จดหมาย : เรื่องของคุณยายกับหลานคนโต

yam-yay

คนโต…

แม่เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าฤดูกาลชีวิตที่มากขึ้นจะพรากความชัดเจนบางอย่างในความทรงจำของเด็กหญิง ๒ ขวบไปจากลูก ก็ยังมีตัวอักษรที่จะช่วยจารบางรูปรอยของความทรงจำนั้นให้ชัดเจนขึ้น อินชาอัลลอฮ์

เป็นความทรงจำที่ –เชื่อแม่เถอะว่า- วันหนึ่ง เมื่อลูกมองย้อนอนกลับมา มันจะเป็นไออุ่นบางเบาที่มีส่วนสร้างความหนักแน่นให้ก้าวเดินของลูก…ความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ลูกมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะภูมิใจ – คุณยาย!

ไม่หรอกลูก คุณยายของลูกไม่ใช่ผู้หญิงแบบนางในวรรณคดี สตรีตัวอย่างในทำเนียบหนังสือขลิบทอง หรือแม้กระทั่งหญิงทรหดในรายการวงเวียนชีวิต ไม่เลย คุณยายของลูกเป็นผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับก้นครัวและกองเสื้อผ้าของคนในบ้าน เถอะ ถึงแม้คุณยายจะมีใบปริญญาจากคณะเด่นในมหาวิทยาลัยดังคลุกฝุ่นอยู่ในตู้ที่บ้าน แต่มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายเว้นแต่ตอนกรอกเอกสารบางชิ้นที่ไม่ได้สำคัญอะไรนัก

แต่ที่ลูกไม่อาจไม่ภูมิใจคือคุณยายเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ที่พยายามทุกทางให้ลูกหลานใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ ที่แม่บอกว่า “เป็นบ่าว” คนโตเข้าใจใช่ไหมลูก…หมายถึงว่าในสถานะนี้ เราทุกคนมีความอ่อนแอ มีความบกพร่อง มีความผิดพลาดร้อยแปด แต่ความปรารถนาที่จะเป็นคนดีและอยากให้คนอื่นๆ-โดยเฉพาะคนที่อยู่ในอมานะฮ์รับผิดชอบของตน-เป็นคนดี จะผลักดันให้บ่าวบางคนพยายามเต็มความสามารถเพื่อบรรลุสู่ความปรารถนานั้น และคุณยายมีสิ่งนี้ มีความพยายามอันแน่วแน่อันนี้

ต่อมา ความชัดเจนบนความสามัญเหลือแสนของคุณยายประการนี้เอง ที่กลายเป็นความชัดเจนในการเลี้ยงลูกของแม่ นั่นคือทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกผูกพันกับอัลลอฮ์มากที่สุด เรื่องอื่นคุยกันได้ ผ่อนหนัก-เบาได้ แต่ความผูกพันที่ชีวิตหนึ่งจะมีต่อผู้อภิบาลของเขาเป็นอะไรที่ต้องจัดเต็ม ใช่แล้วล่ะลูก เพราะมันคือข้อผูกพันเดียวที่จะยึดชีวิตเราให้มั่นคงไปได้ตลอดกาล

“อิตตะกุลลอฮ์นะลูก” นี่คือคำติดปากของคุณยายที่ลูกเองก็คงเคยได้ยิน

คุณยายในความทรงจำของเด็ก ๒ ขวบดูจะมีไม่กี่ภาพ หนึ่งในนั้นก็คือภาพคุณยายตัดเล็บให้ลูก คนโตยังพูดถึงบ่อยๆเมื่อถูกตัดเล็บจากใครคนอื่น ว่า “คุณยายก็เคยตัดให้” มันเป็นงานง่ายๆ ที่ระบายภาพตัวตนของคุณยายได้ชัดเจน

คนโต…

ก่อนหน้านี้ แม่เคยมีแนวคิดเป๊ะปังมากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก แต่หลังจากมีลูกจริงๆ แม่ขอบคุณอัลลอฮ์เสมอ ที่ทำให้แม่คิดได้ว่า นอกจากความพอใจของอัลลอฮ์แล้ว การเลี้ยงลูกของแม่จะต้องอยู่บนความพอใจของปู่ย่าตายายลูกด้วย ตราบใดที่ความพอใจประการหลัง ไม่ได้ขัดกับความพอใจประการแรกซึ่งสำคัญสูงสุดในการมีชีวิตอยู่

คนโตรู้ไหม ตอนที่พ่อกับแม่รู้ว่าอัลลอฮ์ส่งชีวิตน้อยๆ ของลูกมาแล้ว  สิ่งแรกๆที่พ่อแม่ทำคือเชิญปู่ย่าตายายของลูกมาพร้อมหน้ากัน แล้วแจ้งให้ท่านทั้ง ๔ ทราบข่าวดีนี้พร้อมๆกัน เราไม่ยินยอมที่จะให้ใครรู้เรื่องการมาถึงของลูกก่อนพ่อแม่ของเรา และเราต้องการให้ท่านทั้งหมดนี้ได้รับรู้เรื่องนี้ในบรรยากาศที่ยืนยันย้ำว่า “เราคือครอบครัวเดียวกัน”

ลูกจึงเกิดมาบนสิ่งนี้ไงล่ะคนโต สิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัวเดียวกัน” ลูกเป็นหลานคนโตของทั้ง ๒ บ้านที่ใครๆ ต่างกลุ้มรุมจนบางคนทักว่าระวังจะเสียคน แต่แม่ไม่กลัวแบบนั้น…ไม่กลัวเลย (แม้เราต่างขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์คุ้มครองเราให้พ้นจากสภาพไม่ดีทุกประการเสมอ) เพราะแม่ “ไว้ใจ” ในวุฒิภาวะและวิจารณญาณของปู่ย่าตายายของลูก

ไม่หรอกลูก เราจะพยายามไม่ให้ทุกสิ่งหลุดไปในขอบเขตที่เรียกว่า “สุดโต่ง” เพราะ “ความสมดุล” (ณ ที่นี้แม่ขอใช้คำนี้เป็นคำแปลของ “วะสะฏียะฮ์”) นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากมายต่อการใช้ชีวิตรวมถึงการเลี้ยงลูก ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่ปู่ย่าตายายทำเราจะไม่มีการคัดค้านหรือเห็นต่าง แต่แม่หมายถึงมุมมองแรกเริ่มที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณา สำหรับแม่แล้ว มันเกือบจะจำเป็นที่เราต้องให้เกียรติในวิจารณญาณของพ่อแม่เรา เริ่มมองการกระทำของท่านจากจุดที่ว่าพ่อแม่เรามีวุฒิภาวะที่น่าเคารพเชื่อฟัง อย่าเริ่มมองด้วยกับความระแวงว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่หรือทฤษฎีการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องเหมือนคนรุ่นนี้ ดีแต่ยึดตามที่ตัวเองเลี้ยงมาเป็นหลัก ไม่เอานะลูก อย่าคิดแบบนี้

อย่าเริ่มคิดโดยวางพ่อแม่ไว้ในฐานะ “อุปสรรค” ของการเลี้ยงดูลูกของเรา แต่จงให้ท่านอยู่ในฐานะ “ผู้สนับสนุนอย่างดีเยี่ยม”…แล้วเราจะได้ตามที่คิด อินชาอัลลอฮฺ

นอกจากวิจารณญานของคุณยายที่แม่ให้เกียรติเสมอ ไม่เคยคิดว่คุณยายคิดได้น้อยกว่าแม่หรือน้อยกว่าตำราเลี้ยงเด็กเล่มไหนแล้ว ก็ยังมีอีกสิ่งของคุณยายที่แม่ยอมใจ และไม่อาจทำอะไรที่กั้นคุณยายออกจากลูกได้เลย นั่นคือ “ความรัก”

คุณยายเริ่มป่วยตอนคนโตอายุ ๑ ขวบเต็มพอดี เป็นวัยแห่งการเริ่มต้นที่แม่สามารถให้อะไรลูกได้เต็มที่ แต่แม่ก็เลือกที่จะพาลูกไปโต๋เต๋อยู่ในห้องพิเศษของโรงพยาบาลที่คุณยายรักษาตัวอยู่ (หลังปรึกษากับคุณหมอเจ้าของไข้และได้รับคำยืนยันว่าไม่มีปัญหา) หรือไม่ก็ใช้เวลาหลายๆวันในหนึ่งสัปดาห์ไปกับการงัวเงียขึ้นจากเตียงในตอนเช้าและหัวซุกหัวซุนกลับเข้าบ้านยามมืด เพื่อไปใช้เวลาทั้งวันกับคุณยาย แม่ก็จำไม่ได้แม่นนัก ว่าช่วงเวลาแบบนั้นแม่มีความรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ กระทั่งวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป แม่ก็แน่ใจเหลือเกินว่าช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต

ในวันหนึ่งของการเข้าโรงพยาบาลรอบสุดท้าย…วันท้ายๆของชีวิตคุณยาย ตอนนั้นคุณยายอาการเข้าขั้นวิกฤติอยู่ในห้องไอซียู พูดคุยไม่ได้เพราะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หากต้องการสื่อสารอะไรต้องเขียนใส่กระดาษ แต่ก็เขียนเฉพาะที่จำเป็นและอย่างค่อนข้างยากลำบาก เพราะหมอต้องใส่ถุงมือพลาสติกให้คุณยายเพื่อป้องกันไม่ให้คุณยายดึงท่อช่วยหายใจออก เวลาจะเขียนทีต้องคอยเอาถุงมือที่ว่านี้ออกที

ในชวงเวลาวิกฤติแบบนั้น คุณยายเกิดรู้มา (จากทางไหนแม่ก็จำไม่ได้) ว่าลูก –ซึ่งไม่สามารถเข้าเยี่ยมในห้องไอซียูได้อยู่แล้ว-มีอาการไข้หวัดเล็กน้อย เมื่อเห็นหน้าแม่ คุณยายก็ถอดถุงมือ แล้วรวบรวมกำลังเขียนถามแม่ว่า….ลูกเป็นอย่างไรบ้าง

คนโตนึกออกไหม คนอยู่ห้องไอซียู อาการสาหัสร่อแร่ กลับถามถึงการเป็นหวัดของเด็กคนนึงที่วิ่งเล่นอยู่เป็นปกติ

แม่จะปล่อยปละความรักชนิดนี้…ความรักที่ขนาดและมวลของมันไม่อาจชั่งตวงวัดได้อย่างนี้…ไปได้อย่างไรล่ะลูก?

คนโต…

ทุกวันนี้ โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ยุคสมัยของลูกจะต่างกับยุคสมัยของแม่ยิ่งกว่าที่ยุคของแม่กับของคุณยายต่างกันเสียอีก

ในความรวดเร็วของวันเวลาที่เก็บงำความซับซ้อนไว้มากมายนั้น แม่เชื่อว่าคงจะมีบ้าง…บางครั้งบางหน ที่ลูกเห็นรูปเงาเรือนลางของใครบางคนในความทรงจำหม่นจาง ใครคนที่มาพร้อมกับรอยยิ้มใจดีและที่ตัดเล็บ

ลองเงี่ยหูฟังดีๆ ลูกจะได้ยินว่า ใครคนนั้นกระซิบพึมพำแต่หนักแน่นยิ่งนัก

“อิตตะกุลลอฮ์นะลูก”!