บนเส้นทางสู่ร่มเงาแห่งอัลกุรอ่าน (1)

 

 

หลายโมงยามในเดือนเราะมะฎอนที่ผ่านพ้น นั่งมองอัล-กุรอ่านในมืออย่างพินิจ ด้วยน้ำหนัก ขนาด และรูปเล่ม …ที่จริงแล้วกุรอ่านไม่ได้เป็นหนังสือที่ใหญ่โตอะไรเลยเนอะ เมื่อเทียบกับตำราของหนังศึกษา หรือแฮรี่พ็อตเตอร์ของพวกมักเกิ้ล แต่ด้วยคัมภีร์เล่มไม่ใหญ่โตเล่มนี้เองที่ทั้งชีวิตและทุกชีวิตใช้ดำรงชีพอยู่ได้

บอกเท้าเราว่าควรจะเดินไปทางไหนท่ามกลางสารพัดทางแยก

บอกมือเราว่าควรจะหยิบจับทำอะไรท่ามกลางภารกิจที่มากกว่าเวลาที่มีอยู่

บอกศีรษะเราว่าควรจะก้มกราบต่อใครท่ามกลางสารพัดคนและสิ่งที่ออกมาเรียกร้องการกราบไหว้จากมนุษย์

บอกหัวใจเราว่าแสงสว่างที่แท้เป็นอย่างไรท่ามกลางความมืดที่มืดสนิท

บอกชีวิตเราว่าที่พักจริงแท้ของมันอยู่ที่ไหนท่ามกลางที่พักชั่วคราวที่แสนจะไม่จีรัง

มันเป็นความจำเป็นยิ่งกว่าจำเป็นที่เราต้องเข้าใจอัลกุรอ่าน ไม่ใช่แค่ความจำเป็นในฐานะบ่าวของผู้ทรงดำรัสทุกถ้อยคำในอัล-กุรอ่าน แต่เป็นความจำเป็นในฐานะมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่…และยังคงต้องมีอยู่ต่อไปจนกว่ากำหนดอันแน่นอนจะมีมาถึง และชีวิตที่มีอยู่นั้นมันจะไปต่อไม่ได้ มันจะมีชีวิตชีวาไม่ได้ มันจะอดทนไม่ได้…นอกจากด้วยการเข้าใจอัล-กุรอ่าน

กุรอ่านไม่ได้ใหญ่โตในรูปลักษณ์ แต่ใหญ่โตในคุณค่า

ไม่ได้หนักหนาในน้ำหนัก แต่หนักหนาในความหมาย

ตัวเองยังคงเชื่อเหมือนที่เคยเชื่อเสมอมาว่า ใครก็ตามที่มุ่งหน้าเข้าหาอัล-กุรอ่านด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง แน่วแน่และมุ่งมั่นที่จะศึกษา ที่จะทำความเข้าใจคัมภีร์เล่มไม่ใหญ่โตเล่มนี้…อัลลอฮฺจะต้องช่วยเหลือเขา มันไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่มันคือความรู้ที่ได้รับ ได้มองเห็นด้วยตาจริงและตาใจ…ในชีวิตของบุคคลต่าง ๆ จากหมู่ปวงบ่าวของอัลลอฮฺ

จากสิ่งที่ได้พบเห็นมาเหล่านั้น มีวิธีการหลายวิธีที่พี่น้องใช้ในการศึกษาทำความเข้าใจอัล-กุรอ่านอันน่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องคนอื่น ๆ และน่านำมาแบ่งปัน เผื่อใครจะได้เอาไปปรับใช้อย่างไรบ้าง ณ ที่นี้น่าจะมีสักสองโปรแกรมที่จะนำเสนอ

๑- โปรแกรมทำความเข้าใจความหมายของอัลกุรอ่าน

‘ทำความเข้าใจ’ ณ ที่นี่ ยังไม่ได้หมายถึงลงลึกไปถึงขั้นรู้การอรรถาธิบายความหมายโดยละเอียด(ตัฟซีร) หรือรู้ประวัติการถูกประทานลงมาของแต่ละอายะฮฺ(อัสบาบุนนุศูล) ซึ่งก็เป็นอะไรที่สำคัญมาก แต่ความรู้ระดับนั้น คงต้องอาศัยการเรียนจากบรรดาอุละมาอฺ หรือหนังสือของเหล่ามุฟัสสิรีนเป็นสำคัญ ‘ความเข้าใจ’ในที่นี้หมายถึงเข้าใจความหมายโดยตรง และโดยพื้นฐานก่อน ถ้าพูดอย่างเป็นรูปธรรมก็คือให้เราสามารถอ่านกุรอ่านตัวบทได้อย่างเข้าใจโดยไม่ต้องเปิดอ่านฉบับแปลไทย หรือสามารถยืนละหมาดตามหลังอีมามได้โดยเข้าใจในสิ่งที่อิมามกำลังอ่าน ซึ่งก็คงไม่ได้เข้าใจไปทุกตัว ทุกคำ แต่เข้าใจเป็นส่วนมาก และไม่ขาดตกบกพร่องในภาพรวม

เครื่องมือสำคัญสำหรับโปรแกรมนี้ก็คือพื้นฐานภาษาอาหรับ ขอย้ำว่าพื้นฐานในระดับหนึ่งเท่านั้นไม่ต้องถึงขั้นเข้าใจไวยากรณ์ลึกซึ้ง พูดกับอาหรับปร๋อ หรืออ่านอาหรับเข้าใจกระจ่างชัด เด็กมุสลิมที่เรียนจบซะนาวีย์เกือบทุกคน(หากไม่ละเลยสิ่งที่ตนเคยเรียนจนเกินไป) น่าจะมีพื้นฐานถึงระดับที่ว่าแล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้เรียนมาทางสายศาสนา ระดับพื้นฐานที่ว่าน่าจะวัดได้โดยการเข้าใจโครงสร้างประโยคในภาษาอาหรับโดยภาพรวม สามารถแยกแยะได้ว่าคำใดเป็นคำนาม กริยา หรือคำเชื่อมต่างๆ  รู้จักประธาน กริยา กรรม และรู้สำนวนการใช้ประโยคพื้นฐาน เช่น ประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ ฯลฯ ถ้ารู้คำศัพท์พื้นฐานสักจำนวนหนึ่งด้วยก็ยิ่งวิเศษ ฉะนั้นใครที่ยังไม่มีเครื่องมือตัวนี้ก็คงจะต้องไปติดตั้งก่อนนะคะ

การศึกษากุรอ่านในโปรแกรมนี้ที่จริงไม่มีรูปแบบตายตัวเป๊ะ ๆ แต่จะขอเล่าอย่างละเอียดเป็นขั้นตอนที่รวม ๆ มาจากหลาย ๆ ชีวิต  พี่น้องสามารถนำไปปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของตัวเอง

– เริ่มอ่านอัล-กุรอ่านตั้งแต่ญุซอฺแรกไปจนถึงญุซอฺสุดท้ายเหมืนที่เราทำกันตลอดเดือนเราะมะฎอนนั่นแหละ อาจกำหนดส่วนที่จะศึกษาประจำวันเช่น สามหน้า ห้าหน้า ก็ว่าไป เริ่มต้นโดยการอ่านปกติรวดเดียในส่วนที่กำหนดก่อน จากนั้นกลับมาอ่านส่วนที่อ่านไปแล้วอีกครั้งโดยอ่านแบบแยกแยะความหมาย  คือดูตัวบทควบคู่ไปกับความหมาย(ส่วนมากก็ใช้กุรอ่านแปลไทยเล่มแดงของสมาคมนักเรียนเก่าฯกัน) โดยอ่านทีละอายะฮฺ เทียบตัวบทกับความหมายไปทีละคำ พยายามมองให้ออกว่าคำไหนในตัวบทตรงกับคำแปลไหนในความหมาย  แยกคำศัพท์ยากที่เราไม่รู้ออกมา อาจต้องใช้กอมูสช่วย หรือจะให้ตรงเป้า ก็ใช้พวกดิกชันนารีกุรอ่านแบบเวิร์ดบายเวิร์ดที่หาได้เยอะแยะตามอินเตอร์เน็ต (ในปัจจุบันยังมีแต่อาหรับ-อังกฤษ ไม่มีอาหรับ-ไทย)  พอแยกแบบนี้หมดทุกอายะฮฺแล้ว ก็กลับไปอ่านรวดเดียวโดยไม่ดูความหมายอีกทีหนึ่ง แล้วดูซิว่าเราเข้าใจความหมายมากขึ้นไหม ตรงไหนที่ยังรู้สึกว่าไม่เข้าใจ ก็กลับไปเปิดความหมายดูอีกที และพยายามทบทวนคำศัพท์ยากประจำวัน ถ้าไม่สามารถ ก็ไม่จำเป็นต้องท่องจำ เพราะการอ่านบ่อย ๆ จะทำให้เราจำได้เองในอนาคต อินชาอัลลอฮฺ

– เมื่อศึกษาในรูปแบบดังกล่าวจนจบซูเราะฮฺแล้ว ก็ควรอ่านทวนทั้งซูเราะฮฺอีกทีโดยไม่ดูความหมาย ตรวจสอบตัวเองว่าเข้าใจความหมายในสิ่งที่อ่านไหม ไม่เคลียร์ใจตรงไหนก็กลับไปเปิดดูอีกที ถ้าเป็นไปได้เมื่อจบซูเราะฮฺหนึ่งๆแล้ว ควรอ่านตัฟซีรที่ให้ความหมายละเอียดลงมาเพิ่มเติมด้วย (มุสลิมะฮฺอาจใช้ช่วงเวลาของเดือนที่ไม่สามารถจับมุศฮัฟตัวบทกุรอ่านได้ในการศึกษาตัฟซีรส่วนนี้) ในภาษาไทยตัฟซีรลักษณะดังกล่าวที่ออกมาครบ 30 ญุซอฺแล้ว รู้สึกจะมีแต่ตัฟฮีมุลกุรอ่าน ของท่านเมาดูดีย์ที่แปลโดย อ.บรรจง

– ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบเล่ม ซึ่งเท่าที่เคยถาม ๆ คนที่ทำประมาณนี้ มักใช้เวลาประมาณ ครึ่งปี – หนึ่งปี ข้อสำคัญคือพยายามทำให้ได้ทุกวัน วันไหนที่ธุระเยอะจริงๆ อาจน้อยหน่อย แต่ก็ไม่ควรทิ้งไปเลย เมื่อครบเล่มแล้วก็ลองทบทวนดูว่าในการศึกษาอัล-กุรอ่านที่จบลงไปนั้น เราได้รับอะไรบ้าง มีจุดอ่อน-จุดแข็งอย่างไรบ้าง อย่างที่บอกว่าโปรแกรมของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ให้ลองปรับดูตามสไตล์การเรียนรู้ของตนเอง

– เมื่อจบเล่มแล้ว ก็ให้ขึ้นใหม่ ทำอย่างนี้สักสามรอบ (ใช้เวลาราว ๆ 2 ปี อินชาอัลลอฮฺ รอบหลังๆจะเร็วขึ้น เพราะเราเข้าใจมากขึ้น ศัพท์ที่ไม่รู้ก็น้อยลง)  เชื่อว่าทุกคนจะสามารบรรลุผลรูปธรรม คืออ่านอัล-กุรอ่านตัวบทได้อย่างเข้าใจโดยไม่ต้องเปิดฉบับแปล และยืนละหมาดตามอิมามได้โดยเข้าใจสิ่งที่อิมามอ่าน อินชาอัลลอฮฺ แล้วเมื่อนั้นเราจะได้พบความอิ่มทะลักทะล้นในหัวใจ และแน่ใจได้เลยว่าไม่ต้องให้ใครมาเตือนให้เราขอบคุณต่ออัลลอฮฺ หัวใจของเราจะกระทำการขอคุณอย่างซาบซึ้งโดยอัติโนมัติ และโดยไม่มีทางจะเป็นอย่างอื่นไปได้เลย

(ไว้ค่อยมาต่ออีกโปรแกรมหนึ่งนะคะ อินชาอัลลอฮฺ)