~ ยั ง มี เ ร า ะ ม ะ ฎ อ น ~


เหมือนมันคือมหกรรมแห่งความหวังประจำปี
ไม่ว่าที่ผ่านมาจะคืออะไร ที่รออยู่ข้างหน้าจะหนักหนาแค่ไหน
ก็ไม่เป็นไรหรอกคนดี…เพราะเรายังมีเราะมะฎอน


ช่วงชีวิตที่ผ่านมาจะร้อนแล้งสักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้เป็นร่มเงา
แบตเตอรี่หัวใจจะอ่อนแรงลงสักแค่ไหน….ก็ยังมีเราะมะฎอนให้เติมพลัง
อิบาดะฮฺจะไร้ชีวิตชีวามาสักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้รดน้ำ
ความผิดที่ผ่านมาจะมากมายสักแค่ไหน….ก็ยังมีเราะมะฎอนให้ขออภัยและกลับตัว
บททดสอบที่เจออยู่จะขมสักแค่ไหน….ก็ยังมีเราะมะฎอนให้ดื่มด่ำความชื่นหวาน
ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาจะสับสนสักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้ค่อยทบทวนคลี่คลาย
สิ่งที่มุ่งหวังจะริบหรี่สักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้วอนขอ
เส้นทางที่รออยู่ข้างหน้าจะดูยากเย็นสักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้เก็บเกี่ยวความเชื่อมั่น
ความสนิทสนมกับอัลกุรอานจะเคยห่างเหินสักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้ได้กระชับตีซี้
สายสัมพันธ์ระหว่างเรากับเจ้าของชีวิตจะหย่อนคลายมาสักแค่ไหน…ก็ยังมีเราะมะฎอนให้จรดศีรษะลงแล้วบอกว่าบ่าวกลับมาแล้ว


กลับมาแล้ว…ยอมแล้ว และก็จำนนแล้ว ต่อความเมตตายิ่งใหญ่ของพระองค์
กลับมาและก็จะไม่กลับไปสู่การหลงทางอ้างว้างอีกต่อไป…ขอพระองค์โปรดช่วยด้วย


ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยเนอะ…ความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีต่อชีวิตของปวงบ่าว
ทั้งที่เราเนรคุณไม่รู้จักเท่าไหร่ ดื้อดึงแสนรั้นก็เท่านั้น
พระองค์ก็ยังใจดีให้เราได้พบกับโมงยามแห่งความปรานี
เดือนอบอุ่นแสนดีที่ทุกวินาทีอวลไอไปด้วยความชื่นเย็น


…เหมือนมันเป็นมหกรรมแห่งความหวังประจำปี
ไม่ว่าที่ผ่านมาจะหนักหนาแค่ไหน ที่รออยู่ข้างหน้าจะเป็นอะไร
มันก็ช่างแสนดี…ที่เรายังมีเราะมะฎอน

-ฤดูกาลแห่งการทบทวน-


อาจเพราะเราะมะฎอนเป็นคล้ายฤดูกาลหนึ่งที่จะเวียนมาบรรจบทุกปี พอใกล้จะถึงฤดูกาลนี้ทีเราหลายคนก็จะหยิบยกหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องขึ้นมาพูดคุยเพื่อเตรียมการต้อนรับให้สมเกียรติ  ฉะนั้นไม่ว่าจะดึงหัวข้ออะไรก็ตามเกี่ยวกับเราะมะฎอนขึ้นมาพูด มาเขียน มาบรรยาย ก็เป็นไปได้มากที่จะเป็นเรื่องซ้ำซ้อน หรือมีใครสักคนพูดมาก่อนแล้ว  เหมือนฉายหนังซ้ำทุก ๆ ปี แต่ก็เป็นหนังที่ทุกคนยินดีจะชม (หวังว่าอย่างนั้น)


โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยเบื่อที่จะฟังเรื่องเกี่ยวกับเราะมะฎอน โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่เดือนอันน่ารักนี้จะมาถึง หนังสือเกี่ยวกับเราะมะฎอนและการถือศีลอดก็ไม่เคยทำให้รู้สึกซ้ำซากจำเจทั้งที่อ่านซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะฮาฟิซ มันเป็นความรู้สึกพิเศษแสนดีที่เราจะมีต่อช่วงเวลาหนึ่งได้  และขอโมเมว่าพี่น้องคนอื่นก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ฉะนั้นวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้อีกครั้ง และในประเด็นที่ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากลมหายใจของพวกเรา นั่นคือเรื่องเรามะฎอนกับการใคร่ครวญชีวิต


ถ้าสถาปนาเราะมะฎอนเป็นฤดูกาลแห่งการตรวจสอบชีวิตอย่างถึงแก่น เราจะพบว่าการได้มองย้อนกลับไปยังช่วงเวลาระหว่างวันสุดท้ายของเราะมะฎอนปีที่แล้วกระทั่งถึงวันแรกของเราะมะฎอนปีนี้ ช่างเป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกลึกล้ำนัก  มันเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งเจ็บปวดและแสนสุข มีรอยยิ้มและหยดน้ำตา  มีการสูญเสียและได้มา มีการพบพานและจากลา หลายชีวิตถูกเรียกกลับไป เราะมะฎอนที่แล้วเป็นเราะมะฎอนสุดท้ายในชีวิตของพวกเขาโดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้า และหลายชีวิตก็เกิดขึ้นมาและจะมีเราะมะฎอนนี้เป็นเราะมะฎอนแรกของชีวิตพวกเขา แม้ยังไม่อาจสัมผัสความพิเศษของช่วงเวลานี้ได้ด้วยความอ่อนเยาว์ แต่พวกเขาก็คือผู้มีชีวิตอยู่จนได้พบกับมัน สำคัญนะคะการทบทวนการเดินทางของชีวิตเราในรอบปีที่ผ่านมานี่ มันทำให้เราได้รู้ว่าคำสัญญาที่ได้เคยให้กับตัวเองไว้เมื่อตอนจบเราะมะฎอนที่แล้ว ว่าจะเป็นคนดีอย่างนู้น เป็นบ่าวที่น่ารักอย่างนี้  เราได้รักษาสัญญาแค่ไหน สัจจริงต่อตัวเองหรือตลบตะแลง เราวัดตัวเองได้ด้วยการทบทวนนี้


ใช่แหละค่ะ มันน่าตีที่เราไม่ได้ทำตัวน่ารักอย่างที่ตั้งใจไว้ มีช่วงเวลาที่เราหลุด เราพลาด มีเหตุการณ์ที่น่าส่ายหัวไปจนถึงน่าเขกหัว แต่มันอาจถึงขั้นน่าตัดหัวถ้าแม้แต่ในเราะมะฎอนเราก็ยังไม่ยอมกลับมาทำตัวให้ดีให้น่ารัก อย่าให้ความผิดพลาดในรอบปีที่ผ่านมาทำให้เราไม่กล้าที่จะเริ่มใหม่ในเราะมะฎอนนี้ เท่าๆกับที่อย่าให้ความผิดพลาดของเราทำให้เราพร้อมที่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลังเราะมะฎอนจบลง


จงใช้เราะมะฎอนเป็นช่วงเวลาแห่งการตรวจสอบชีวิต อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดลอยนวลโดยไม่ได้รับการแก้ไข หรือทำให้เราสิ้นหวังในตัวเองมากไปจนพาลสิ้นหวังในอัลลอฮฺไปด้วย “และไม่มีผู้ใดจะสิ้นหวังในความเมตตาของพระผู้อภิบาลของเขา นอกจากบรรดาผู้หลงผิด” (อัลฮิจญร์ 56:15)


ในรอบปีที่ผ่านมา อาจมีอมานะฮฺหลายชิ้นที่เราละเลย มีคนหลายคนที่เราทำหล่นหายไปจากชีวิตและจากดุอาอฺ มีความดีหลายอย่างที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดเจตจำนง มีความผิดหลายประการที่ตกหล่นไปจากการเตาบะฮฺ และมีอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่เราหลงลืมไป เราะมะฎอนเป็นโอกาสอันดียิ่งที่เราจะได้ทบทวนเรื่องราวเหล่านี้ เพื่อจะวอนขอในเดือนแห่งการตอบรับ และเพื่อจะเตาบะฮฺในเดือนแห่งการอภัยโทษ


การทบทวนเป็นกิจการภายใน เป็นกิจกรรมของหัวใจ ซึ่งก็เหมือนกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะทำให้อวัยวะที่ประกอบกิจกรรมนั้นมีพัฒนาการ  ดังนั้นการทบทวนชีวิตที่ผ่านมาและเรื่องราวของมันจึงไม่ได้มีประโยชน์ต่อเฉพาะการทำความเข้าใจอดีตที่ล่วงผ่าน แต่ยังจะส่งผลดีต่อปัจจุบัน ต่อการงานอีกมากมายที่เราจะทำในเราะมะฎอนนี้และในชีวิตนี้ซึ่งล้วนต้องใช้หัวใจที่ดีงามเป็นหัวแรงสำคัญ หัวใจที่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาผ่านการใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆอย่างมีสติจึงเป็นหัวใจที่ช่วยเหลือเราในการใช้ชีวิตได้มากมายกว่าที่คิดนัก


ฤดูกาลแห่งการทบทวนตัวเองมาถึงแล้ว โอ้ชีวิตที่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปีและไม่มีกระทั่งเวลาจะคุยกับตัวเอง พักลงตรงนี้สักครู่เถิด!

 

เ ร า – เ ข า – ใ ค ร


ฉันชอบมองเส้นเลือดที่ฝ่ามือ
มันมีสีม่วง เขียว แดง ม่วงอมเขียว เขียวอมแดง และอีกสารพัดเฉดสีปนเป
เป็นสีของชีวิต
เคลื่อนไหวในความนิ่งเงียบ ทำงานโดยไม่ปริปาก

หลายครั้ง เราพูดกันว่า เพียงแค่มองท้องฟ้าสีฟ้า พินิจใบไม้ปลิวคว้าง และเพ่งแผ่นดินแผ่ราบ
ก็สามารถเพิ่มความใกล้ชิดระหว่างหัวใจเรากับผู้สร้างมันได้ดียิ่ง
ที่จริงแล้ว ใกล้ยิ่งกว่าท้องฟ้า พบเจอบ่อยกว่าใบไม้ร่วง และชิดยิ่งกว่าผืนดิน
ก็คือชีวิตของเรา ร่างกายของเรา เส้นเลือดที่ฝ่ามือของเรา
มันล้วนคือเส้นทางไปสู่ความผูกพันกับผู้ทรงสร้างได้ทั้งสิ้น
ถ้าเรารู้จักคิดใคร่ครวญ

ชีวิตเป็นสิ่งอัศจรรย์ มันทั้งยิ่งใหญ่ และเล็กกระจ้อย
เป็นทั้งเรื่องง่ายบรมง่าย และยากฉกาจฉกรรรจ์
อันที่จริง ชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ทั้งรูปธรรมของมัน และนามธรรมของมัน
รูปแบบของมัน และเนื้อหาของมัน
เส้นทางของมันที่ผ่านมา และที่จะผ่านไป
แค่นี้…ก็เป็นเรื่องที่ศึกษาหาบทเรียนจนตายไม่มีจบ

มนุษย์บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะรู้จักคนอื่น
แต่ไม่เคยสละสักชั่วลมหายใจที่จะทำความรู้จักตัวเอง
นักแสดงบางคนประสบความสำเร็จยิ่งนักในการสวมบทเป็นคนอื่น
แต่ล้มเหลวสิ้นเชิงในการสวมบทเป็นตัวเอง
ตรงข้าม มนุษย์อีกบางคนก็หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง
จนบางครั้งเกือบจะเห็นตัวเองเป็นดวงอาทิตย์ที่ทุกสิ่งต้องโคจรรอบ
ชีวิตท้าทายเราให้รู้จักสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองนั้น
ตั ว เ ร า    กับ    ค  น  อื่ น

มีคำพูดหนึ่งของใครสักคนที่ลักจำมา
เขาบอกว่า “โลกนี้มีคุณคนเดียว”
ประโยคนี้จริงที่สุดและโกหกที่สุด
จริงที่สุด หากโฟกัสไปที่ “คุณ”
เพราะทั้งโลกมี “คุณ” ได้แค่คนเดียว
ไม่มี “คุณ” คนที่สอง คนที่สาม และคนที่ล้าน
ไม่มีใครเป็น “คุณ” ได้ นอกจาก “คุณ”
คุณเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาของคุณ ในขณะที่คนอื่นอย่างดีก็ให้คำแนะนำและกำลังใจ
คุณเท่านั้นที่ต้องแบกความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณเลือกทำ และเลือกไม่ทำ
ฉะนั้นอย่าให้ใครเข้ามาเป็นคุณเกินหน้าคุณ
นอกจากจะโหดร้ายแล้ว มันยังเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้และไม่มีวัน

มองอีกทาง ประโยคที่ว่า “โลกนี้มีคุณคนเดียว” ก็เท็จเหลือรับ
หากโฟกัสไปที่ “โลก”
เพราะในโลกยังมีใครอีกหลายล้านคนนอกจากคุณ
คุณไม่มีทางจะอยู่ในโลกใบนี้ได้ถ้าไม่มีคนอื่นนอกจากตัวคุณ
ต่อให้คุณจะหาเรือนั่งออกไปยังเกาะโดดเดี่ยวไร้ผู้คน
เรือที่คุณนั่งก็คือเรือที่ต่อขึ้นโดยใครสักคนที่ไม่ใช่คุณอยู่ดี เช่นเดียวกับเสื้อผ้า กระเป๋า และอื่นๆที่ใช้ในการเดินทาง
และต่อให้ทุกสิ่งนั้นคุณผลิตมันขึ้นมาเองหมด สมมติน่ะนะ
ไม่ว่าอย่างไร ตัวคุณเองก็ต้องถูกคลอดออกมาโดยใครอีกคนที่ไม่ใช่คุณอยู่ดี
จากประโยคสั้น ๆ นี้ เห็นได้ชัดว่าทำไมเราต้องรู้จัก “คุณ” และคนอื่นๆที่ไม่ใช่ “คุณ”

ฉันชอบมองเส้นเลือดที่ฝ่ามือ
มันมีสีม่วง เขียว แดง ม่วงอมเขียว เขียวอมแดง และอีกสารพัดเฉดสีปนเป
เป็นสีของชีวิต และของทุก ๆ ชีวิต
ยิ่งคิดมันก็ยิ่งอัศจรรย์
อัศจรรย์ในเรื่องราวของชีวิตเรา และของทุก ๆ ชีวิต

– ตั ว เ ลื อ ก ข อ ง ชี วิ ต –

ถ้าได้รับรู้ว่ามุสลิมสักคนกินหมู เราคงรู้สึกแย่และฟันฉับได้แน่ว่าเขาทำความผิด แต่ถ้าพูดบริบทต่อว่า…ตอนนั้นเขาอยู่ในที่ ๆ หาอะไรกินอื่นไม่ได้เลยและกำลังจะอดตาย โอเค คราวนี้เราเก็ทละว่าทำไมเขาถึงเลือกทำแบบนั้น


ในแง่นี้ เห็นชัดว่าเมื่อบริบทเปลี่ยน ผลลัพธ์ก็เปลี่ยน


ในชีวิตของเรามีเรื่องต้องเลือกเยอะแยะตาแป๊ะ เราต้องเลือกทุกเรื่องจุกจิก นับตั้งแต่ จะใส่ชุดไหนดี (ถึงคุณเป็นคนไม่แยแสแคร์สื่อเรื่องนี้เลย แต่ขณะที่คุณหยิบเสื้อขึ้นมาตัวหนึ่งจากสองตัวที่แขวนไว้ในตู้ นั่นก็คือคุณได้ทำการเลือกแล้วโดยอัตโนมัติ) จะซื้อขนมเค้กชิ้นที่โชว์หน้าฉ่ำช็อกโกแลตยวนตานั่นหรือกลั้นใจเดินเชิดหน้าผ่านมันไป จะไปร่วมงานที่ศูนย์กลางฯหรืออยู่บ้านอ่านหนังสือ จะกดไลค์ให้ใครสักคนในเฟสบุ๊คหรือเพียงพยักหน้าเห็นด้วยแบบไม่ต้องมีใครเห็น  และอีกสารพัดสารพันสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตประจำวันที่เราจะขออนุญาตตัดมันออกไปเลยละกัน เอาเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ ที่อาจนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิต หรืออย่างน้อยก็ส่งผลสะเทือนต่ออะไรบางอย่างที่เราพึงใส่ใจ


กลับไปอ่านเรื่องกินหมูอีกที สิ่งที่อยากจะพูดก็คือว่า เราไม่ควรตัดสินการเลือกของคนอื่นภายใต้บริบทของเราเอง (หรือบริบทที่เราสรุปความไปเอง) เพราะรายละเอียดของชีวิตและเหตุการณ์เฉพาะหน้าของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน (เว้นแต่เรารู้รายละเอียดของเขาแน่ชัด และคิดว่าเขาเลือกทำในสิ่งที่ผิดเห็นๆ เช่น…สมมติเรารู้ว่าอันที่จริงคนกินหมูคนนั้นไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่หาอย่างอื่นกินไม่ได้สักหน่อย มีตั้งหลายอย่างที่เขาเลือกหากินได้ แต่เขาก็ยังตัดสินใจทานของที่ไม่ฮะลาล พรรค์นั้นก็ต้องนะซีฮะฮฺกันตามอมานะฮฺระหว่างผู้ศรัทธาล่ะนะคะ)


คนเขียนเคยได้พบเจอพี่น้องมุสลิมะฮฺบางคนที่ถือทัศนะว่าเดินทางต้องมีมะฮฺรอม แต่เธอก็เลือกเดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม ใครเห็นต่างฉงนฉงายว่าเหตุใดเธอทำเยี่ยงนี้ แต่บริบทของชีวิตเธอก็คือว่า…ที่บ้านของเธอนั้นไม่ปลอดภัยยิ่งกว่าที่ ๆ เธอเดินทางไปสู่ อย่าทำเป็นเล่นไปกับความดราม่าของชีวิตจริง คนนี้เคยได้สัมผัสเรื่องราวของพี่น้องมุสลิมะฮฺที่ผู้ชายบางคนซึ่งไม่ใช่มะฮฺรอมของเธอสามารถเข้านอก-ออกในบ้านเธอได้สบายเฉิบแม้ในยามวิกาล โดยที่ผู้ปกครองของเธอไม่สามารถทำอะไรได้ หรือไม่คิดจะทำก็ไม่ทราบ และมีแม้กระทั่งมุสลิมะฮฺที่ถูกทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว แล้วเราจะไปบอกมุสลิมะฮฺแบบนี้ได้หรือว่า…เธอทำผิดนะ กลับไปบ้านซะ และอย่าเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวให้เห็นอีก


อีกตัวอย่างการเลือกที่อยากจะพูดถึงแม้สุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง คือการตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน น้องบางคนที่มาปรึกษาข้าพเจ้าเรื่องนี้เคยต้องงงว่าทำไมพอมาคุยด้วยแล้วกลับไม่สนับสนุนให้ออก นั่นก็เพราะตัวเลือกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับคนที่เลือกระหว่างการเรียนที่มหาวิทยาลัยในสภาพที่บ่อนทำลายอีหม่านของตัวเองกับตารางเรียนที่เป็นแบบแผนของตนเองที่บ้านโดยที่เขาเป็นคนที่จัดการตัวเองได้และใฝ่รู้ ที่สำคัญท่านพ่อท่านแม่เขาก็ไม่ได้ ‘อาการหนัก’ นักหนาหากลูกจะตัดสินใจเดินทางที่คนอื่น ๆ เขาไม่เดินกัน ข้าพเจ้าจะแนะนำให้เขาออกถ้าอิสติคอเราะฮฺแล้วได้ผลออกมาทางนั้น แต่สำหรับคนที่เลือกระหว่างการเรียนมหาวิทยาลัยในสภาพที่เขารู้สึกไม่โอเคกับมัน กับการออกไปอยู่บ้านที่ไม่มีแบบแผนชีวิตประจำวันรองรับ มีแนวโน้มสูงว่าจะจัดการตัวเองและสิ่งแวดล้อมไม่ได้ (บางบ้านนี่อาจทำลายอีหม่านได้มากกว่าอยู่มหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เช่น ข้างบ้านเปิดเพลงดัง หรือผู้ใหญ่ในบ้านดูทีวีทั้งวัน) และบุพการีของเขาก็ ‘อาการเพียบ’ โคม่าเลยล่ะถ้าลูกตัดสินใจหันหลังให้มหาวิทยาลัย คนที่มีตัวเลือกแบบนี้  ข้าพเจ้าจะแนะนำให้เขาตัดช้อยส์การออกจากมหาวิทยาลัยทิ้งไปเลยนะ แล้วมุ่งหน้าไปยังโจทย์ว่า “จะอยู่อย่างไรให้ได้” ซึ่งจะประหยัดเวลากว่า และเซฟความรู้สึกตัวเองได้มากกว่า


นั่นก็คือว่าทุกคนมีตัวเลือกไม่เหมือนกัน และคุณต้องตัดสินใจตามตัวเลือกที่คุณมี ไม่ใช่ตัวเลือกของชาวบ้าน เท่า ๆ กับที่คุณไม่ควรจะตัดสินการเลือกของชาวบ้านจากตัวเลือกของคุณ การบอกว่า “ทุกคนต้องเรียนมหาวิทยาลัย” ก็ตลกเท่ากับการบอกว่า “ทุกคนต้องออกจากมหาวิทยาลัย” นั่นแหละ ฮิตเลอร์ชะมัดอีกด้วย


ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องการเลือกของปัจเจก แต่การพิจารณาตัวเลือกในท่วงทำนองแบบนี้ยังช่วยเราในการทำความเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ ระดับที่ใหญ่ขึ้นไปด้วย อย่างการปฏิวัติที่อียิปต์


ก่อนอื่น…ไม่รู้ว่ามันเป็นวิธีคิดของตะวันตกหรือเปล่านะสำหรับความรู้สึกของคนนี้ว่า เพื่อจะให้สังคมมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามภาพที่มันเป็นจริง เราจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลครอบคลุมทุกด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านที่เราพอใจ (ข้าพเจ้ารู้สึกแบบนี้ตลอดมาตั้งแต่เคยเข้าไปนั่งเรียนในชั้นเรียนที่ก็อปปี้วิธีการคิด/การศึกษาของตะวันตกมา อย่างไรก็ตามตัวเองกลับเชื่อเสมอว่า แท้จริงแล้ววิธีคิดที่พยายามตั้งคำถามและลงลึกไปถึงรายละเอียดอย่างรอบด้าน เป็นวิธีที่ถูกใช้ในการศึกษาของอิสลามมาก่อนตะวันตกเสียอีก)  สังคมมุสลิมเรานำเสนอแต่มุมที่อิสลามิคมาก ๆ ของการปฏิวัติ ซึ่งน่าชื่นชมและเกือบจะเป็นวาญิบที่ต้องทำ เพราะเราจะไม่พบการนำเสนอมุมนี้ในสื่ออื่น ๆ แต่ไม่รู้ตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า ว่าสังคมมุสลิมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะมองไปยังมุมอื่น ๆ ของการปฏิวัติ มุมที่มีเสียงเรียกร้องประชาธิปไตย โหยหาการเลือกตั้ง และเครื่องไม้เครื่องมืออื่น ๆ ที่ไม่ใช่และไม่มีวันใช่แนวทางของอิสลาม (เอาจริง ๆ แล้ว นอกจากอุละมาอฺที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้เป็นการเฉพาะกิจ ยังไม่เห็นแกนนำมวลชนคนไหน และ/หรือ กลุ่มไหนพูดเรื่องระบอบการปกครองอิสลาม หรือคำที่เฉียด ๆ คำนี้ออกมาเลย ถ้าใครมีข้อมูลก็วานช่วยบอกด้วย)


อย่าเพิ่งเขม่นตามองมาอย่างนั้น ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรสนับสนุนขบวนการปฏิวัตินี้ ตรงข้าม เราควรสนับสนุนทุกทางเท่าที่ทำได้ แต่การสนับสนุนนั้นก็สามารถดำเนินไปแม้เรามองการปฏิวัติตามที่มันเป็นจริงนี่ โดยใช้เรื่องตัวเลือกที่ว่าไปนั่นแหละมาช่วยวางจุดยืนให้ตัวเรา คือถึงแม้ขบวนการปฏิวัตินี้จะมีอุดมการณ์อันหลากหลายอุ้มชูมันอยู่ และทิศทางที่มันจะเดินไปสู่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะเป็นทิศทางเดียวกับที่นักเคลื่อนไหวอิสลามทั้งโลกปรารถนา แต่ตัวเลือก ณ จุดที่เกิดเหตุการณ์ก็คือเลือกระหว่างระบอบมุบาร็อกซึ่งอธรรมสุด ๆ แบบที่มองเห็นชัดเจนแจ่มแจ๋วตรงหน้า กับระบอบใหม่ที่จะมาหลังความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรายังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอะไร แต่อย่างน้อยก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นระบอบที่สอดคล้อง-สอดคล้องมากขึ้นกับระบอบอิสลาม หรือต่อให้มันถูกเปลี่ยนเป็นระบอบอื่นที่ไม่มีอะไรใช่อิสลามอยู่ดี ก็ยังมีแนวโน้มสูงว่าขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามจะสามารถมีบทบาทได้มากขึ้นกว่าในระบอบมุบาร็อกที่จำกัดการเคลื่อนไหวนี้อย่างทารุณ


ดังนั้นด้วยตัวเลือกแบบนี้  มันก็ชัดเจนว่าทำไมเราถึงให้การสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้ แม้ว่าเบื้องหลังของมันอาจมีสิ่งเจือปนหลายอย่างนอกเหนือไปจากอุดมการณ์อิสลาม


ไม่รู้นะ สำหรับตัวเอง ด้วยการมองอย่างนี้ มันทำให้เราชัดเจนขึ้นด้วยซ้ำกับจุดยืนและมุมมองที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเรามองแต่มุมว่าการปฏิวัตินี้คือการปฏิวัติที่มีอุดมการณ์อิสลามอยู่เบื้องหลังล้วนและเพียว เราจะต้องเป็นอันมึนงงก่งก๊งแน่ถ้าได้ฟังคำสัมภาษณ์ประชาธิปไตยจ๋าของผู้ชุมนุมระดับแกนนำบางคน และชีวิตคงเผชิญจุดจบที่แทรจิดี้เหลือรับถ้าเกิดว่าระบอบการปกครองที่จะเกิดขึ้นตามมา ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับสิ่งที่เราใฝ่ฝันจะเห็นเลย (นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก)


นั่นก็คือตัวอย่างการทำความเข้าใจเรื่องตัวเลือกของชีวิต และคงต้องบอกไว้เสียหน่อยนะคะ ว่าตัวอย่างที่ยกมาในบทความนี้ทั้งหมดใส่ตัวเลือกของแต่ละเหตุการณ์มาเพียงสองช้อยส์ ทว่าหลาย ๆ เหตุการณ์ในชีวิตจริง เรามีตัวเลือกเยอะกว่าสองถม ฉะนั้นลองเปิดมุมมองให้กว้าง ๆ มองหาความเป็นไปได้อื่น ๆ ที่เราอาจมองข้ามไป ชั่งตัวเลือกของเราภายใต้บริบทของชีวิตเรา และปล่อยให้ชาวบ้านได้พิจารณาตัวเลือกของเขาไปตามบริบทของเขา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเป้าหมายในการเลือก ต้องเพื่อความพอใจสูงสุดของอัลลอฮฺเท่านั้น ตัวเองเชื่อเสมอนะคะว่า ถ้าเราจริงใจกับเป้าหมายนี้แบบจริงจังสุดแล้ว แต่ความอ่อนแอและความสามารถอันมีสุดจำกัดของเราทำให้เราเลือกผิดไปจากสิ่งที่ควรจะเลือก อินชาอัลลอฮฺ ความเมตตาและการอภัยของพระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าและแผ่นดิน !

บางข้อสังเกตจากการใคร่ครวญชีวิต

 

· อีมานกับชีวิต

ช่วงเวลาที่ชีวิตโอเค มักเป็นช่วงเวลาที่อีมานโอเค

ช่วงเวลาที่ชีวิตย่ำแย่ มักเป็นช่วงเวลาที่อีมานย่ำแย่

 

· ความอิคลาศกับสมรภูมิหัวใจ

การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความอิคลาศนั้นเป็นเรื่องยากเย็น

แต่เมื่อได้มาแล้ว มันจะทำให้ทุกสิ่งเป็นเรื่องง่ายดาย

 

· ชัยฏอนกับการนอนต่อยามเช้า

การอ่านกุรอ่านหลังศุบฮิ์ มักจะทำให้ตาเราปรือ

การลุกไปทำกิจวัตรอย่างอื่นที่ไม่ใช่อ่านกุรอ่าน มักจะทำให้ตาเราสว่าง

 

· ผู้รู้กับผู้ไม่รู้

ผู้ไม่รู้ที่ไม่ให้เกียรติผู้รู้จะไม่ได้รับความรู้

ผู้รู้ที่ไม่ให้เกียรติผู้ไม่รู้จะไม่ได้รับความรัก

 

· นิกอบกับกอลบุน

ถ้าผ้าปิดหน้าผืนหนึ่งสามารถทำให้มุสลิมรู้สึกไม่ดีต่อกันได้

ปัญหาน่าจะอยู่ที่หัวใจคน ไม่ใช่ที่ผ้า

และทางแก้ก็น่าจะอยู่ที่เปิดใจ ไม่ใช่เปิดผ้า

 

· เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง

ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไม่มีใครต่อสู้เพื่อมุสลิม

แต่มีมุสลิมบางคนต่อสู้เพื่อเสื้อเหลืองและเสื้อแดง

 

· ญะมาอะฮฺกับความปรารถนาดี

ญะมาอะฮฺที่น่าชื่นชมไม่ใช่แค่กลุ่มที่มอบความปรารถนาดีให้แก่พี่น้องในญะมาอะฮฺตน

แต่คือกลุ่มที่มอบความปรารถนาดีให้แก่พี่น้องต่างญะมาอะฮฺด้วย

 

· นิกะฮฺกับฟิตนะฮฺ

การนิกะฮฺเป็นเครื่องมือป้องกันฟิตนะฮฺชั้นเยี่ยม

การหมกหมุ่นกับเรื่องนิกะฮฺเป็นเครื่องมือสร้างฟิตนะฮฺชั้นเยี่ยม

 

· พ่อ-แม่กับลูก

พ่อ-แม่มักจะเป็นมนุษย์คนท้าย ๆ ที่สามารถทำร้ายลูกได้

ลูกมักจะเป็นมนุษย์คนแรก ๆ ที่สามารถทำร้ายพ่อ-แม่ได้

 

· ญิฮาดกับการก่อการร้าย

หลายครั้ง ผู้ก่อการร้ายของสื่อตะวันตก คือ มุญาฮิดีนของมุสลิม

และ ‘สงครามต่อต้านการก่อการร้าย’ สำหรับสื่อตะวันตก คือ การก่อการร้ายสำหรับมุสลิม

…เพราะมุสลิมต่อต้านการก่อการร้าย มุสลิมจึงต่อต้านอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตร…

 

· การถกกับการเถียง

การถกมักนำไปสู่ปัญญา

การถียงมักนำไปสู่ปัญหา

 

· อินเตอร์เน็ตกับการเปลี่ยนแปลงคน

อินเตอร์เน็ตทำให้ผู้ปฏิเสธบางคนกลายเป็นมุสลิม

และทำให้ผู้ศรัทธาบางคนกลายเป็นมุนาฟิก

กระดาษแผ่นที่ 4

…1…

เช่นเดียวกับสองแผ่นก่อนหน้านี้  กระดาษที่อยู่ตรงหน้าฉันมันเต็มไปด้วยรอยขีดเขี่ยจากไส้ดินสอสีดำสนิทจนไม่อาจเพิ่มเติมเนื้อหาใดใดลงไปได้อีก  เป็นเส้นสายยุ่งเหยิงที่ไม่อาจดูออกว่าเป็นหรือพยายามจะเป็นรูปอะไร  ถ้าคนตวัดปลายดินสอนั้นเป็นศิลปินชื่อก้อง ใครๆคงจะเรียกมันได้ว่างานศิลปะ ซึ่งหมายถึงราคาสำหรับค่ากระดาษและไส้ดินสอนั้นจะสูงเท่ากับค่าอาหารทั้งปีของค่ายผู้ลี้ภัยในอูกานดา  โชคไม่ดีที่ฉันไม่ใช่ศิลปิน สิ่งที่ออกมาจึงเป็นได้เพียงศิลเปรอะที่หากนำไปชั่งขายรวมกับกระดาษหนังสือพิมพ์อีกกองโตๆ ก็คงจะพอซื้อลูกกวาดมาอมแก้เซ็งได้สักสองเม็ด

ตาอัล-กอร์จะต้องมองค้อนแน่ที่ฉันเผาผลาญทรัพยากรกระดาษหมดไปถึงสามแผ่นเพียงเพื่อจะเขียนอะไรบางอย่างให้เป็นกำลังใจแก่พี่น้องบางคนที่กำลังเผชิญบททดสอบสาหัส ร้ายก็ตรงที่มันดันลงเอยด้วยการที่ไม่มีอะไรงอกเงยออกมาจากทรัพยากรโลกสามแผ่นนั้นแม้เพียงตัวอักษรสักตัว ทว่าด้วยพันธะแห่งความเป็นพี่น้อง กระดาษแผ่นที่สี่จึงถูกนำออกมาโดยไม่สนสายตาของอัล-กอร์

บางที…มันอาจต้องเริ่มตั้งแต่ตรงนี้…ตรงที่ๆฉันเคยประสบความสาหัสนั้นมาก่อน นั่นมันก็ผ่านมาได้สองปีเต็มแล้ว…

……………………………………………………………………………………………..

…2…

มันเป็นวัน๑ของหน้าหนาว  อากาศเย็นเสียดผิว

จากกระจกใสแจ๋วที่ฉันยืนหลบภัยอยู่ เมื่อมองลงไปจะเห็นหัวสัตว์ชนิดหนึ่งที่ราวบันไดด้านล่าง  ใครๆเรียกมันว่า พญานาคคนแถวนี้จะต้องมาถ่ายรูปคู่กับเจ้าหัวนี่เมื่อสำเร็จการศึกษา เขาเชื่อกันว่าใครที่ถ่ายรูปคู่กับหัวบันไดพญานาคนี้ขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ จะมีเหตุให้เรียนไม่จบ  ฉันจึงระมัดระวังตัวเสมอไม่ให้ไปมีรูปคู่กับเจว็ดนี้ได้   ไม่ใช่เพราะกลัวจะเรียนไม่จบ  ข้อนั้นมันไม่มีอะไรน่ากลัวทั้งสิ้นสำหรับฉัน  แต่เพราะเห็นอนาคตตัวเองอยู่รำไรตั้งแต่ตอนนั้น  กลัวว่าจะถูกเอาไปเป็นตัวอย่างประกอบความเชื่ออันเลอะเทอะนั้นได้ ทั้งที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยน่ะซิ

ข้อดีข้อเดียวของตึกซึ่งเหมือนฉากหลังในละครจักร์ๆวงษ์ๆช่วงเช้าในทีวีนี้คือมันมีหนังสือมากกว่าคนในอัตราส่วนสัก ๑,๐๐๐ : ๑ เห็นจะได้  ที่สำคัญคือมีหลากหลายมุมให้เลือกซ่อนเร้นตัวได้ท่ามกลางดงหนังสือโดยปราศจากคนรบกวน และถึงแม้จะไปอยู่ในหมู่มวลหนังสือนานาหมวด ฉันก็จะมีหนังสือติดมือตัวเองเข้าไป  เพียงมาใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักหลบภัยในท่ามกลางสมรภูมิที่ไม่มีใครมองเห็นความรุนแรงของการศึกได้ชัดเท่าฉัน คิดว่าความรู้สึกตอนนั้นมันเต็มเปี่ยมพอจะแบ่งปันประสบการณ์ความสาหัสให้คนที่กำลังย่ำแย่แท้ท้อได้อยู่หรอก  แต่เนื่องจากมันเต็มท้นจนล้นเอ่อเกินจะอธิบายเป็นตัวอักษร  แถมเรื่องของฉันก็ไม่ได้น่าสนใจอะไร เป็นแค่ความทุกข์บ้าๆที่เกือบจะไร้สาระของคนๆ๑  ฉะนั้นมาฟังเรื่องเล่าของคนในหนังสือที่ฉันกำลังอ่าน ณ ขนะนั้นดีกว่า เจ๋งกว่ากันตั้งเยอะ

……………………………………………………………………………………………..

…3…

เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ใช้ชีวิตกว่าครึ่งของตัวเองหมดไปในเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วช้าสารพัด

ในวันหนึ่งของความเงียบ เขาได้รับคำประกาศแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ที่สำคัญเหลือเกิน นั่นคือหน้าที่ในการเรียกร้องผู้คนแห่งความชั่วช้าให้ไปสู่การเป็นผู้คนแห่งความดีงาม  ไม่ใช่แค่เฉพาะในเมืองที่เขาอยู่อาศัย หากเป็นโลกนี้ทั้งใบ  เขา : เด็กกำพร้าที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ต้องออกไปประกาศว่าสิ่งที่คนในเมืองนั้นกำลังเคารพภักดีเป็นสิ่งผิดบาป  เขาแทบไม่มีปัจจัยอะไรเลยในขณะที่ไปประกาศตัวยืนอยู่ตรงข้ามกับคนที่มีทรัพย์สมบัติ มีอำนาจ มีพวกพ้อง และมีทุกๆปัจจัยแห่งโลกนี้มากกว่าเขา เขาไม่มีอะไรสำหรับการเผชิญหน้ากับบททดสอบที่หนักหนาที่สุดเช่นนี้นอกไปจากพระเจ้าของเขา และมันกลายเป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้เขาผ่านความหนักหนานั้นมาได้อย่างสง่างามที่สุด

คงทราบแล้วว่าฉันกำลังเล่าถึงใคร ใช่ ศาสนทูตท่านสุดท้ายของเรา จริงๆแล้วชีวิตของท่านคือแบบเรียนที่เพียงพอเหลือเกินสำหรับหัวใจที่กำลังเผชิญบททดสอบและต้องการกำลัง

ไม่ใช่เรื่องแปลกแน่นอนที่เราผู้กำลังเผชิญบททดสอบใดใดของชีวิตอยู่จะรู้สึกต้องการกำลังใจ  เพราะแม้แต่ท่านร่อซูลุลลอฮฺก็ได้รับการปลอบประโลมใจจากผู้อภิบาลผ่านเรื่องราวของบรรดาศาสนทูตก่อนหน้า ซึ่งล้วนต้องเผชิญบททดสอบหนักหนามาอย่างโชกโชนทั้งสิ้น เรื่องราวเหล่านั้นถูกจารจารึกไว้ในคัมภีร์ที่ท่านนำมาประกาศและยังคงเป็นบทเรียนให้ทุกหัวใจได้ดื่มด่ำหากำลังใจตราบจนทุกวันนี้

รอบตัวของท่านร่อซูลุลลอฮฺที่รายล้อมไปด้วยบรรดาผู้มีเกียรติของประชาชาตินี้ ก็ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานแห่งบททดสอบที่เขาและเธอเหล่านั้นได้ผ่านพ้นฝ่าฟันกันมา ชนิดที่บททดสอบของเรากลายเป็นเรื่องกระจิ๋วหลิวไปเลย

ลองนึกถึงการถูกทรมานของท่านบิลาล และท่านค๊อบบ๊าบ

ลองนึกถึงความสาหัสของหัวใจท่านหญิงอาอิชะฮฺขณะถูกใส่ร้ายป้ายสีด้วยเรื่องที่เลวร้ายที่สุดสำหรับสตรีผู้รักษาเนื้อรักษาตัว

ลองนึกถึงความรู้สึกของท่านอลีขณะที่ท่านต้องเผชิญหน้ากับฟิตนะฮฺแห่งความแตกแยกในหมู่มุสลิม

บททดสอบของพวกท่านย่อมจะทำให้ขนาดของบททดสอบที่เรากำลังเผชิญอยู่แลดูเล็กลง ฉันพบความจริงข้อนี้ในช่วงเวลานั้น…ช่วงเวลาที่ฉันกำลังเผชิญความสาหัสอยู่อย่างไม่สามารถจะอธิบายให้ใครเข้าใจความรู้สึกได้  มันเป็นความสาหัสที่ลดความหนักหนาลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อเปรียบกับขนาดอันมหึมาของบททดสอบที่เหล่าบรรพชนได้เผชิญไปก่อน และฉันก็รู้ดีว่าแม้ในยุคสมัยเดียวกันกับเรา คนที่กำลังตามรอยของพวกท่านเหล่านั้นไปอย่างกระชั้น ก็กำลังเผชิญหน้ากับบทสอบที่หนักหนายิ่งกว่าฉันไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ความรู้อันนั้นฉันได้มาจากหลายๆแหล่งข้อมูลที่เคยผ่านตา มีหลายเรื่องราวทีเดียวของคนเหล่านั้นที่น่าจะให้อะไรดีๆแก่หัวใจที่เหนื่อย ล้าได้ และมันน่าสนใจกว่าเรื่องของฉันเองอีกนั่นแหละ

……………………………………………………………………………………………..

…4…

หมู่บ้านของเขาตั้งอยู่ในดินแดนหนาวเหน็บ มันถูกปิดคลุมด้วยหมอกควันแห่งสงครามที่แม้แต่พี่น้องร่วมเรือนร่างของเขาก็ยังมีน้อยคนนักที่ใส่ใจติดตามความเคลื่อนไหว หรือแม้เพียงใส่ที่อยู่ของเขาไว้ในดุอาอฺ

เขาเป็นชายหนุ่มที่มีน้องสาววัย 15 ปีอยู่ร่วมชายคา วันดีคืนดีทหารผู้ปฏิเสธซึ่งเมามายได้บุกเข้าค้นบ้านเขา เจตนาย่ำยีน้องสาวของเขาต่อหน้าพี่ชาย  คงไม่มีศักดิ์ศรีหลงเหลืออีกแล้วสำหรับลูกผู้ชายคน๑ ถ้าไม่ขัดขืนต่อสู้อย่างสุดความสามารถ และการต่อต้านนั้นก็นำมาซึ่งเสียงปืนหลายนัดจากปลายกระบอกปืนของผู้บุกรุก อันหมายถึงจุดจบของน้องสาวเขาด้วย กระนั้นก็ดี แม้แต่ศพของเธอก็ไม่ได้รอดพ้นจากการถูกกระทำเลวทรามโดยทหารต่ำช้าเหล่านั้น

ฉันตัดคอลั่มที่บอกเล่าเรื่องราวของชายผู้นี้(รวมถึงอีกหลายเหตุการณ์น่าสลดในดินแดนของเขาที่ฉันเองยังใจไม่แข็งพอจะเล่า)ออกมาจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน โทษฐานที่มันสั่นสะเทือนความรู้สึกฉันอย่างรุนแรง กระดาษที่ตัดเก็บไว้นั้นเหลืองกรอบตามอายุขัย แต่ประสิทธิผลของมันยังคงสดใหม่ทุกครั้งที่อ่าน มันทำให้บททดสอบในช่วงหนักหนาของฉันแลดูเบาหวิว และตระหนักว่ามันคงน่าอายนักหากยืนยันจะบ่นบ้าไม่หยุดหย่อนกับสิ่งที่ตัวเองประสบ

เรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าแห่งบททดสอบ๑จากบรรดาบททดสอบเป็นแสนเป็นล้านของพี่น้องร่วมยุคสมัยของเรา  มันซุกตัวอยู่ในซอกมุมของแผ่นดิน ที่เลือกเรื่องนี้ขึ้นมาจากอีกหมื่นอีกแสนเรื่อง ก็เพราะมีแหล่งที่มาที่อ้างอิงได้และค่อนข้างเป็นสากล [บทความตัวจริงตีพิมพ์เมื่อห้าปีก่อน อ่านเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ตคลิกที่นี่ และต้องขอแจ้งให้ทราบด้วยว่าบรรดามุญาฮิดีนแห่งเชชเนียได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ปิดล้อมโรงเรียนในรัสเซียอันเป็นที่มาของบทความดังกล่าว]

ลองเอาบททดสอบที่เรากำลังวิตกกังวลจะเป็นจะตายในวันนี้มาวัดขนาดกับบททดสอบที่พี่น้องของเรากำลังเผชิญดูเถิด เราหลายคนอาจพบว่า…เรามีเรี่ยวแรงมากขึ้นที่จะต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและฝ่าฟันให้ผ่านพ้น

แล้วฉันก็ผ่านวันร้ายๆในฤดูหนาวนั้นมาได้  แถมแลบลิ้นให้หัวเจว็ดที่บันไดตึกเสีย๑ทีด้วย

……………………………………………………………………………………………..

…1…

ต่างไปจากสามแผ่นก่อนหน้านี้  กระดาษที่อยู่ตรงหน้าฉันมันว่างเปล่าปราศจากร่องรอยการขีดเขียนแม้สักจุด ทั้งๆที่ความคิดได้โลดแล่นไปหลายเรื่อง ไม่ใช่เพราะเกรงใจสายตาของอัล-กอร์หรอก แต่เพราะนึกขึ้นได้แล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้จึงไม่สามารถเขียนถ้อยคำปลุกปลอบใจให้พี่น้องบางคนได้ คงเป็นเพราะฉันกังวลมากเกินไปกับการพูดอะไรซ้ำๆ ด้วยเชื่อว่าพี่น้องคงทราบดีอยู่แล้ว แม้แต่เนื้อหาของเรื่องที่คิดอยู่ ซึ่งว่าด้วย การมองบททดสอบของคนที่โดนหนักกว่าเรา เพื่อผ่อนเพลาบททดสอบของเราให้ดูเล็กลงฉันก็คิดว่าได้พูดไปหลายรอบแล้ว และทุกคนก็คงจะเคยมองมุมนี้แล้ว

ทว่าที่จริง การย้ำเตือนกันในเรื่องเดิมๆไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือชวนหน่ายเนือย เพราะแม้แต่อัล-กุรอานก็ยังเล่าเรื่องของร่อซูลบางท่านซ้ำไป-มาอยู่หลายรอบ กระทั่งคำกำชับในเรื่องของ ความอดทน ก็ยังปรากฏอยู่ในอัลกุรอานหลายสิบครั้ง  ก็เพราะตลอดชีวิตของศาสนทูตท่านสุดท้ายอันเป็นระยะเวลาที่อัล-กุรอานถูกทยอยลงมา ทั้งตัวท่านร่อซูลเองและประชาคมมุสลิมขณะนั้นต่างต้องเผชิญบททดสอบระลอกแล้วระลอกเล่าเกือบตลอดเส้นทาง  ถ้อยคำที่เปี่ยมความหมายจึงยังคงรสชาติลึกล้ำเสมอในขณะที่หัวใจกำลังถูกบททดสอบซัดกระหน่ำ แม้จะเป็นคำที่เคยฟังเคยผ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม

กระดาษแผ่นที่สี่ของวันนี้ยังคงว่างเปล่า และมันก็คงจะว่างเปล่าเช่นนี้ตลอดไป  เพื่อส่งสารซ้ำๆเดิมๆไปยังพี่น้องของฉันซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบหนักหนาว่า…สุดท้ายแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดจะช่วยให้เราผ่านพ้นบททดสอบต่างๆไปได้เลย แม้เป็นเรื่องเล็กกระจิ๊ดหรือใหญ่กระจาย  ไม่แม้แต่จะสามารถมอบกำลังใดใดให้แก่หัวใจของเราได้ เว้นแต่ด้วยประสงค์ของอัลลอฮฺ ดังนั้นจงมอบหมายเฉพาะต่อพระองค์ แล้วพระองค์ก็จะเป็นที่พอเพียงแก่เรา

กระดาษแผ่นที่สี่นี้จึงไม่จำเป็นสำหรับใครอีก แต่ความว่างเปล่าของมันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยในฐานะพี่น้องมุสลิม  และหากจะมีประโยคซ้ำซากใดที่ใครสักคนยังสามารถทนฟังได้อีก ฉันก็ขอพูดขณะเก็บกระดาษว่างเปล่าที่เปี่ยมเต็มแผ่นนี้เข้าที่ว่า :

…“อดทนเถอะ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป!”

. . . เ ดี๋ ย ว ก็ เ ช้ า แ ล้ ว . . .

 

ฤดูฝนกำลังจะจากไปแล้วอีกปี

ท้องฟ้าของช่วงปลายฝนต้นหนาววางท่าเคร่งขรึม ระบายความเหงาอย่างเท่ๆ

 การเดินทางของใครหลายๆคนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่การเดินทางของอีกหลายๆคนกำลังดำเนินอยู่

 

บางคนกำลังจะกลับบ้านช่วงปิดเทอม

บางคนกำลังจะกลับมามหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมตัวเปิดเทอม

บางคนกำลังจะขานรับเสียงเรียกของนบีอิบรอฮีม โดยการไปเป็นแขก ณ บ้านของอัลลอฮฺ

บางคนกำลังจะไปเรียนยังแดนไกล

บางคนกำลังจะย้ายที่อยู่

บางคนกำลังจะแต่งงาน

บางคนกำลังจะเกิดมา

และบางคนกำลังจะตายจากไป

 

ชีวิต…

บางทีก็เป็นเรื่องร้ายกาจ

กับอีกบางที…ก็ช่างน่ารักน่าหยิก

แต่ให้ยังไง มันก็คือชีวิต  คือสิ่งที่เราต้องใช้  

จะด้วยอารมณ์ไหน ความรู้สึกใด ตราบที่ยังหายใจ ก็ต้องไปต่อ

 

ในเวลาที่ครุ่นคิดถึงทั้งความร้ายกาจ – ความน่ารัก – และอีกสารพัดความของชีวิต

อายะฮฺกุรอานที่พูดถึงความสั้นอย่างเหลือเชื่อของเวลาในโลกนี้ มักเป็นคล้ายแสงไฟที่ทำให้ห้วงคิดนั้นสว่างเจิดจ้า

มันเป็นบทสรุปของการให้ค่า ให้ความหมาย ให้น้ำหนักแก่สิ่งต่างๆ และแก่ชีวิต

“เพียงชั่วครู่เดียว”…เท่านั้นเอง สำหรับทุกสิ่งที่เรากำลังพบเผชิญอยู่ เมื่อเปรียบกับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า

 

เดี๋ยวเดียวเอง….

กับทุกความสุข และทุกข์ที่เรากำลังเจอและจมอยู่

กับทุกความเปลี่ยนแปลงที่เรากังวลถึงสิ่งที่รออยู่หลังจากมัน

กับทุกการงานที่ง่วนอยู่ ทุกปัญหาที่หนักอกหนักใจ และทุกอะไรๆทั้งหมดของชีวิต

…มันก็แค่เดี๋ยวเดียว

 

การซาบซึ้งใน ‘ความเดี๋ยวเดียว’ ของโลกและของชีวิตนี้

มักทำให้เรามองทุกๆการเดินทางของทั้งชีวิตเราและชีวิตคนรอบข้างเป็นอะไรบางอย่างที่ต้องผ่านไปได้

แม้ในการเดินทางเหล่านั้นย่อมต้องมีทั้งสิ่งพึงใจและชวนส่ายหน้า  มีทั้งการพบเจอและพรากจาก

แต่ไม่ว่าอย่างไร มันก็ต้องผ่านไป

และ…ใช่! – ในเวลาแค่ ‘เดี๋ยวเดียว’

 

สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลาอันสั้นเป็นอย่างยิ่งนี้กลับมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง

ก็คืองานแห่งอุดมการณ์อันหนักหน่วงยืดยาวที่รอคอยอยู่

มันคือเข็มทิศที่ทำให้รู้ว่าเราควรเผาผลาญเวลาอันน้อยนิดนี้ไปในหนทางใด

ชีวิตที่มีอุดมการณ์กับชีวิตที่ไม่มี จึงมีความหนักแน่นในก้าวเดินต่างกัน

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ทุกชีวิตต่างจะต้องเดินไปจนกระทั่งพบจุดที่ถูกกำหนดไว้ให้ยุติบทบาทบนโลกนี้ไม่ต่างกัน

 

ใครหลายคนอาจเคยผ่านช่วงชีวิตที่เมื่อตื่นขึ้นมาในยามเช้าแล้ว

ก็สงสัยว่าเมื่อไหร่การลืมตาตื่นขึ้นเช่นนี้จะยุติลงเสียที

มันไม่ใช่แค่เพราะความหนักหน่วงของสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่

แต่หลายครั้ง…มันก็เป็นเพราะความเบาโหวง ว่างเปล่า และจำเจซ้ำซากของชีวิต

ทว่าจริงๆแล้ว หากเปรียบการตื่นขึ้นชีวิตที่แท้จริงเป็นยามเช้า

ทุกวันนี้เราก็เพียงว่ายวนอยู่ในห้วงหนึ่งของความฝันในยามกลางคืน

บางทีก็ฝันดี บางทีก็ฝันร้าย บางทีก็ฝันซ้ำๆซากๆอยู่เช่นนั้น

หากไม่ว่าอย่างไร มันก็คือความฝัน

…ที่ต้องจบสิ้น และผ่านไป

แล้วยามเช้าก็จะต้องมาเยือน

…เป็นยามเช้าที่มีแต่เรื่องจริง ไม่มีอะไรเป็นความฝันอีกแล้ว

 

จึงในทุกๆสิ่งที่เราต่างกำลังเผชิญอยู่ในโลกความฝัน

ไม่ว่าจะเป็นความสุขล้นเอ่อ หรือทุกข์เว่อร์ๆจนทนแทบไม่ไหว

ไม่ว่าจะเป็นความโปร่งโล่งหลังผ่านพ้นกำหนดอะไรมาได้ หรือกำลังหนักใจเป็นกังวลกับกำหนดที่ยังมาไม่ถึง

ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่สาหัสและให้ความรู้สึกเหมือนยาวนานสักแค่ไหน…

 

ขอให้อดทนเถิด….เดี๋ยวก็เช้าแล้ว!