– ภ า ษ า น่ า เ รี ย น-

มีงานบางชิ้นที่กำลังทำอยู่ทำให้ต้องนั่งลิสต์รายชื่อคนรู้จักที่ “คล่อก” ทั้งภาษาอาหรับและภาษาอังกฤษ แบบทรีอินวัน(รวมภาษาพี่ไทยด้วย)ในคน ๆ เดียว ปรากฎว่านึกไม่ค่อยจะออกเลย ลิสต์รายชื่อโหวงเหวงเหมือนจำนวนวันหน้าหนาวในกรุงเทพฯ ยังไงยังงั้น

 

ทั้งที่ถ้าให้ลิสต์ชื่อคนที่เชี่ยวชาญระดับใช้การได้แยกภาษาอังกฤษ กับภาษาอาหรับ ดูจะยาวเป็นหางว่าวทั้งสองภาษา ที่จริงมันก็ไม่ได้วาญิบอะไรที่เราจะต้องรู้ทั้งสองภาษานี้ แต่ในการทำงานหลาย ๆ ชิ้น มันต้องการคนที่รู้ทั้งสองจริง ๆ

 

ดังนั้นเมื่อหายาก เราก็เห็นทีจะต้องมาตั้งแคมเปญรณรงค์ให้พรรคพวกเพื่อนฝูงหันมาสนใจเรียนรู้ทั้งสองภาษานี้หน่อยดีกว่า เพื่อจะได้มาให้เราใช้งาน เอ้ย เพื่อจะได้นำความรู้มาทำงานรับใช้อิสลามน่ะ

 

ทำไมเราควรเข้าใจทั้งสองภาษานี้

 

จริง ๆ โดยทัศนคติส่วนตัว (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ข้อสรุปใดใด) ค่อนข้างให้ความสำคัญกับภาษาอาหรับมากกว่าภาษาอังกฤษ เหตุผลคงไม่ต้องอรรถาธิบาย ก็ธรรมนูญชีวิตเราถูกประทานลงมาด้วยภาษาอาหรับนี่หว่า และถึงแม้จะหมั่นไส้ภาษาอังกฤษนิดหน่อยตามกิจจะลักษณะของพวกคนมีอคติ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นภาษาสำคัญในการติดตามข้อมูลข่าวสารของโลกทุกวันนี้  เรียกว่าถ้ารู้สองภาษานี้เราจะเข้าถึงทั้งแหล่งข้อมูลข่าวสาร และแหล่งความรู้ขนาดมหึมาที่ค้นคว้าทั้งชีวิตก็ไม่รู้จักจบจักสิ้น

 

สรุปคืออยากให้มองการรู้ทั้งสองภาษานี้เป็นคุณสมบัติเบื้องต้น-พื้นฐานของเรา ไม่ใช่ความสามารถพิเศษชวนตื่นตะลึงหรือได้มายากเย็นอะไร (แล้วถ้าอยากได้ภาษาอื่น ๆ เป็นลำดับต่อไป ก็เชิญเลือกสรรตามอัธยาศัย)


ที่จริงตัวเองไม่มีคุณสมบัติอะไรที่จะมาสอนคนอื่นเรื่องการเรียนภาษา เพราะไม่ได้เข้าใกล้สถานะผู้สันทัดกรณีสักนิด ห่างไกลเหมือนฟุตบอลทีมชาติไทยกับการไปบอลโลกซิไม่ว่า แต่อาศัยที่เคยผ่านชั้นเรียนทางภาษามาบ้าง และอย่างที่บอก…ว่ามีงานต้องทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ (และเกี่ยวกับการอยากขอช่วยจากชาวบ้านในเรื่องนี้) เลยจะของัดแงะบางวิธีการเรียนภาษาที่อาจเป็นประโยชน์บ้างแก่พี่น้องคนอื่น ๆ มาโม้นิดหน่อย พอให้เห็นช่องทางเอาไปต่อยอดกันสักเล็กน้อย อินชาอัลลอฮฺ อ่านเพิ่มเติม “– ภ า ษ า น่ า เ รี ย น-“

บันทึกเดินทาง ตอน : ท่องปายในชีวิต

 

คุณเชื่อในกำหนดของอัลลอฮฺไหม?


ถ้าเป็นมุสลิม คำตอบต้องออกมาว่า “แอ๊บโซลูทลี่ – ที่สุด” แหงแซะ หากเราคงพบเหมือน ๆ กันว่าการใช้ชีวิตแสนสั้นของเรานี้ ยิ่งนับวันก็ยิ่ง
จะปรากฏเรื่องราวที่ตอกย้ำให้ความเชื่อมั่นต่อกำหนดอันนี้ยิ่งมั่งคงชะมัดในสำนึก แถมมองเห็นแต่ความงดงามหมดจดของมันจนหลงรักหัวปักหัวปำ ถอนตัวไม่ขึ้น และไม่คิดอยากถอน


ไม่กี่เดือนก่อน ได้อ่านหนังสือเล่ม๑ ชื่อ “โปสการ์ด ชา กาแฟ ปาย” ซึ่งรวบรวมบทสัมภาษณ์ของคนที่ไปใช้ชีวิตในเมืองปายตั้งแต่ก่อนเมืองนี้จะเติบใหญ่ตัวโตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แม้หนังสือนี้จะค่อนข้างปกป้องปายและการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมันด้วยลีลาของเหล่าคนช่างคิดที่แม้ไม่ได้ปลาบปลื้มกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของปาย แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่ใครจะโยนข้อกล่าวหาทำนอง “เละเทะ” “ไม่เห็นมีอะไร” หรืออะไรทำนองนั้นให้แก่เมืองนี้ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสกับตัวตนของมันอย่างแท้จริงเลย ทว่าหนังสือเล่มนี้ก็ไม่อาจสร้างแรงจูงใจให้คนอ่านคนนี้อยากไปปายได้มากไปกว่าความสนใจในวิธีคิดของบรรดาคนที่ถูกสัมภาษณ์ในเล่ม ซึ่งเกือบทั้งหมดคือคนที่เคยใช้ชีวิตกินเงินเดือนงาม ๆ อยู่ในเมืองกรุงทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็เลือกออกเดินทางมาลงชีวิตในปายที่ตอนนั้นยังเป็นแค่เมืองเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้จักสักกี่คน เพียงเพราะสันนิษฐานว่ามันน่าจะตรงกับนิยามของ “ชีวิต” ที่พวกเขาเข้าใจมากกว่าวิถีมนุษย์เงินเดือนทำงานหามรุ่งหามค่ำที่พบพานผ่านมา


เหมือนมองเห็นอะไรบางอย่างเลือนรางอยู่ในวิธีคิด และวิถีชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกเขาและเมืองเงียบเหงาแบบนั้น เมื่อยังไม่รู้ชัดว่าที่เห็นนั้นคืออะไร กมลสันดานของพวกอยู่ไม่สุขก็แผลงฤทธิ์ให้เริ่มโครงการพันล้านในสมอง  การเดินทางไปเมียงมองซอกมุมเหล่านั้นด้วยตาตัวเองคือฝันลิบ ๆ ที่เห็นแสงไร ๆ


ในเบื้องต้น ลิสต์รายชื่อชุมชนมุสลิมตามซอกเขาที่อยากไปสำรวจวิถีและความเป็นอยู่ไม่มีชุมชนมุสลิมที่ปายปรากฏในรายการ จนกระทั่งได้รับรู้ว่ามีพี่น้องที่รู้จักครอบครัว๑ กำลังจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรของพวกเขาในปาย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อศึกษาดูงานการจัดบ้านเรียน (Home School) ของมุสลิมในปาย ซึ่งคนที่สนใจทางนี้หน่อยย่อมจะเคยได้ยินแว่ว ๆ ว่าที่นั่นเขาทำกันเป็นเรื่องเป็นราวน่าสนใจไม่หยอก


เมื่อได้รับรู้ความตั้งใจนั้น การเดินเรื่องเพื่อยัดเยียดตัวเองเข้าไปในแผนการเดินทางของพี่น้องก็เริ่มต้นขึ้น และยิ่งนับวัน นับเรื่อง ก็ยิ่งปรากฏถึงความงดงามในกำหนดและความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ นับตั้งแต่การสอบถามความสะดวกของพี่น้องที่เราจะไปแจม การขอเซ็นอนุมัติจากบุพการี  การเลือกเฟ้นมะฮฺรอมจากสภาชูรอมะฮฺร็อมแห่งบ้านซึ่งล็อบบี้-ข่มขวัญกันสุดฤทธิ์ (ล็อบบี้หนีจะไม่ไปน่ะ เพราะคนที่เคยได้รับเลือกให้ไปทริปอื่นด้วยดันมาใส่ไฟว่าต้องถูกพี่สาวทิ้งเห็น ๆ แต่สุดท้ายก็ได้มาคนนึงด้วยบัญชาของท่านแม่) ไปจนถึงการจองตั๋วเดินทาง และที่พัก ซึ่งจริง ๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งและยาก เพราะมาตัดสินใจได้ในช่วงใกล้วันเดินทางเต็มที่…วันเดินทางอันเป็นช่วงลองวีคเอนด์ปลายปีที่ใครก็รู้ว่าคือไฮซีซั่นการท่องเที่ยวของภาคเหนือเกือบทั้งภาค ถึงอย่างนั้นด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ ทริป “ปาย-เชียงใหม่ 6คืน 5วัน” ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในไมล์ชีวิตของเราในที่สุด อัลฮัมดุลิลละฮฺ

เราสองคนพี่น้องเดินทางโดยรถไฟที่เลทวายป่วง ดังนั้นที่กะเกณฑ์ไว้ในใจว่าจะโบกรถแดงเชียงใหม่ไปดูชุมชนมุสลิมสักแห่งในตัวเมืองก่อนไปแอร์พอร์ตสมทบกับพี่น้องที่เดินทางโดยเครื่องบินก็เป็นอันต้องล้มเลิก กลายเป็นพี่น้องต้องเอารถตู้เช่ามารับเราที่สถานีรถไฟ เพราะถึงเชียงใหม่เกือบจะพร้อมกัน ทั้งที่ตามกำหนดในตั๋วเราจะต้องถึงก่อนไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง


เราแวะทานกลางวันและละหมาดที่มัสญิดช้างคลานก่อนจะเดินทางฝ่า 763 โค้งขึ้นเขาไปปาย คลื่นเหียนจนต้องแวะจุดชมวิวกลางทางให้เลือดลมได้พักผ่อนบ้าง  กว่าจะไปถึงมัสญิดอัลอิสรออฺใจกลางเมืองปายก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ถึงอย่างนั้นเรายังได้แวะทักทายญาติมิตรที่พี่น้องตั้งใจขึ้นมาเยี่ยมซึ่งเปิดร้านขายของชำขนาดใหญ่อยู่ตรงข้ามมัสญิด และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดบ้านเรียนที่เราตั้งใจมาศึกษาดูงานกันด้วย


กลับเข้าที่พักซึ่งห่างจากมัสญิดไปราวเดินเท้าไม่เกินสิบนาทีก็เป็นเวลามัฆริบพอดี ถนนคนเดินของเมืองปายจะเริ่มมีชีวิตก็ตั้งแต่ช่วงเวลานี้เอง เราสองคนออกไปเดินดูของได้ไม่นานก็ต้องกลับมาพักผ่อน เพราะยังเหนื่อยไม่หายจากเจ็ดร้อยกว่าโค้งที่ผ่านมา แม้ว่าการเดินจากที่พักของเราไปถนนคนเดินจะใช้เวลาเพียง 3 นาทีก็ตาม


และมันก็เป็นราว ๆ 3 นาทีอีกนั่นแหละ ที่เราเดินจากที่พักไปหาซื้ออาหารมุสลิมกินยามเช้าได้สบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโจ๊กไก่ น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ซาลาเปา ไปจนถึงไก่ทอดหาดใหญ่ ตลอดจนเมนูวาญิบของชุมชนมุสลิมทั่วไป อันได้แก่ข้าวหมก ข้าวมัน ข้าวมะเขือเทศ เรียกว่าไม่ต้องกลัวอดเลยสำหรับมุสลิมที่มาเยือนเมืองนี้ มีร้านอาหารมุสลิมให้เลือกกินตั้งแต่เช้ายันค่ำ และส่วนมากค่อนข้างไว้ใจได้เพราะเป็นพี่น้องสายตับลีฆที่ค่อนข้างเอาใจใส่กับเรื่องอาหารการกินที่สะอาดถูกต้องพอสมควร


ที่ปายมีมุสลิมอยู่ราว 40 ครัวเรือน ไม่นับคนที่เดินทางเข้ามาค้าขายรายวันอีก ที่จริงก็ไม่น้อยเลยนะเพราะปายเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เดินไม่เท่าไหร่ก็ทั่วแล้ว เราสองคนพี่น้องเดินชมเมืองยามเช้าหลังอิ่มอาหาร ไปดูเด็ก ๆ โรงเรียนปายวิทยาคารนุ่งซิ่น-กางเกงเลเข้าแถว  เลยไปหน่อยเป็นลำน้ำปายที่มีรีสอร์ทสวย ๆ มาเปิดกันให้ควั่ก มีลานกางเต้นท์ริมน้ำที่คิดเฉพาะค่าที่สำหรับคนที่เตรียมเต้นท์มาเองด้วย ตอนเช้า ๆ ของวันธรรมดาแบบนี้ ร้านรวงส่วนใหญ่ยังปิดเกือบหมด นักท่องเที่ยวที่พอมีอยู่บ้างก็ยังไม่โผล่หน้าออกมามากนัก เราเลยเดินชมการตกแต่งภายนอกของร้านรวงและเกสต์เฮาส์ระดับต่าง ๆ รอบเมืองได้อย่างสบาย ๆ และพบว่าปายก็ดูน่ารักดีออกในสายหมอกบาง ๆ ที่ไม่มีใครมาแย่งกันส่องแสงแฟลชทะลุทะลวงสีขาวละมุนของมันมากนัก

ช่วงสาย ๆ ของวันนี้เราเข้าไปดูบ้านเรียนของพี่น้องในปายซึ่งหลบซ่อนอยู่หลังร้านของชำตรงข้ามมัสยิด ถ้าเดินผ่านก็คงไม่มีใครรู้ว่ามีการเรียน-การสอนของเด็กกว่ายี่สิบชีวิตอยู่ในบ้านหลังน่ารักข้างหลังถนนนี้ เราได้ไปสัมผัสสถานที่จริง พูดคุยกับเด็ก ๆ และผู้จัดการศึกษา แลกเปลี่ยนกันทั้งในเรื่องการจัดการบ้านเรียน และเลยไปถึงการใช้ชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมาก ๆ มาชาอัลลอฮฺ ช่วงบ่ายแก่ ๆ เรามาสรุปเนื้อหาสิ่งทีได้รับกันที่บ้านพัก ก่อนจะย้ายวงไปคุยกับคนรุ่นลูกของผู้จัดซึ่งเคยผ่านระบบบ้านเรียนมาแล้วแม้อย่างไม่เป็นทางการเท่าทุกวันนี้ คนรุ่นลูกที่ว่านี้คือคนอายุราวยี่สิบกว่า-สามสิบซึ่งเรียนนอกระบบโรงเรียนก่อนหาช่องทางไปศึกษาต่อทางศาสนาในต่างประเทศ ทุกวันนี้พวกเธอแต่งงานมีครอบครัว และกลับมาสอนเด็ก ๆ ที่บ้านเรียนต่อ เรียกว่าเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ตัวเองมองเห็นเส้นทางของระบบการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียนตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาได้อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม โดยรายละเอียดในส่วนของบ้านเรียนนี้ พี่น้องของเราคงจะไปเรียบเรียงและนำเสนอต่อสังคมมุสลิมในวาระและลักษณะต่าง ๆ ต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

ค่ำวันที่สองนี้เราได้ออกไปเดินถนนคนเดินตลอดสาย และอัลฮัมดุลิลละฮฺที่เราซื้อของที่ต้องการได้เกือบครบในคืนนี้ เพราะมันยังเป็นวันธรรมดาก่อนเข้าสู่ลองวีคเอนด์ ถนนยังโปร่งโล่ง เดินสบาย ๆ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งชิงกับใคร ในถนนคนเดินมีร้านมุสลิมอยู่หลายร้าน ทั้งร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก บางร้านที่เป็นบ้านคนไม่ใช่แบกะดินก็มักจะเปิดทั้งวัน ไม่ใช่เฉพาะตั้งแต่หลังหกโมงเย็นเหมือนร้านในถนนคนเดินทั่ว ๆ ไป แต่ช่วงกลางวันในปายไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเหมือนกลางคืน โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่วันหยุด การได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายมุสลิมไปเรื่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกดีได้เหมือนกัน ได้มองเห็นวิถีชีวิตของพี่น้องต่างถิ่น ซึ่งขอฟันเฟิร์มว่าหัวใจของพวกเขายังน่ารักมาก ๆ ท่ามกลางการเจริญแบบก้าวกระโดดของบ้านเกิดเมืองนอน เกือบทุกร้านที่เราได้เข้าไปทัก มักจะได้ของแถมมาเป็นส่วนลดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสินค้าที่หยิบซื้อ บางร้านให้ฟรีกันเลยก็มี (นี่ไม่ใช่เป้าหมายของการเข้าไปตีซี้เจ้าของร้านหรอกน่า แฮ่ม)


วันต่อมาเราได้ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านจีนยูนนาน และแวะไปต้มไข่ที่โป่งน้ำร้อน มันก็สุกแหละนะ แต่สุกแบบไข่ลวก เพราะพอคนเริ่มเยอะ เราก็ต้องจรลี หลังแยกย้ายไปพักผ่อนยามบ่ายแล้ว เราก็ไปนั่งรถชมวิวยามเย็นซึ่งทำให้ได้รู้ว่า ออกจากตัวเมืองปายมาไม่กี่ร้อยเมตร วิถีชีวิตของชาวบ้านก็ยังเป็นวิถีของชาวชนบทโดยส่วนมาก คือมีทุ่งนา ป่าเขา ความเงียบสงบ
และเรียบง่าย ที่พักหลายแห่งที่เน้นจุดขายเป็นความไม่พลุกพล่านก็หลบมาซ่อนตัวอยู่แถวนี้บ้างประปราย แต่เมื่อกลับเข้ามาในเมืองซึ่งร้านรวงของถนนคนเดินประจำค่ำวันเสาร์เริ่มทยอยกันจัดวาง เราก็ได้พบความแตกต่างระหว่างปายในวันท่องเที่ยวกับวันธรรมดาอย่างแท้จริง คืนสุดท้ายในเมืองปายของเราจึงเป็นคืนที่เราได้เพียงแต่ไปนั่งทานอาหารค่ำในร้านอาหารอิสลามบนถนนคนเดิน แล้วพาตัวเองแยกย้ายกันฝ่าฝูงชนกลับไปที่พักเท่านั้น ยกเว้นใครมีอะไรที่ยังต้องการเก็บตกหาซื้อก็ต้องไปตามเก็บตามอัธยาศัยและความสามารถส่วนตัว

เช้าวันสุดท้ายที่ปายอากาศดีมาก หนาวกำลังน่ารัก คือหนาวสมกับเป็นเมืองเหนือ แต่ไม่ถึงกับหนาวทรมาน ทว่าคนเยอะกว่าเช้าก่อน ๆ มาก เพราะเป็นวันกลางของลองวีคเอนด์ทั้งสามวัน ร้านรวงยามเช้าก็หนาตากว่าวันก่อน ๆ เราได้แต่เดินชมวิถีชีวิตยามเช้าของคนในปายทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเป็นเฮือกสุดท้าย ก่อนกลับมาเก็บข้าวเก็บของ แวะล่ำลาเจ้าของบ้านที่ตอนแรกเพียงเนียตไปสลามกันก่อนกลับ แต่กลายเป็นโปรแกรมคุยตกค้างยืดยาวหลายชั่วโมงที่ไม่มีใครบ่นเลย เพราะได้อะไรเยอะมากๆ มาชาอัลลอฮฺ สุดท้ายวันนั้นเราเลยต้องอยู่ทานกลางวันที่ปายกันอีกมื้อ กว่าจะฝ่าเจ็ดร้อยกว่าโค้งไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่ก็เย็นย่ำแล้ว แวะเยี่ยมพี่น้องนิดหน่อย ก่อนกลับเข้าที่พัก เราสองคนแยกพักกับคณะของพี่น้องร่วมทริป เพราะเราตัดสินใจเดินทางที่หลัง เลยไม่สามารถจองโรงแรมที่เดียวกันได้ทัน แม้จะเหนื่อยเต็มที่ แต่น้องชายยังอุตส่าห์ลากไปถนนคนเดินที่เชียงใหม่จนได้


ตามแผนที่ จากโรงแรมที่พักของเราซึ่งอยู่ใกล้มัสยิดบ้านฮ่อ เราสามารถเดินเท้าไปถนนคนเดินที่ประตูท่าแพได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนชำนาญทางกันทังคู่ เราเลยหลงไปในไนท์บาร์ซาร์ซึ่งอยู่ใกล้ที่พักมากกว่าเสียครึ่งชั่วโมง เพียงเพื่อจะพบว่ามันคือบางลำพูเวอร์ชั่นที่มีของตั้งราคาไว้ขายฝรั่งเสียมากกว่าอย่างอื่น เลยต้องเรียกตุ๊ก ๆ ของเชียงใหม่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากตุ๊ก ๆ กรุงเทพมากนักให้ไปส่งที่ถนนคนเดิน พี่ตุ๊ก ๆ แกก็ดีใจหาย ไม่อยากให้เราเดินไกล เลยไปส่งใจกลางถนนคนเดินเลย หลังเวทีการแสดงอะไรไม่รู้ พอหลงเข้าไปแล้วนั่นแหละ จึงเพิ่งสำเหนียกว่ามุสลิมะฮฺไม่ควรมาที่นี้เท่าไหร่หรอก คนแน่นอย่างกับอะไรดี แต่พอเข้าไปแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินต่อไปจนสุดทาง ดีว่าเราถามทางเดินไปประตูท่าแพจากพี่ตุ๊ก ๆ ไว้ เลยใช้เวลาเดินไม่นานเท่าไหร่ก็หลุดออกมาได้ ข้อดีอย่างเดียวของการมาถนนคนเดินนี้ คือได้ของกำนัลไปถวายท่านแม่ เป็นเครื่องนวดเท้าทำจากไม้ ราคาถูกกว่าที่กรุงเทพฯครึ่ง ๆ เลยทีเดียว

เมื่อรอดชีวิตจากถนนคนเดินมาได้ ด่านต่อไปก็คือแถวรถหน้าประตูท่าแพที่ติดเหมือนใครยกถนนสาธรตอนแปดโมงเช้ามาวาง เราสองคนเลยตัดสินใจลองเดินเท้ากลับไปที่พักตามแผนที่ที่ปริ้นซ์มาจากกูเกิ้ลตามนิสัยรอบคอบของผู้พี่ ใช้เวลาประมาณยี่สิบกว่านาทีก็มาถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ


กฎข้อนึงในการหาที่พักต่างถิ่น คือพยายามหาที่พักใกล้มัสยิดเข้าไว้ แล้วคุณจะไม่อดตาย เหมือนมื้อเช้า
ของเราที่เชียงใหม่ ซึ่งได้ไปฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างมัสยิดบ้านฮ่อ อันเป็นย่านเดียวกับร้านข้าวซอยอิสลามเจ้าดัง แต่ตอนที่เราไป ร้านข้าวซอยยังไม่เสร็จดี เราเลยทานข้าวแกงร้านข้าง ๆ แทน  ได้ซื้อของฝากพวกน้ำพริกหนุ่มและอื่น ๆ ที่ร้านนี้ บวกเดินดูบรรยากาศชุมชนมุสลิมแถวนั้นนิดหน่อย ก่อนจะรีบกลับไปเก็บของ


เราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมตอนสาย พี่น้องมารับไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อเอาใจเด็ก ๆ ในคณะของเรา มันเป็นวันหยุดที่คนแห่ไปดูหลินปิงกันเยอะมาก หลินปิงคงรู้มั้ง เลยแกล้งนอนหลับอุตุไม่ยอมตื่น เราเลยได้ดูแต่ช่วงช่วงกับหลินฮุ่ย ออกจะเที่ยวตามกระแสสักหน่อยแหละโปรแกรมนี้

ที่จริงใครอยากมาเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่แบบเต็มที่นี่ ควรให้เวลาที่นี่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งวัน เพราะมีสารพัดกิจกรรม ตั้งแต่นั่งรถราง ขี่ช้าง ชมอควอเรี่ยม ไปจนถึงขับรถซิ่งในสนามจำลอง หรือแม้แต่เล่นบีบีกันก็ยังมีให้บริการ เอากับเขาสิ และเพราะกิจกรรมมากมายบวกกับคนมหาศาลนี่เอง ทำให้เราติดอยู่ในสวนสัตว์จนไม่ได้ไปเยี่ยมพี่น้องที่ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แต่แรก เพราะต้องรีบไปให้ทันขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯตอนบ่ายสอง


ข้าวกลางวันมื้อสุดท้ายของเราในเชียงใหม่อยู่ที่ร้านสง่าเชิงดอยแถวสันติธรรม  ส่งข้าวหน้าไก่กับเนื้อสะเต๊ะลำเลียงเข้าท้องแล้วเราก็ไปแวะละหมาดที่มัสญิดดุนนูร หรือมัสญิดช้างเผือกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งมากนัก ละหมาดแล้วเราสองคนก็ขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ส่วนพี่น้องที่ร่วมเดินทางด้วยกันยังอยู่ต่ออีกหนึ่งคืน


ระหว่างนั่งรถทัวร์กลับบ้าน พยายามทบทวนว่าได้อะไรจากการเดินทางทริปนี้ คำตอบก็คือมากมายทีเดียว อัลฮัมดุลิลละฮฺ จริง ๆ คนที่ไปเที่ยวปายส่วนมากมักจะอยู่เดินชมบรรยากาศยามเช้าในเมือง หาอะไรทาน แล้วก็ออกไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รอบนอก ก่อนจะกลับมาเดินถนนคนเดินยามค่ำ แต่เรามีวันที่ได้อยู่ในปายทั้งวัน ได้คุยกับพี่น้องมุสลิมที่นี่ และมองเห็นความน่ารักหลายอย่างในวิถีชีวิตของพวกเขาที่นึกไม่ถึงว่าเขาจะรักษามันไว้ได้ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปปาย ลองหาวันที่เงียบๆหน่อย ไม่ค่อยมีคน เดินคุยกับพ่อค้าแม่ขายมุสลิมตามร้านรวงต่าง ๆ หรือนักเรียนฮาฟิซในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในมัสญิด คุณอาจพบว่าที่ปายยังมีอะไรมากมายให้สมุดบันทึกของชีวิตได้เรียนรู้


สำหรับโปรแกรมหลักของเราในการเดินทางเที่ยวนี้ คือการไปสอดส่องเมียงมองบ้านเรียนของพี่น้องมุสลิมในปาย ต้องบอกว่าได้อะไรเยอะกว่าที่คิดมากมาย เราได้พบความจริงจังของพี่น้องที่ต้องการจะเสนอการศึกษาทางเลือกอีกแนวทางหนึ่งให้กับลูกหลานของตัวเอง มันเป็นความจริงจังที่ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตัวเองก็คงจะมองภาพไม่ออก การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของมุสลิมที่นี่มีส่วนอย่างมากที่ผลักดันให้งานนี้ของพวกเขาเห็นผลแม้ว่าตัวผู้จัดเองจะออกปากเสมอระหว่างพูดคุยว่ายังมีอีกหลายเรื่องต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไป ที่ปลาบปลื้มมากคือการใช้บุคลากรในชุมชนของเขา แม่บ้านมุสลิมะฮฺซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประจำของตน จะแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้บ้านเรียนนี้ เด็ก ๆ ในศูนย์บ้านเรียนจะเดินไปเรียนกับแม่บ้านที่มีความถนัดในด้านต่าง ๆ ถึงบ้านของพวกเธอ มันเป็นการอุดช่องโหว่ให้ความเป็นไปไม่ได้ของหลาย ๆ ปัญหาด้วยวิธีที่คงไม่สามารถมองเห็นได้เว้นแต่ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺ


สำหรับเด็ก ๆ ในบ้านเรียน พวกเขาให้อะไรหลายอย่างแก่ผู้เดินทางไกลไปพบ ใคร ๆ มักพูดว่าเด็กที่เรียนอยู่กับบ้านจะไม่มีทักษะการเข้าสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่เด็ก ๆ ที่เราไปพบลบทุกข้อสงสัยเหล่านั้นด้วยภาพจริง พวกเขาร่าเริงและพูดคุยกับคนแปลกหน้าแบบพวกเราอย่างเป็นกันเอง ออกจะเกินหน้าเกินตาเด็กในระบบโรงเรียนหลายคนเสียด้วยซ้ำไป แถมเป็นการพูดคุยที่มีมารยาทในระดับควรกดถูกใจเสียด้วย เราบอกจุดที่มองเห็นนี้แก่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในหมู่ผู้ดูแลบ้านเรียน ท่านบอกกลับมาว่า “จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือหัวใจ ถ้าหัวใจของเด็ก ๆ ดี อย่างอื่นของเขาก็จะดีไปด้วย ที่เราทำคือนำพวกเขามาไว้ในสถานที่และระบบที่จะดีต่อหัวใจของพวกเขาเท่านั้นเอง”


นอกจากการเรียนรู้ผ่านผู้คนที่นั่นแล้ว ในการเดินทางของชีวิตยังมีเรื่องราวรายทางอีกมากมายให้ชีวิตเราได้เรียนรู้ อย่างในหมู่คณะที่เดินทางไปด้วยกันจะเป็นคณะที่รวมของคนหลายวัย ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคน พ่อแม่ลูกอ่อน วัยรุ่นตอนปลาย วัยรุ่นตอนต้น และเด็ก ๆ ไล่ลงไปตั้งแต่วัยเข้าโรงเรียนจนถึงแบเบาะคลานต้วมเตี้ยม การได้เดินทางร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายนี้ทำให้มองเห็นถึงการเติบโตและถนนหลาย ๆ สายของชีวิต ที่จริงแล้วเราทุกคนก็เพียงกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายหนึ่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต คือการกลับไปพบกับเจ้าของชีวิต ไม่มีอะไรมากและน้อยกว่านี้ เราเพียงต้องพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดต่อการเดินทางอันยิ่งใหญ่นี้  เรียนรู้ เติบโต แล้วก็ก้าวไป ในระหว่างนั้นอาจมีการเดินทางทริปย่อย ๆ มาเพื่อเพิ่มบางสิ่งแก่ชีวิตนักเดินทางของเรา ให้รอยย่ำเท้าของเรามั่นคงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น…หวังว่าการเดินทางที่เพิ่งจบไปจะถูกนับรวมอยู่ในทริปที่ว่านั้น อินชาอัลลอฮฺ

 


หมายเหตุ1 : ขอบคุณผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ
-ขอบคุณอัลลอฮฺสำหรับกำหนดการณ์ทริปนี้ ไม่ว่ามองย้อนกลับไปมุมใดใดก็ไม่พบส่วนไหนเลยของการเดินทางที่ปราศจากความช่วยเหลือของพระองค์
– ญะซากุมุลลอฮุค็อยร็อนครอบครัวของพี่น้องที่ให้เราร่วมเดินทางไปด้วย และดูแลเราไม่ต่างอะไรจากลูกหลานคนหนึ่ง
– ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่ที่เซ็นอนุมัติการเดินทาง ทั้งที่รู้ว่าห่วง (มะฮฺรอม) ใจแทบขาด
– ขอบคุณหนังสือ “ให้หัวใจได้พักผ่อน” และผู้เกี่ยวข้อง ในฐานะสปอนเซอร์ใหญ่ของรายการ ที่ให้เงินรายได้ก้อนสุดท้ายมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งของตัวเองและมะฮฺรอม จบทริปนี้คงมีไฟเขียนเล่มต่อไป เพื่อหาเงินไปเดินทางทริปต่อไป ^^ (ไว้วันหลัง -อินชาอัลลอฮฺ จะเขียนถึงเรื่องนี้อีกที คือเป็นปณิธานส่วนตัวเลยทีเดียว ว่าคนที่คิดจะทำตามความฝันบางอย่างของตัวเอง สมควรจะรับผิดชอบตัวเองได้ด้วย ไม่ใช่รบกวนพ่อแม่อยู่เรื่อยไป โดยเฉพาะเมื่อความฝันของตัวเองค่อนข้างจะไม่สอดคล้องกับความฝันของพ่อแม่)


หมายเหตุ2 : การเดินทางและที่พัก


ถ้าตั้งต้นจากกรุงเทพฯ ปกติเราจะไปปายกัน 4 ช่องทาง คือขับรถไปเอง เครื่องบิน รถไฟ และรถทัวร์ ตัดอันแรกออกไป อีกสามทางที่เหลือที่เหมาะที่สุดกับคนมีเวลาน้อย ก็คือนั่งเครื่องบิน จริง ๆ ถ้าขยันหาโปรโมชั่นดี ๆ ก็อาจได้พบบางโปรของบางสายการบินที่ไม่แพงมาก อย่างก่อนเราจะออกเดินทางไม่นาน ก็มีโปรของนกแอร์ไปเชียงใหม่ ตกคนละประมาณ 1,300 บาท แต่นั่นแหละ ช่วงไฮซีซั่น จองยากเป็นบ้า ตัวเองก็จองไม่ทันเหมือนกัน เลยไปจองรถไฟแทน ซึ่งที่จริง ถ้าจะเอาให้เหมาะกับบรรยากาศควรนั่งรถพัดลมมากว่า แต่เนื่องจากเรามีนัดกับพี่น้องที่ปลายทาง เลยต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับเวลานัดหมายเป็นหลัก ซึ่งเวลานั้นไม่มีรถพัดลม มีแต่รถแอร์ ก็เลยได้นั่งรถตู้นอนแอร์ไป(700-800 กว่าบาท ใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง ตามตั๋ว) ซึ่งไม่ประทับใจเท่าไหร่ เพราะเลทกระจุยกระจาย คนที่มีนัดรออยู่เลยนั่งไม่ค่อยติดเท่าไหร่ แต่ถ้าไปแบบสบายๆ ชิวๆ ก็นั่งรถไฟกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ ท่าจะมีความสุขอยู่เหมือนกัน อีกอย่าง รถขบวนที่นั่งมีแต่ฝรั่ง แต่ละท่านคุยดังๆทั้งนั้น ใครสนใจทดสอบลิสเทนนิ่ง สกิล ของตัวเอง เชิญเทคคอร์สได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย อ้อ อย่าลืมพกสกิลความอดทนต่อห้องน้ำบนรถไฟมาด้วยนะคะ

คนจะไปปายต้องไปตั้งต้นที่เชียงใหม่ สำหรับคณะเราพี่น้องเหมารถตู้เดินทางตลอดทริป แต่ถ้าใครจะไปเองก็มีทั้งรถเมล์ รถแอร์ รถตู้ให้เลือกนั่งมาลงใจกลางเมืองปาย ราคาเฉลี่ยประมาณร้อยกว่าบาท พอมาถึงแล้วเขามักจะเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปไหนมาไหนกัน ร้านเช่าก็มีให้เลือกหลายร้านอยู่ หาไม่ยาก ถ้าอยากไปไกลหน่อย พวกปางอุ๋ง ปางมะผ้า ฯลฯ ก็มีทัวร์เป็นทริปๆให้เลือกซื้อในตัวเมืองปาย เขาจะจัดการการเดินทางให้เสร็จหมด แต่คงสนุกสู้ไปเองไม่ได้ บางคนเลยเลือกเช่ารถยนต์ในเมืองเชียงใหม่จับขึ้นมาเองเลย แต่ก็ต้องเป็นคนขับแข็งเหมือนกันเพราะทางเอาเรื่องอยู่ ข้ามไปที่ขากลับจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ เราซื้อได้ทัวร์ของบขส. เพราะจองช้าทัวร์อื่นเต็ม รถแบบอื่นก็เต็ม ได้รถสองชั้น นั่งชั้นบน ราคา 400 บาท ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมงเศษๆ ก็ไม่ทรมานอะไร เค้ามีจอดแวะให้เข้าห้องน้ำครั้งหนึ่ง กินข้าวอีกครั้งหนึ่ง เราก็อาศัยอาบน้ำละหมาดแล้วมาละหมาดบนรถช่วงนั้น


ที่พัก ถ้าไปช่วงไฮซีซั่นสมควรอย่างยิ่งที่จะโทรไปจองก่อน จะได้ไม่เสียเวลาหา แต่ถ้าไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว ไปหาเอาตรงนู้นก็ได้ จะได้เห็นสถานที่จริงเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่(ถ้ามีเวลามาก) ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ หลากราคาสุด ๆ กลางเมือง ริมน้ำ บนเขา ปลายนา มีหมด ที่ตัวเองพักคือปวีร์เฮาส์ ราคาช่วงไฮซีซั่นอยู่ที่คืนละ 500 บาท นอนได้ 2-3 คน คืนสุดท้ายถูกย้ายไปนอนห้องที่ไม่มีชานพักด้านหน้า เจ้าของเลยใจดีลดให้เหลือ 300 บาท คนดูแลก็พูดจาดี แต่บ้านธรรมดาๆ อาศัยว่าทำเลดี เดินทางสะดวก ที่พี่น้องไปด้วยกันพักเป็นเจ้าของเดียวกัน อยู่ตรงข้ามกัน ชื่อปาล์มเฮาส์ จะใหม่กว่า (เราจองช้าเลยเต็ม) อันนั้นจะมีทางเดินออกด้านหลังที่โผล่ไปก็เป็นถนนคนเดินเลย (ตรงกับร้านเค้กโกโอของมุสลิมที่ล่อตาล่อใจมากๆ คนคุมน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงแรงๆ)

ส่วนที่เชียงใหม่พักที่ตะวันคอร์ท ห้องทวิน เตียงคู่ คืนละ 700 บาท ช่วงโลว์ซีซั่นจะถูกกว่านี้ โรงแรมเขาเล็กๆ แต่สะอาด คนไม่พลุกพล่าน เจ้าหน้าที่ก็พูดจาดี แถมอยู่ใกล้มัสยิดบ้านฮ่อมากๆ อาหารการกินสะดวก (ตอนแรกจะจองโรงแรมอัลฟารุคของมุสลิมที่อยู่ใกล้มัสยิดช้างคลาน แต่มันเต็ม เห็นว่ามีทัวร์มุสลิมไปลง รู้สึกว่าที่อัลฟารุคก็ราคาประมาณนี้ คือ 500 -700 บาท)

จุดชมวิวกลางทางระหว่างเส้นทางฟันฝ่า 763 โค้งสู่เมืองปาย

มัสญิดอัลอิสรออฺในตัวเมืองปาย หน้ามัสยิดตอนค่ำก็เป็นถนนคนเดินด้วย ส่วนข้างๆ เป็นร้านรวงต่างๆของมุสลิม ในมัสญิดมีโรงเรียนสอนฮาฟิซด้วย

บ้านเรียนอัลเมียะอฺรอจ เป้าหมายหลักการเดินทางทริปนี้ แอบซ่อนอยู่ตรงข้ามมัสญิด

บริเวณรอบๆบ้านเรียน จัดเป็นสนามเด็กเล่นย่อมๆ

เด็ก ๆ บางชั้นเรียนมีห้องเรียนอยู่ด้านนอกตัวบ้าน

นี่เป็นห้องป.๕ ชั้นสูงสุดของบ้านเรียนตอนนี้ ฝั่งที่เห็นเป็นฝั่งของเด็กผู้ชาย ส่วนอีกด้านของม่านเป็นฝั่งของเด็กผู้หญิง

ห้องสมุดของบ้านเรียน มีมุมรับแขกอยู่ด้านข้าง

ยามเย็นของเด็ก ๆ ในโรงเรียนฮาฟิซตรงข้ามบ้านเรียนอัลเมียะอฺรอจ (เด็กผู้ชายที่จบประถมฯจากบ้านเรียนส่วนนึงก็จะมาต่อฮาฟิซที่นี่)

ร้านเค้กโกโอ ร้านเค้กมุสลิมเจ้าดัง อร่อยแรง เค้กไม่แพงนะ เมื่อเทียบกับขนาด แต่เครื่องดื่มนี่ ราคาชวนใจหายได้อยู่

เค้กชนิดต่าง ๆ ในตู้ (เข้าไปแล้วเลือกไม่ถูกจริง ๆ)

ส่วนนี่เป็นเค้กในร้าน”มุสลิมโฮมเมด” อยู่ใจกลางถนนคนเดินเลย มีอาหารคาวทั้งแขก ฝรั่ง ไทยครบ เปิดตั้งแต่แปดโมงเช้ายันมืด ได้ทานที่ร้านแต่อาหารคาว ส่วนเค้กนี่ไปได้ทานที่บ้านเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ของคุณป้าที่ทำบ้านเรียน อร่อยได้เรื่องอยู่ค่ะ ที่สำคัญเค้าการันตีเรื่องการเลือกส่วนผสมว่าคนทำ(ลูกสาวเจ้าของร้านที่บอก)เค้าซีเรียสสุด ๆ กับการเลือกสรรส่วนผสมที่ฮะลาล

ร้านขายข้าวซอย-ข้าวมัน และอีกหลายอย่าง อยู่ข้างมัสยิด คนขายเป็นครูสอนฟัรฎูอีนจากหนองจอก มาอยู่ปายตั้งหลายปีแล้ว จนแต่งงานกับคนที่นี่ ลูกเค้าก็เรียนอยู่ในบ้านเรียน เพื่อนๆช่วยพีอาร์ร้านให้แขกต่างถิ่นฟังกันสุดฤทธิ์

ร้านของที่ระลึกบริเวณข้างมัสยิด ถัดจากร้านบน เป็นของมุสลิมเช่นกัน เจ้าของร้านใจดีลดให้ตลอด ลูกสาวเค้าก็เรียนบ้านเรียนเหมือนกัน

คลีนิคหมอมุสลิมก็ยังมีนะเออ

มาดูร้านรวงในถนนคนเดินบ้าง ร้านนี้ไอเดียเก๋มาก เอาพวกของเล่นที่เราเล่นกันสมัยเด็กมารวมไว้ให้ทบทวนความจำ(อันยาวนาน)เล่น

ร้านขายพวกกุญแจสแตนเลส น้องชายชอบมาก ไปซื้อทุกคืนเลย ไม่รู้ติดใจอะไร

ร้านมิตรไทยเจ้าเก่า-เจ้าดัง เจ้าของร้านเป็น๑ในคนที่ให้สัมภาษณ์ในหนังสือที่เล่าไปตอนต้นบทความด้วย

ปายยามเช้า…นี่คือบริเวณที่เป็นถนนคนเดินยามค่ำ ตอนเช้าก็มีพ่อค้าแม่ขายเอาของออกมาตั้งกันบ้างประปราย

ถ้าเป็นวันหยุดก็จะมีของมากหน่อย คนก็เดินกันขวั่กไขว่ (เขียนงี้ป่าวหว่า)

ร้านอาหารอิสลามยามเช้ามักจะเป็นรถเข็นออกมาก่อน ส่วนร้านที่เป็นอาคารมีที่นั่งด้านในจะเปิดสายหน่อย

ปาท่องโก๋-น้ำเต้าหู้มุสลิม อยู่ข้าง ๆ ร้านโจ๊ก ตรงข้ามเซเว่น ตรงกลางยังมีร้านขายซาลาเปากับไก่ทอดข้าวเหนียวของมุสลิมด้วย

ร้านโปสการ์ด…สินค้ายอดฮิตของเมืองปายก็มีตั้งแต่เช้าเหมือนกัน ร้านนี้เป็นมุสลิมจากใต้ที่เอารถมาเปิดเป็นร้านอยู่ที่ปาย มีโต๊ะให้นั่งเขียนโปสการ์ดแล้วติดสแตมป์ส่งให้เลย จะถ่ายรูปที่ตัวเองเอาเป็นโปสการ์ดได้เดี๋ยวนั้นเลยก็ยังได้

ตู้ไปรษณีย์แบบนี้ก็มีรอบเมืองเหมือนกัน

ชาวเขาเอาสินค้าพื้นเมืองมาตั้งขายหลายร้าน ทั้งตอนเช้า และในถนนคนเดินตอนค่ำ

เด็ก ๆ ไปโรงเรียน สังเกตเด็กผู้หญิงนุ่งซิ่น แอบเห็นเด็กผู้ชายในโรงเรียนบางคนก็ใส่กางเกงเลย์ด้วย

ข้าง ๆ โรงเรียนมีห้องสมุดประชาชน เนียตไว้ว่าจะเข้าไปสืบราชการลับ แต่ไม่มีโอกาสได้มาเลย ตอนที่เดินผ่านนี้ก้ยังไม่เปิดที

เดินต่อมาจากโรงเรียนปายวิทยาคาร จะมีสะพานข้ามลำน้ำปาย นี่เป็นวิวมองจากบนสะพาน เห็นที่พักหลายแห่งที่มาสร้างกันริมน้ำ

บางที่ก็มีลานกางเต้นท์ริมน้ำให้ด้วย (ที่ภาพสีจางเพราะไอหมอก)

หมู่บ้านจีนยูนนาน เปิดบ้านดินเป็นร้านค้าขายน้ำชา และสารพัดของที่ระลึก

แลนด์มาร์คของที่นี่คือชิงช้าที่ต้องใช้แรงคนหมุน

มีม้าด้วย ที่จริงวิวที่หมู่บ้านจีนยูนนานนี้สวยมาก อยู่กลางภูเขา

โป่งน้ำร้อนท่าปาย มีน้ำอุ่นให้แช่เพื่อสุขภาพ

กิจกรรมหลักของที่นี่คือการต้มไข่ มีขายทั้งไข่ไก่ ไข่นกกระทา ถุงละ 20 บาท (ที่เห็นภาพจางเพราะควันขึ้นขโมงโฉงเฉง)

ออกจากปายแล้วค่ะ…ระหว่างทางกลับอันเจ็ดร้อยกว่าโค้งรออยู่ มีจุดพักรถขนาดใหญ่ เป็นร้านอาหารอิสลาม สังเกตไม่ยาก เดินเข้ามาจะมีสถานที่ละหมาด เงียบสงบมาก มองลงไปเห็นธารน้ำใสแจ๋วเลย

มาดูถนนคนเดินที่เชียงใหม่กันบ้าง ของที่นี่จะถูกกว่าที่ปาย พวกของที่ระลึกแบบเดียวกัน เช่นพวงกุญแจที่ปายขายสิบห้า ที่นี่จะขายสิบบาท แต่มันก็จะเขียนว่าเชียงใหม่ ไม่ใช่ปาย ดังนั้นถ้าอยากให้คนรับซาบซึ้งใจว่าเราไปปายมา ก็ต้องไปซื้อจากปายอยู่ดี แต่ที่เชียงใหม่ของ(และคน)ก็เยอะและหลากหลายกว่ามาก ถึงอย่างนั้นตัวเองยังชอบที่ปายมากกว่า เป็นถนนเล็ก ๆ น่ารัก ๆ แถมร้านมุสลิมเยอะแยะตาแป๊ะเลย

เชียงใหม่ยามเช้า นี่เป็นซอยตรงข้ามโรงแรมที่พัก เดินเข้าไปนิดเดียวก็เป็นมัสญิดฮิดายะตุลอิสลาม (มัสญิดบ้านฮ่อ)

แต่ตอนนี้รอบ ๆ มัสญิดกำลังก่อสร้างอยู่ เราเลยไม่ได้เดินเข้าไปดูใกล้ ๆ

รอบ ๆ มัสญิดมีร้านอาหารหลายร้าน รวมทั้งร้านข้าวซอยอิสลามชื่อกระฉ่อน

มัสญิดสุดท้าย…และสถานที่แวะพักสุดท้ายของเราในทริปนี้คือมัสญิดุนนูร (มัสญิดช้างเผือก) ค่ะ