รูปนี้ท่านได้แต่ใดมา?

(บทความนี้เขียนเพื่อร่วมแจมเป็นฮะดียะฮฺในงานวลีมะฮฺของน้องสาวคน๑
เห็นว่าประเด็นของบทความยังถกต่อได้อีก เลยลองเสี่ยงเอามาลงไว้
ภาษาอาจชะเวิ้บชะว้าบไปบ้าง ถ้าไปกระทบกระทั่งท่านใด ขอให้ทราบว่าไม่มีเจตนา และขอมอัฟมา ณที่นี้)


เจ้าสาวงานนี้บอก (สั่ง) ข้าพเจ้าว่า “ช่วย (ต้อง) เขียนเรื่องที่ ‘กระแทกสังคม’ มาให้หนึ่งเรื่อง ให้เวลาสองวัน” ไม่กำหนดหัวข้อหรือให้รายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้ (ขอบคุณ)  เมื่อนำสเปคงานอันกว้างยิ่งกว่าเจ้าพระยาตอนน้ำท่วมที่ท่านมีเสาวนีย์มาลองคิดดู  ไม่รู้เป็นเพราะอคติในจิตสำนึกหรืออะไรที่ทำให้ภาพที่ปรากฏในหัวมีแต่ภาพหน้าจอสีขาว แถบสีน้ำเงิน และตัวเอฟเด่นหรา…แค่เห็นลาง ๆ ก็รู้ว่ามันคือภาพของอาณาจักรที่ประชากรเยอะที่สุดในโลกปัจจุบัน สาธารณรัฐที่หลายคนต้องเข้าไปประจำการทุกเช้าเย็น และอาจลงแดงถ้าไม่ได้แวะเวียนเข้าไปสักสาม-สี่วัน…โลกเสมือน(ที่เริ่มเลือนเข้ากับโลกจริง)อันมีชื่อว่า ‘เฟสบุ๊ค’


ในประดาเรื่องน้อยใหญ่เกี่ยวกับเฟสบุ๊คที่ข้าพเจ้าอยากกระแทกให้ล้มโครมนั้น รูปการ์ตูนหญิงสาวหน้าใสกิ้ง คลุมหิญาบงามพริ้ง ยิ้มหวานวิ้งๆ…ลอยเด่นหราขึ้นมาก่อนใคร อยากรู้มากว่าน้องนางหน้าโอโม่เหล่านี้มีจุดกำเนิดมาจากที่ใดถึงได้ฮอตฮิตกลายเป็นเซเลบประจำเฟสบุ๊คของพี่น้องมุสลิมทั้งหลายแหล่


จะขอเล่าวิวัฒนาการของเหล่าตัวการ์ตูนเหล่านี้ให้ฟังเท่าที่เคยเห็นก่อนนะคะ…ตอนแรกน้องนางปรากฏตัวในฐานะผู้เชื้อเชิญให้ใครๆมาคลุมหิญาบ เริ่มจากน้องใส่หิญาบยิ้มหวานธรรมดาเบฯ นัยว่าคลุมหิญาบแล้วดูดีน่าเอ็นดูออกนะเธอ มาคลุมหิญาบกันเถอะ…จากนั้นเริ่มมีอาแบหน้าเกาหลีเคราหรอมแหรมโผล่มายิ้มขรึมคู่ คราวนี้มีถ้อยความทำนองว่าชายดีที่ไหน ๆ เค้าก็เลือกคนคลุมหิญาบกันนะเออ อยากได้คนดี ก็ทำตัวดี ๆ แต่งตัวดี ๆ ก่อนสิจ๊ะ (ซึ่งมีคนนะซีฮะฮฺไปแล้วว่าเป็นวิธีคิดที่สุ่มเสี่ยงว่าจะกระทบเรื่องความอิคลาศในการทำความดี)…แล้วจากนั้นน้องก็เริ่มเดินทางสู่การเป็นพรีเซ็นเตอร์โครงการสร้างครอบครัวอิสลามโดยสมบูรณ์แบบ ซึ่งถ้าพูดอย่างยุติธรรม มันก็มีเรื่องที่น่าชื่นชมในความพยายามอันนี้ แต่ลักษณะของตัวการ์ตูนที่เหมือนกับการเอาการ์ตูนญี่ปุ่น-เกาหลีมาตัดต่อพันธุกรรมให้กลายเป็น ‘อาเด๊ะวุ่นจังกับอาบังเย็นชา’ มันชวนให้ตงิด ๆ ที่หัวใจ ยิ่งช่วงหลัง พัฒนาการของแอ๊คชั่นหวาน  ๆ  ระหว่างอาแบกับอาเด๊ะยิ่งดูจะเลยเถิดไปทุกที อาเด๊ะเราอ้อล้อออกสื่ออย่างไม่ขวยเขินอีกต่อไปแล้ว ขณะอาแบก็ชักแสดงออกเยอะขึ้นเรื่อยๆ  แม้จะใช้ประกอบข้อความที่สื่อไปในทางคู่สามี-ภรรยามากกว่าความสัมพันธ์อื่นใด แต่มันก็ดูขัดตาอยู่ดี…หรือเปล่า?


เคยชวนเพื่อน ๆ มาร่วมด้วยช่วยกันถกเรื่องนี้ บนความพยายามที่จะให้มีฝ่ายค้านคอยปกป้องการใช้รูปภาพการ์ตูนแบบนี้ด้วย เพื่อให้ได้เหตุผลของทั้งสองฝ่าย ส่วนมากการถกของเรามักจบลงที่…โอเค พวกเราอาจไม่ชอบการใช้ภาพพวกนี้ และคิดว่าไม่ค่อยจะเหมาะสม แต่มันก็ไม่น่าจะใช่ความผิดชัดเจนถึงขนาดต้องไปนำเสนอความไม่เห็นด้วยนี้ต่อสาธารณะ ตราบที่รูปภาพเหล่านั้นถูกใช้ประกอบเนื้อหาที่ถูกต้องตามหลักการชัดเจน ทว่าเมื่อสบโอกาสให้ได้กระแทกอะไรสักอย่าง ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าก็เห็นว่าเป็นวาระอันดีที่จะลองเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้ดู ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด


๑- ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าที่กำลังพูดถึงคือรูปการ์ตูนเท่านั้น ส่วนการนำรูปมุสลิมะฮฺจริง ๆ มาลง ไม่ว่าจะประกอบบทความชนิดใด ก็ไม่เห็นด้วยทั้งนั้น เพราะมันนำมาซึ่งฟิตนะฮฺโต้ง ๆ หลายประการ


๒- ในส่วนของรูปการ์ตูนมุสลิมะฮฺหน้าวิ้งที่บอกไป ส่วนตัวรู้สึกว่าถ้าเลี่ยงได้ก็น่าจะเลี่ยงไว้ก่อน  เราไม่รู้เลยว่าในหมู่คนที่ดูมัน จะมีหัวใจดวงใดมีโรคและอาจได้รับผลกระทบจากภาพตัวการ์ตูนหน้าตาสะสวยเหล่านี้บ้าง โดยเฉพาะภาพที่มีการแสดงออกในเชิงคู่รัก แม้ว่าจะใช้ประกอบข้อความที่สื่อให้เห็นว่าเป็นการแสดงความรักฉันสามี-ภรรยา แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าอิสลามสนับสนุนให้มีการแสดงความรักระหว่างสามี-ภรรยาในที่สาธารณะ ไม่ต้องนับว่าหลายครั้งภาพที่ก่อให้เกิดจินตนาการเหล่านั้นถูกนำมาใช้ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับความรักทั่ว ๆ ไปด้วยซ้ำ


๓- เรื่องที่ลึกลงไปกว่าฟิตนะฮฺที่อาจเกิดจากภาพเหล่านี้ คือชุดความคิดที่อยู่เบื้องหลังมัน เรื่องนี้น่าคิดนะคะ ทำไมเวลาเราพูดเรื่องความรัก การนิกาฮฺ ชีวิตคู่ หรืออะไรอื่น ๆ ในหมวดนี้แล้วจะต้องเอาภาพของชาย-หญิงสวีตหวานมาประกอบด้วย มันมีจุดเริ่มมาจากไหน วัฒนธรรมของใคร และเราต้องการสื่ออะไรจากรูปภาพเหล่านี้ เพราะในทางศิลปะ การนำเสนอรูปภาพย่อมมีนัยยะและให้ความหมายบางอย่างหรือหลายอย่างเสมอ


กำลังจะบอกว่า…เรากำลังติดหล่มแนวคิดโรแมนติกนิยมที่เขมือบกินโลกทุกวันนี้อยู่หรือเปล่า เมื่อพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับคู่ครอง เราจึงนึกถึงแต่มุมโรแมนติกที่คล้ายเอานิยายประโลมโลกของคนทั่วไปมาคลุมหิญาบ ไม่ได้บอกว่าอิสลามปฏิเสธมุมโรแมนติกของชีวิตคู่ แอบโซลูทลี่ไม่ แต่ใครคิดเหมือนกันมั่งว่าความโรแมนติกในอิสลามมันเป็นคนละโรแมนติกกับที่หนุ่มสาวทั่วไปเพ้อกันอยู่ทั้งโลก เวลาเราอ่านหะดีษเรื่องความโรแมนติกของท่านนบีมันให้คนละความรู้สึกกับเวลาอ่านบทความรักๆ ใคร่ๆ ที่นำเสนอในเฟสบุ๊คประกอบภาพอาแบจ้องตาอาเด๊ะลิบลับ  อย่างแรกให้ความหวานแต่สงบ อย่างหลังออกแนวหวานชวนเพ้อ (หรือถ้าเป็นคนหัวใจไม่ดีอย่างข้าพเจ้าก็รู้สึกคลื่นไส้ไปเลย) และนี่คือสิ่งที่ตัวเองอยากตั้งเป็นหัวข้อไว้ให้พี่น้องลองไปคิดต่อ…การนำเสนอเรื่องความรักและการครองคู่ของเรา ๆ ในทุกวันนี้ มันส่งผลอย่างไรต่อหัวใจของเรา ใกล้เคียงกับความรู้สึกตอนอ่านตัวบทว่าด้วยการนิกาฮฺในอิสลาม หรือใกล้เคียงกับความรู้สึกตอนดูฉากสวีตพระ-นางในละครหัวค่ำมากกว่ากัน?


ย้ำอีกทีว่าข้าพเจ้าไม่ได้ฟันธงว่าการใช้รูปการ์ตูนชุด ‘อาเด๊ะ-อาแบรักนิรันดร์’ เหล่านี้มันผิดบาปชัดเจน  แค่อยากให้ลองคิดดูให้รอบก่อนตัดสินใจใช้กัน ไม่ใช่เห็นเขาแท๊กมา เราก็กดไลค์และแชร์โลดลูกเดียว


ทุกครั้งที่นำเสนอเรื่อง/ภาพเกี่ยวกับความรัก การนิกาฮฺ หรืออะไรพรรค์นี้ (ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าผู้นำเสนอมีจุดเริ่มที่ความปรารถนาดีล้นใจ) โปรดทบทวนอีกครั้งว่าเราได้นำเสนออย่างสอดคล้องกับเป้าหมายของบทบัญญัติเรื่องนี้ในอิสลามหรือเปล่า เป้าหมายที่ว่า “ลิตัสกุนู – เพื่อให้พวกเจ้าสงบ” ซุบฮานัลลอฮฺ – สงบ! คำนี้น่ารักที่สุดแล้วในบรรดาคำที่ถูกเลือกใช้เกี่ยวกับการครองคู่…แท้ที่จริงบทบัญญัติเรื่องนี้มีมาก็เพื่อเรา ๆ จะได้สงบ ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน เวิ่นเว้อ และเพ้อไปสามวัน


ลองถามตัวเองว่า เราเคยได้พบความสงบใจบ้างไหม…จากเรื่องราวโรแมนติกของนิยายหวานแหวว ละครหลังข่าว หรือรูปภาพ ‘อาเด๊ะน่าแล-อาแบน่ารัก’ที่ออกงานคู่กันเกลื่อนเฟสบุ๊คอยู่ทุกวัน!