มีพี่น้องล่วงล้ำโลกส่วนตัวของเรา เราก็ต้องมองด้วยความเข้าใจ และหมายหัวความผิดตัวเองเป็นหลัก คิดปรับปรุงตัวเองก่อนปรับปรุงคนอื่น คือดูว่าตัวเองสามารถอะลุ่มอล่วยตรงไหนได้ไหม ลดความเป็นตัวตนของตัวเองลงไปบ้างได้หรือเปล่า และถ้าหากมันไม่สบายใจจริงๆ ก็ควรจะพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ดีกว่าเก็บเอาไว้ให้เป็นตะกอนในหัวใจ

 

ที่จริงยังมีเรื่องเกี่ยวกับความซับซ้อนในชีวิตของเราทุกวันนี้ที่น่าพูดคุยกันอีกหลายเรื่อง  บางทีมันอาจเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความเข้าใจปัญหาเรื้อรังหลายๆปัญหาในสังคมเรา เช่น ปัญหาความขัดแย้งระหว่างพี่น้องมุสลิมบางกรณ๊ก็เป็นได้  หลายครั้งความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายก็มีจุดเริ่มมาจากความเป็นตัวตนที่ไม่ผิดของทั้งสองฝ่าย(หรือหลายฝ่าย) แต่เพราะความไม่เข้าใจ และไม่พยายามจะเข้าใจในตัวตนของกันและกัน(ซึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากสารพัดปัจจัย) ก็เลยทำให้ความบาดหมางนั้นขยายผลจนไปรวมกับสิ่งที่เป็นความผิดหลายๆอย่าง (เช่น ความอิจฉาริษยา) กลายเป็นปัญหาเบี้ยหัวแตกที่ยากจะจัดการสะสาง  

 

ผิดหรือถูกก็ยังไม่แน่ใจ แต่ตัวเองคิดว่าอิสลามไม่ได้มาเพื่อกำจัดความเป็นตัวตนของมนุษย์แต่ละคนออกไป  ไม่แม้แต่ต้องการให้มนุษย์ทุกคนมีบุคลิกภาพการแสดงออกที่เป็นลักษณะเดียวกันทั้งหมด  หากอิสลามมาเพื่อปรับแต่งและจัดวางความเป็นตัวตนของแต่ละปัจเจกให้อยู่ในที่ทางที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่ออยู่ร่วมกันเป็นสังคม ท่านอุมัรกับท่านอุษมานไม่ใช่มนุษย์ที่มีตัวตนและบุคลิกภาพเหมือนกันอย่างแน่นอน แต่ท่านก็รักกันลึกซึ้งและได้รับสัญญาสวรรค์เฉกเช่นกัน  การเป็นตัวของตัวเองจึงไม่ใช่และไม่เคยใช่ปัญหา ตราบที่ไม่เอาตัวตนนั้นมาเป็นใหญ่เหนืออิสลาม ถึงอย่างนั้น ความซับซ้อนของตัวตนเราและความข้องเกี่ยวเชื่อมโยงอย่างน่าเวียนหัวระหว่างผู้คนในสังคม ณ วันนี้ก็ทำให้เรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาส่วนตัวเฉพาะปัจเจก กลับกลายเป็นปัญหาที่กระทบกระเทือนไปถึงคนหมู่มากได้  และหลายครั้ง ก็ส่งผลสะเทือนมาถึงความเป็นพี่น้องระหว่างเรา  ความเข้าใจ หรืออย่างน้อยก็พยายามทำความเข้าใจในเงื่อนไขเฉพาะของพี่น้องแต่ละคนน่าจะพอช่วยเราให้ยอมรับความเป็นตัวตนของคนอื่น และอะลุ่มอล่วยในความเป็นตัวตนของเราได้มากขึ้น

 

ที่สุดแล้ว แม้แต่เราเองก็ไม่ได้จะเข้าใจตัวเองไปเสียทุกครั้ง ทุกเวลา  ฉะนั้นอย่าคาดหวังให้คนอื่นมาเข้าใจอะไรเรานักหนา และก็อย่าคาดหวังอะไรในตัวพี่น้องคนอื่นมากนักเลยว่าจะต้องเป็นอย่างโน้น ดีอย่างนี้  ผู้ที่เข้าใจชีวิตเราและทุกชีวิตอย่างแท้จริง และอย่างถี่ถ้วนทุกซอกมุมคงมีแต่ผู้บังเกิดทุกชีวิตและใกล้ชิดแต่ละชีวิตยิ่งกว่าเส้นเลือดที่คอหอย  ฉะนั้นความคาดหวังทั้งหมดน่าจะถูกมอบหมายเฉพาะพระองค์ผู้ทรงบริบูรณ์  เพื่อชีวิตที่มันซับซ้อนและแลดูจะใช้ยากขึ้นทุกวันของเราจะได้ดำเนินไปโดยมั่นคงและไม่เจ็บปวดมากนัก