– ท า ง แ ย ก –

“เลี้ยวไหนคะ?”

เป็นคำถามที่ท่านผู้นั้นจะหันมาถามพวกเราเกือบทุกครั้งที่ถนนเบื้องหน้าปรากฏทางแยก

‘ท่านผู้นั้น’ คืออุคตีคน1 ที่แสวงหาความดีจากการขับรถเทียวไปเทียวมาในวาระโอกาสต่างๆเพื่อตระเวนรับ-ส่งเหล่าพี่น้องมุสลิมะฮฺผู้ยังไม่มีคนขับรถประจำตัว โดยเฉพาะช่วงหลังจบค่ายอบรมที่เรามักมีโปรแกรมเยี่ยมเยียนพี่น้องกันถี่ยิบ อุคตีท่านนี้มักจะขับรถตามใบสั่งของพี่น้องโดยไม่พักต้องถามตัวเองก่อนเลยว่ารู้จักเส้นทางที่จะไปดีแค่ไหน ดังนั้นคำถามข้างต้นจึงเป็นประโยคคุ้นหูของพวกเราตลอดการเดินทาง

หลายครั้ง ที่การบอกทางของผู้ร่วมโดยสารเป็นไปอย่างกระชั้นชิดจนเกือบจะไม่ทันการ แต่คนขับก็พยายามจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และท่านก็มักจะทำได้แม้ว่าจะแลกมาด้วยเสียงกดแตรระงมของรถคันข้างๆ ก็ตาม มีบ้างบางครั้ง…ที่การเลือกเส้นทาง ณ ทางแยกนั้นผิดพลาด จนต้องหาทางแก้ปัญหาเพื่อกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมที่จะนำพาคณะของเราไปสู่จุดหมาย มันน่าเวียนหัวอยู่เหมือนกัน แต่ที่สุดแล้ว เราก็มักไปถึงจุดหมายปลายทางได้โดยสวัสดิภาพ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

ฉันนับตัวเองอยู่ในหมู่ ‘คนบอกทางชั้นเลว’ มาแต่ไหนแต่ไร เพราะเรื่องถนนหนทางนั้นเป็นอะไรที่ขดสมองของฉันไม่ยินยอมจะจดจำเอาเสียเลย แต่ระยะหลังๆ มาที่ต้องเดินทางบ่อยขึ้น ก็แอบให้คะแนนตัวเองเพิ่มบ้างเหมือนกัน ฐานที่พอจะเอาดีในเรื่องนี้ได้อยู่บ้าง ไม่ถึงกับน่ายันลงจากรถเหมือนสมัยก่อน และถึงแม้การบอกทางบนถนนรถยนต์จะยากเย็นสักเพียงไหน ยิ่งนานวัน ฉันก็ยิ่งพบว่ามันง่ายกว่าการบอกทางบนถนนชีวิตของมนุษย์มากเหลือเกิน

 

ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน รู้สึกว่าช่วงนี้ชีวิตของพี่น้องรอบตัวหลายคนกำลังเดินมาถึง “ทางแยก” ขนาดใหญ่ บางคนไม่ใช่แค่สี่แยก แต่เป็นห้าแยก หกแยก หรือถึงขั้นอินฟินิตี้แยก แต่จำนวนของทางแยกที่ให้เลือกเดินนั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับการที่เราไม่รู้เลยว่าแต่ละแยกนั้นมีอะไรรออยู่บ้าง ที่สำคัญคือบนถนนชีวิตนั้น การกลับตัวเปลี่ยนเส้นทางคงไม่ง่ายเหมือนการกลับรถ เมื่อเลือกจะเดินแล้ว เราจึงควรมั่นใจว่าทางที่เลือกนั้นมันจะนำพาเราไปถึงจุดหมายได้จริง ๆ ไม่ใช่หวังแต่ว่าอาจจะพบจุดยูเทิร์นในเส้นทางข้างหน้า เพราะนอกจากจะเสียเวลาแล้ว หลายครั้ง…เราพบว่าถนนนั้นไม่มียูเทิร์น!

พูดแล้วก็เหมือนขู่ แต่เอาจริงๆแล้วจะเชื่อหรือไม่ว่าฉันมองการเผชิญหน้ากับทางแยกที่ต้องเลือกนี้เป็นช่วงเวลาน่ารักๆช่วงหนึ่งของชีวิต มันหนักหนาและชวนลำบากใจก็จริง ทว่ามันคืออีกรสชาติของการเดินทางที่แม้จะขมปร่าไปบ้าง แต่เขา(ซึ่งคือใครก็ไม่รู้)ว่ากันว่าขมเป็นยามิใช่หรือ?  และสำหรับตัวเอง รสขมๆนี่แหละที่หลายครั้งมันให้ความรู้สึกอร่อยนัก  เพราะทุกครั้งที่ชีวิตต้องเลือก โดยเฉพาะการเลือกครั้งใหญ่ๆนั้นมันทำให้เราตระหนักอย่างชัดเจนกระจ่างใจนักหนาว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง และไม่ควรจะเป็นอย่างที่สุด  เราอ่อนแอเกินไป เขลาและขลาดก็เท่านั้น ทุกครั้งที่ต้องเลือกทางเดินและเกิดความสับสนไม่สบายใจจึงคือทุกครั้งที่เราต้องใช้พลังแห่งการมอบหมายอย่างสุดตัวสุดหัวใจ เพื่อให้เจ้าของชีวิตที่แท้จริงได้เลือกให้ ช่วงเวลาที่หัวใจของเราสยบยอมต่อผู้เป็นนายอย่างจริงแท้ อย่างศิโรราบ อย่างไม่มีใครและอะไรอีกแล้วในโลกที่เราหวังจะพึ่งพิงและพร่ำรำพันขอความช่วยเหลือ มันไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่น่ารักและน่าจดจำของบ่าวคน1หรอกหรือ และรสชาติที่หัวใจของเราได้ละเมียดลิ้มรสในช่วงเวลาที่ว่ามันไม่สมควรแก่คำว่า ‘อร่อยเหาะ’หรือไง?

 

บนถนนชีวิต ดูเหมือนฉันจะเป็นนักบอกทางที่ไม่ได้เรื่องยิ่งกว่าบนถนนรถยนต์เสียอีก ที่จริงจะพูดว่าบอกทางก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะพี่น้องทั้งหลายไม่ได้ต้องการการบอกทางจากมนุษย์หน้าไหน พวกเขาสำนึกและสำเหนียกดีในความไม่รู้ถึงหนทางข้างหน้าอันเป็นคุณสมบัติที่เท่าเทียมกันระหว่างเราและระหว่างมนุษย์ทุกผู้ สิ่งที่พี่น้องอยากได้ก็เพียงแต่บางคำแนะนำและความเห็นที่อาจเป็นประโยชน์ในฐานะญาติทางสายเชือก ซึ่งแค่นั้นฉันก็ยังคล้ายจะไม่ใช่ผู้ให้ที่ดีนัก กระนั้นสิ่งที่พอจะบอกได้กับทุกคน ณ ทุกทางแยกก็คือ ลองชั่งดูว่าเราและอิสลามของเราได้และเสียอะไรจากแต่ละทางที่มีให้เราเลือก ความตลกร้ายกาจของสังคมมนุษย์ทุกวันนี้ที่ได้พบเจอทำให้ฉันไม่หวังเลยว่าจะมีทางใดที่เรามีแต่ได้ไม่มีเสีย (หมายถึงการเดินทางของชีวิตที่ยังคงต้องโลดแล่นไปบนโลกชราภาพใบนี้น่ะนะ) แต่ทางที่เราเลือกเดินควรจะเป็นทางทีได้มากกว่าเสีย และเล็งเห็นแล้วว่าน่าจะนำพาเราไปสู่จุดหมายที่วาดหวังได้ แม้สุดท้ายแล้วจะมีแต่อัลลอฮฺเท่านั้นที่จะนำพาเราไปสู่จุดหมายนั้นได้ก็ตาม

หลายครั้ง บางเส้นทางที่พี่น้องบางคนคิดจะเลือกเป็นเส้นทางที่แลดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวนัก แต่เชื่อไหมว่าฉันยังมองความอ้างว้างนั้นเป็นอีกความน่ารักของชีวิต ถ้ามันแลกมาด้วยความเชื่อมั่นในอัลลอฮฺอย่างเต็มเปี่ยมและยิ่งเต็มเปี่ยมขึ้นทุกที  ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เองล่ะมั้ง ต้องผ่านไปทีละด่าน ทีละแยก เจ็บปวดบ้าง ขมขื่นบ้าง แต่มันก็คือการเรียนรู้ และเติบโต  ทางแยกขนาดใหญ่มันอาจน่ากลัวและน่าหวั่นวิตก แต่การเลือกเดินไปสักทางที่เรามั่นใจก็น่าจะเป็นการดีกว่าหยุดยืนที่ทางแยกอยู่นั่น ไม่ยอมไปไหนต่อ เพราะนอกจากจะเสียเวลาแล้ว มันยังอันตรายอีกด้วย

ที่สุดแล้วเราก็ไม่รู้ และอาจไม่มีวันได้รู้ในโลกนี้ด้วยซ้ำว่าทางที่เราเลือกเดินมาในแต่ละแยกของชีวิตนั้นถูกหรือผิด หรือบางทีมันอาจไม่ทั้งถูกและผิด บางทางที่แยกไปคนละทิศอาจคดเคี้ยว อ้อมตรงนู้นตรงนี้ต่างกัน แต่สุดทางมันอาจมาบรรจบที่จุดหมายเดียวกันก็ได้ ทว่าเมื่อชีวิตเดินมาถึงทางแยก มันก็ต้องเลือก เพื่อจะไปต่อ เพราะการเดินทางของเรามันหยุดไม่ได้ มันต้องไปต่อ ถึงจะพักได้บ้างแต่ก็ไม่ควรนาน ดังนั้น มอบหมายต่ออัลลอฮฺอย่างสุดจิตสุดใจ และลองใคร่ครวญชั่งความเป็นไปได้ของข้อดี-ข้อเสียในแต่ละเส้นทาง แล้วก็เดินไปเถอะ บนทางที่มั่นใจ แม้สุดท้ายมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือคาดหวัง อาจไม่มีใครอยู่เคียงข้าง อาจต้องสูญเสียอะไรไปบางอย่างหรือหลายอย่าง แต่ผู้ที่เรามอบหมายยังอยู่ และจะอยู่เสมอ  พระองค์ย่อมเป็นที่พอเพียงสำหรับผู้ที่มอบหมายมิใช่หรือ?

“เลี้ยวไหนคะ?”

เป็นคำถามที่ท่านผู้นั้นจะหันมาถามพวกเราเกือบทุกครั้งที่ถนนเบื้องหน้าปรากฏทางแยก

เมื่อก่อนฉันเกลียดทางแยกก็เพราะไม่ชำนาญการตอบคำถามชนิดนี้ แต่พักหลังชักชอบๆอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะชำนาญทางมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกได้ว่าตัวเองมักจะตื่นตัวเมื่อเจอทางแยกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตอบคำถามทำนองนี้ ซึ่งความรู้สึกตื่นตัวนี่ฉันคิดว่ามันเป็นเพื่อนร่วมทางที่น่ารักน่าหยิก มันคอยกระตุ้นเตือนไม่ให้เราหลับหรือเซื่องซึมจนพลาดอะไรดีๆระหว่างทางไป

ที่สุดแล้วทุกคนก็ต้องเลือกไปต่อในเส้นทางใดทางหนึ่งเสมอเมื่อถึงทางแยก ไม่มีใครจะหยุดประจำการอยู่ ณ ทางแยกได้ตลอดไปหรอก  ฉะนั้น ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนก็ต้องเอาตัวเองผ่านทางแยกมาได้ทั้งนั้นแหละ อินชาอัลลอฮฺ เพียงแต่บางคนอาจจะต้องแลกมาด้วยเสียงกดแตรระงมจากคน เอ้ย จากรถคันข้างๆเท่านั้นเอง!

– ผู้อธรรมต่อตนเอง –

((إِنَّاللَّهَ لاَيَظْلِمُالنَّاسَشَيْئًا

وَلَكِنَّالنَّاسَأَنْفُسَهُمْ يَظْلِمُونَ))

“แท้จริงอัลลอฮฺนั้นมิได้ทรงอธรรมต่อมนุษย์แต่อย่างใด

ทว่ามนุษย์ต่างหากที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง”

(ยูนุส 10 : 44)

 

ผู้อธรรมต่อตนเอง’

ช่างเป็นคำเรียกที่ตรงจับจิต ชัดเจนจับใจ

ถูกและถูกที่สุด….อัลลอฮฺไม่เคยอธรรมต่อเราเลย

…ไม่และไม่เคย

มีแต่ตัวเรานั่นแหละที่อธรรมต่อตนเอง

และ…มันน่ากลัวจัง!

 

การอธรรมนั้นน่ากลัวทั้งโดยชื่อและสถานะ

เราระมัดระวังตัวยิ่งที่จะไม่อธรรมต่อผู้ใด ไม่ละเมิด ไม่รุกรานสิทธิของลูกหลานอาดัมคน1คนใด

แต่กับตัวของเราเอง กี่ครั้งที่เราได้อธรรมต่อเขา…ต่อชีวิต ต่อหัวใจ ต่อจิตวิญญาณของตนเอง

ด้วยการละเมิดคำสั่งของอัลลอฮฺ ด้วยการหันห่างจากการรำลึกถึงพระองค์ เพียงเพื่อจะหันไปสู่สิ่งไร้สาระสารพัดสารเพ

ทำให้ชีวิตอับเฉา หัวใจหม่นหมอง จิตวิญญาณร้องไห้

ทั้งที่ชีวิตของเรา…หัวใจของเรา…จิตวิญญาณของเรา มีสิทธิ์ที่จะได้รินรสหวานชื่นจากการเชื่อฟังนายของเขา

มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตชีวาด้วยการรำลึกถึงผู้สร้างเขา

มีสิทธิ์ที่จะอิ่มสุขด้วยการภักดีอย่างศิโรราบต่อผู้อภิบาลของเขา

แต่เราได้ละเมิดสิทธิ์นั้นของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า

อธรรมต่อตนเองหนแล้วหนเล่า

และ…มันน่ากลัวจัง!

 

((قُلْيَاعِبَادِيالَّذِينَأَسْرَفُواعَلَىأَنْفُسِهِمْ

لاَتَقْنَطُوامِنْرَحْمَةِاللَّهِ

إِنَّاللَّهَيَغْفِرُالذُّنُوبَجَمِيعًاإِنَّهُهُوَالْغَفُورُالرَّحِيمُ))

“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) โอ้ ปวงบ่าวของข้า ผู้ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเองเอ๋ย!

พวกท่านอย่าได้หมดหวังต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ

แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ”

(อัซ-ซุมัร 39 : 53)

 

ไม่เคยพบ ทั้งไม่เคยเห็น…

นายคนใดที่จะการุณต่อบ่าวถึงเท่านี้ เอ็นดูและเปี่ยมปรานีถึงขนาดนี้

โองการดังกล่าวของพระองค์เป็นเหมือนเสียงเรียกที่อ่อนโยนที่สุดในโลก ไพเราะที่สุดในชีวิต

นายของเรา…ผู้อภิบาลของเรา…ผู้ที่ถ้าพระองค์จะลงโทษเรา มนุษย์ทั้งโลกก็ไม่อาจช่วย

พระองค์ขานเรียกเรา และบอกแก่เราว่า “โอ้บ่าวของข้า อย่าสิ้นหวังในความเมตตาของข้า”!

ซุบฮานัลลอฮฺ อัลลอฮฺได้สั่ง ได้กำชับ และได้บัญชา ไม่ให้เรา…

เราผู้ที่อธรรมต่อตนเองมานับครั้งไม่ไหว ผิดพลาดมานับหนไม่ถ้วน…

นั่นแหละ- เราที่ล่วงละเมิดมาอย่างน่าอายนั่นแหละ ที่พระองค์กำชับว่าอย่าสิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์!

ชีวิตอันห่อเหี่ยวและมืดดำของ ‘ผู้อธรรมต่อตนเอง’ จึงเหมือนได้รับน้ำสุดใสแสนสะอาด ทั้งยังแสงสว่างอันเจิดจ้าอบอุ่น

เป็นกำลังใจที่ทำให้หัวใจซึ่งถูกอธรรม(โดยตนเอง)ได้กลับมาโลดแล่นมีชีวิตชีวา

จิตวิญญาณที่ถูกละเมิด(โดยตนเอง)ก็กลับมาอิ่มเอิบและพร้อมจะตอบสนองคำเรียกขานอันหวานจับใจของพระองค์ผู้ทรงเป็นที่รัก

 

เป็นอีกครั้งและอีกครั้ง ที่ถ้อยคำแห่งอัล-กุรอานได้แสดงพลังอันน่ามหัศจรรย์ สัมผัสหนักหน่วงยังหัวใจ 

ในความอิ่มเอิบและเปี่ยมกำลังใจอย่างที่สุดของอายะฮฺนี้…เราพบว่ามีความละอายเกิดขึ้นในห้วงสำนึก !

ไม่เหมาะควรแน่ ถ้าเรารักใคร แล้วจะทำผิดหนแล้วหนเล่าเพื่อจะกล่าวขอโทษและให้เขาอภัยให้อยู่เรื่อยไป

ความเมตตาอันหาที่สุดมิได้ของอัลลอฮฺจึงกลายเป็นกำแพงกั้นขวางเราจากการละเมิดคำสั่งใช้ของพระองค์ได้อย่างแยบยล

มันคือความมหัศจรรย์ที่ไม่เคยได้พบเห็น และแน่ใจว่าจะไม่ได้พบเห็นจากถ้อยคำของมนุษย์คนใด

อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ…แล้วเราจะยังอธรรมต่อตนเองได้อีกหรือ?

…น่ากลัวจัง!

 

 

((رَبَّنَاظَلَمْنَاأَنفُسَنَا

وَإِنْلَمْتَغْفِرْلَنَاوَتَرْحَمْنَا

لَنَكُونَنَّمِنْالْخَاسِرِينَ))

“โอ้ พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์ได้อธรรมแก่ตัวของพวกข้าพระองค์เอง

และถ้าพระองค์ไม่ทรงอภัยโทษแก่พวกข้าพระองค์และเอ็นดูเมตตาแก่ข้าพระองค์แล้ว

แน่นอนพวกข้าพระองค์ก็ต้องกลายเป็นผู้ที่ขาดทุน”

(อัล-อะอฺรอฟ 7 : 23)