+ + บ้ า น + +

              มันตั้งเค้าอยู่ในฟ้าสีเทาครึ้มมาหลายชั่วโมงแล้ว ก่อนจะเรียงรายสาดสายลงมา เสียงของมันขณะกระทบหลังคาฟังดูน่ารักและเพลินหู ดับความร้อนสาหัสของเดือนพฤษภาที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายวันได้ดียิ่งกว่าเครื่องปรับอากาศราคาเรือนหมื่น

นั่งฟังเสียงทักทายของ ‘ฝน’ กับ ‘บ้าน’ อยู่เพลิน ๆ พลันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างวูบขึ้นมา มันเป็นอาการเดียวกับเวลาที่เห็นหญิงขอทานป้อนอาหารให้ทารกหน้าตามอมแมมในอ้อมแขน เวลาที่รถไฟแล่นผ่านทุ่งหญ้าเขียวสดซึ่งรองรับส้นเท้าเปล่าเปลือยของเด็กชายชาวนา เวลาที่ดอกเฟื่องฟ้าในกระถางทุเรศทุรังของกทม.ผลิแย้มสีเหลืองอ่อนกลางหมอกควันสีเทาเข้มของท้องถนน มันคือเวลาที่บางสิ่งจากภายในส่งสัญญาณบอกว่ากำลังได้สัมผัสกับอะไรบางอย่างที่ ‘มีความหมาย’…มีความหมายที่ไม่ได้หมายถึงมีค่า แต่เป็นการมีความหมายตรงตามศัพท์ คือมี meaning ที่ต้องตีความ มีสารที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เจอ ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และเป็นสารที่ก่อให้เกิดความหวานและขมบางอย่างแก่ชีวิต

                ฝนแวะมาส่งเสียงน่ารัก ๆ ของมันเพียงครู่เดียวเท่านั้น แล้วก็จากไป ทิ้งไว้แต่บ้านซึ่งนิ่งงันอยู่กลางอากาศเย็นชื้น รู้สึกสงสารบ้านขึ้นมาจนนึกอยากจะยกมือขึ้นลูกหัวปลอบประโลม แต่ก็ไม่รู้ว่าส่วนไหนควรถูกนับเป็นหัวของบ้าน ชั่วขณะที่เพ่งมอง‘บ้าน’ อย่างพิจารณานั้น ดูเหมือนความทรงจำและอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเล็กๆหลังนี้จะผุดพรายขึ้นมาอย่างยากจะปราม

 

ฉันไม่เคยย้ายบ้านเลย ไม่เคยไปใช้ชีวิตเป็นเด็กหอที่ไหนตลอดชีวิตการศึกษาในห้องสี่เหลี่ยมนอกบ้านซึ่งจบลงในช่วงชราของวัยรุ่น แต่ฉันก็เดินทางไกลอยู่เป็นระยะๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาโดยไม่เคยถูกโรค‘โฮมซิก’คุกคามแต่อย่างใด อย่างเก่งที่เคยเป็นขณะเดินทางก็คือโรค‘มัมซิก’ซึ่งจะหายขาดอย่างปัจจุบันทันด่วนเมื่อโทรกลับไปฟังเสียงฝากซื้อของประมาณสิบเจ็ดอย่างของแม่  

                ทุกครั้งที่ออกเดินทางไกล ฉันมักบอกกับ ‘บ้าน’ ว่า เราอาจไม่ได้พบกันอีก กับอีกหลายครั้ง-ก็ถึงขนาดลงมือเขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ให้คนข้างหลังได้ช่วยกันแบ่งสรรหนี้สินหากว่าฉันไม่ได้กลับมาชำระความ (ซึ่งทายาทผู้รับมรดึกกับเจ้าหนี้มักจะเป็นคน ๆเ ดียวกัน) ถึงอย่างนั้นตลอดการเดินทางฉันก็ยังพบเสมอว่า‘บ้าน’แอบซ่อนตัวอยู่ในจิตสำนึกของตัวเองโดยตลอด ฉันไม่ได้บอกเรื่องนี้กับตัวเองและกับ‘บ้าน’ แต่ก็เหมือนรู้กันโดยนัยว่าฉันยังมีบ้านให้กลับ มีคนที่ฉันรักและรักฉันรออยู่ ทุกเรื่องราวที่ได้พบระหว่างการเดินทางแม้ว่าหนักหนาแค่ไหนมันจึงเป็นเรื่องที่อดทนได้

มีบ้างบางคืนที่ที่พักนอนเข้าขั้นยากลำบาก และก็มีบ้างบางวันที่ต้องเผชิญกับความอึดอัดใจจากผู้คนและเรื่องราวที่เข้ามาระหว่างทาง ทว่ามันไม่หนักหนาอะไรเลย ใช่!ไม่เลยสักนิดเดียว เพราะฉันรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราวที่เดี๋ยวเดียวก็จะผ่านไป ไม่ใช่แค่เรื่องร้าย ๆ แต่เรื่องราวดี ๆ ก็เช่นกัน มีที่พักนอนในบางคืนที่เย็นนุ่มกว่าที่นอนของ ‘บ้าน’ ประมาณสักล้านเท่า และก็มีอีกหลายโมงยามของกลางวันที่ได้ทักทายความรู้สึกดี ๆ จากผู้คนและเรื่องราวที่เข้ามาระหว่างทาง แต่มันก็ไม่ได้งดงามเกินกว่าที่จะเดินจากมาหรือต้องโหยหาอยู่ไม่รู้แล้ว เพราะฉันรู้ดีว่ามันเป็นเพียงการเดินทาง มันไม่ใช่ที่พักพิงถาวรของชีวิต จะดีหรือแย่มันก็เป็นเพียงที่พักของคนเดินทาง ไม่มีอะไรให้ต้องเก็บมาหนักหัวและหัวใจไม่ว่าในแง่รักหรือชัง

ฉันยังมี‘บ้าน’ ของชีวิตรอให้กลับไป

 

‘นักเดินทาง’!

นั่นซิเนอะ – เรามักใช้คำนี้นิยามสถานภาพตัวเองในดุนยา แต่สักกี่ครั้งที่เราดำรงสถานภาพนั้นอยู่อย่างแท้จริงทั้งโดยรูปธรรมและโดยความรู้สึก เวลาที่เจอเรื่องไม่พึงประสงค์ สักกี่ครั้งที่เราไม่รู้สึกว่ามันหนักหนาอะไรและอดทนได้ เพราะตระหนักดีว่ามันเป็นเพียงบททดสอบแสนสั้นระหว่างทาง ไม่มีอะไรให้ต้องโหวกเหวกโวยวาย ที่นอนหยาบแข็ง อาหารไม่ถูกปาก ข้าวของไม่มีเผื่อเลือก หรือแม้แต่สารพัดบททดสอบจากผู้คนรายทาง เหล่านี้ไม่มีอะไรเป็นปัญหาสำหรับเราเลย เพราะมันเป็นแค่ความเป็นอยู่ในระยะสั้นแสนสั้นของการเดินทาง…เรายังมี‘บ้าน’ ที่แท้จริงของชีวิตรอให้กลับไป

เช่นเดียวกับความสุขสบายและสารพัดเรื่องราวน่าประทับใจ สักกี่ครั้งที่เราไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรน่าหลงใหล เพราะตระหนักดีว่ามันเป็นเพียงความเมตตาที่ได้พานพบระหว่างทาง ไม่มีอะไรให้ต้องโหยหาอาลัยอาวรณ์ นอกจากขอบคุณต่อผู้ประทานความเมตตานั้นมาให้  ที่นอนเนื้อนิ่ม อาหารโอชา สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหล่านี้ไม่มีอะไรเป็นที่หลงใหลติดพันสำหรับเราเลย  เพราะมันเป็นแค่ความเป็นอยู่ในระยะสั้นแสนสั้นของการเดินทาง…เรายังมี‘บ้าน’ ที่แท้จริงของชีวิตรอให้กลับไป

 

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันไม่อนุญาตให้ตัวเองผูกพันกับสถานที่ไหนเป็นพิเศษ แม้แต่กับ‘บ้าน’ที่เคยผ่านเรื่องราวต่างๆมาด้วยกันมากมาย ฉันมีความคิดอย่างหนึ่งที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าถูกหรือผิด คือเราต้องพร้อมจะจากทุก ๆ ที่ไป ก็ชีวิตของนักเดินทางต้องเป็นเช่นนั้นนี่นะ ความผูกพันจะทำให้การจากนั้นหนักหนามากขึ้น แต่บางทีมันก็ห้ามกันลำบาก  วันนี้ฉันไม่โกรธตัวเองที่ได้พบความผูกพันเบาบางกับสถานที่ที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า‘บ้าน’ เพราะยังแน่ใจ-อินชาอัลลอฮฺ-ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องจาก‘บ้าน’ ไป ฉันก็จะจากไปได้อยู่ดีโดยไม่อิดเอื้อน ก็เพราะที่สุดแล้ว แม้แต่ ‘บ้าน’ หลังนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในสถานที่พักพิงชั่วคราวของชีวิตชั่วคราวบนโลกชั่วคราว ‘บ้าน’ที่แท้จริงของชีวิตเราไม่ใช่ที่นี่เสียหน่อย – ‘บ้าน’ ต้องเข้าใจฉันอยู่แล้วในเรื่องนี้

 

วันนี้ฝนตกแล้วก็จากไป ทิ้งบ้านไว้ วันข้างหน้าฝนอาจหอบบ้านไปด้วย หรือถ้าไม่ใช่ฝน ก็อาจเป็นอะไรหรือใครอื่นๆที่เอาบ้านจากเราไป หรือเอาเราจากบ้านไป แต่มันก็เป็นเพียงอีกหนึ่งการลาจากของนักเดินทางที่จากมาแล้วสารพัดอย่าง และก็จะต้องจากอีกสารพัดอย่าง จะจากหรือเจอ สุขหรือทุกข์ ถ้ามันเป็นของนักเดินทางในขณะเดินทางแล้วก็ย่อมเป็นอะไรที่สั้นเหลือหลาย เพราะจิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับบ้านที่แท้จริงของชีวิตซึ่งรอให้กลับไป  งานที่ต้องทำตอนนี้คือเร่งมือสะสมสรรพสิ่งต่างๆที่จะไปรออยู่ในที่พักจริงแท้หลังนั้นหรอกเนอะ มิใช่ง่วนอยู่กับที่พักชั่วคราวซึ่งอีกเดี๋ยวเดียวก็ต้องจากไป…ใช่ – เดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง!

ฉะนั้น สำหรับทุกความทุกข์แสนทุกข์และสุขแสนสุขในวันนี้ จึงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจหนักหน่วงหรือชอบใจหนักหนา เพราะมันเป็นแค่เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในระยะสั้นแสนสั้นของการเดินทาง

เรายังมี‘บ้าน’ ที่แท้จริงของชีวิตรอให้กลับไป!

– ว ง ก ล ม อิ ค ว ะ ฮฺ –

ระยะหลัง มีกิจกรรมทำความรู้จักกิจกรรม1 ที่เรามักใช้กันบ่อยๆ นับนิ้วดูคร่าวๆ ในรอบ1เดือนที่ผ่านมา ฉันเข้าร่วมกิจกรรมนี้มาสักห้าครั้งแล้วเห็นจะได้ และก็พร้อมจะเข้าร่วมอีกถ้ามีใครเชิญหรือชวน  รูปแบบกิจกรรมที่ว่านั้นก็ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย  ใช้อุปกรณ์แค่เศษกระดาษเล็ก ๆ จำนวนเท่ากับผู้เข้าร่วมกิจกรรม และปากกาเท่านั้น เราเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการของกิจกรรมนี้ว่า “วงกลมอิควะฮฺ” (ซึ่งมีหลายเวอร์ชั่น ที่จะเล่านี้เป็นเพียงเวอร์ชั้น1 เท่านั้น)

หลังจากนั่งรวมกันเป็นวงกลม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้รับแจกเศษกระดาษเล็กๆ เพื่อให้เขียนคำถามอะไรก็ได้ที่อยากฟังคำตอบจากพี่น้อง พักหลังเรามักกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมลงไปด้วยว่า คำถามที่ถามควรจะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด ทัศนคติ หรือประสบการณ์บางอย่างที่คนฟังรอบวงน่าจะได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อฆ่าตัดตอนคำถามประเภท มีพี่น้องกี่คน เรียนจบอะไรมา หรือคำถามทำนองเอาฮาอื่นๆ ซึ่งสามารถไปถามนอกเวลาเมื่อไหร่ก็ได้โดยไม่ลำบากนัก นอกจากนั้นคำถามก็ต้องไม่จำกัดตัวผู้ตอบ คือเป็นคำถามที่ทุกคนในวงสามารถตอบได้ เช่น แทนที่จะถามว่า มีลูกเล็กๆ ติดๆ กัน 3 คน นี่ อบรมเลี้ยงดูกันยังไงคะ? (ซึ่งคนยังไม่มีลูกย่อมไม่สามารถตอบได้) ก็ควรจะถามว่า มีแผนการอบรมเลี้ยงดูลูกอย่างไร? ซึ่งทุกคนสามารถตอบได้แทน

เมื่อทุกคนเขียนคำถามเสร็จแล้วก็พับเป็นสลากมารวมไว้ที่หนึ่ง แล้วให้จับสลากคำถามทีละคน ใครได้คำถามไหนก็ต้องตอบโดยไม่มีการใช้สิทธิ์เปลี่ยนคำถามหรือขอตัวช่วยใดใด ฟังดูแล้วอาจเป็นกิจกรรมแสนธรรมดาและเกือบจะน่าเบื่อสำหรับบางคน แต่พวกเราหลายคนที่เล่นแล้วเล่นอีกกลับรู้สึกว่าได้อะไรจากกิจกรรมนี้มากกว่ากิจกรรมทำความรู้จักที่เน้นนันทนาการเหมือนที่เคยทำๆกัน ทั้งนี้ก็คงต้องใช้กับผู้เข้าร่วมที่ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่หน่อย และมีจำนวนไม่มากนัก เช่น ใช้ในกิจกรรมวิชาการพี่ ซึ่งแม้แต่กับคนที่รู้จักและสนิทสนมกันแล้วเป็นอย่างดีก็ยังต้องนั่งฟังเพื่อนซี้ตอบคำถามอย่างตั้งอกตั้งใจ

 

ฉันชอบกิจกรรมนี้นะ ชอบฟังความเห็น ประสบการณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการในอนาคตของพี่น้อง มันเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์เกินคาด และก็ชอบความรู้สึกในช่วงเวลาสำคัญอีก 2 ช่วงเวลาในกิจกรรมนี้ คือช่วงเวลาขณะคิดคำถาม และขณะยื่นมือลงไปจั่วหาคำตอบ ช่วงเวลาแรกมันคือการประมวลผลสิ่งที่เราอยากรู้จากพี่น้องและคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังทุกคนออกมาเป็นคำถามๆ เดียว ซึ่งมันท้าทายดี ส่วนขณะหยิบสลากคำตอบนั้นเป็นช่วงเวลาที่น่ารัก ตั้งแต่เข้าร่วมกิจกรรมนี้มาสี่ซ้าห้าครั้งฉันไม่เห็นพี่น้องคนไหนที่ยื่นมืองลงไปจั่วกระดาษคำถามโดยไม่บิสมิลละฮฺเลย  ช่วงเวลาที่ชีวิตได้มอบหมายต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริงเป็นช่วงที่น่ารักแท้จริงของชีวิต แม้แค่ชั่วระยะไม่กี่วนาทีขณะที่เราสนทนาในใจกับอัลลอฮฺให้ได้คำถามซึ่งเหมาะตรงกับตัวเรา และ -มาชาอัลลอฮฺ- เกือบทุกครั้งที่ทำกิจกรรมนี้ เรามักจบลงด้วยคำพูดที่ว่าอัลลอฮฺคือผู้เลือกสรรคำถามให้แก่พวกเราจริงๆ เพราะหลายๆคำถามถูกหยิบขึ้นมาโดยผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้ตอบคำถามนั้นๆโดยแท้

 

วันนี้มีช่วงเวลาว่างๆและอารมณ์ดีกับสายฝนหลงฤดูเลยมานั่งทบทวนกิจกรรมบางอย่างที่ได้ทำไปในระยะเวลาที่ผ่านมา ที่จริงคือแค่อยากจะร่วมแลกเปลี่ยนว่า มีกิจกรรมไหนในค่ายอบรมหรือในงานอะไรก็ตามที่พี่น้องรู้สึกประทับใจมาแบ่งปันกันบ้างหรือไม่? เผื่อจะก็อปปี้เอาไปใช้ในโอกาสอื่นๆภายหน้า อินชาอัลลอฮฺ

ป.ล. รูปประกอบด้านบนเป็นรูปจากอินเตอร์เน็ตนะคะ(จำไม่ได้ว่าเอามาจากเว็บไหน) ไม่ใช่รูปถ่ายจากกิจกรรมจริงแต่อย่างใด