+แม่กับผู้ชายที่หลงรักมักกะฮ์

Inside-Kaabah

 

-1-

เป็นที่รู้กันว่า “ฮัจญ์” เป็นหนึ่งในความฝันสูงสุดของชีวิตแม่

แม่อ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับฮัจญ์ที่มีในท้องตลาด

และเฝ้ากำชับให้ใครต่อใครช่วยขอดุอาอ์ให้เสมอ นอกเหนือจากที่ตัวแม่เองก้็ขออย่างเต็มแรง

แต่กว่าชีวิตจะอนุญาติให้แม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจังก็เมื่อลูกชายคนเล็กเข้าโรงเรียนประจำ

และความพร้อมในด้านอื่นๆ เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น

นั่นก็เป็นช่วงปีที่มีผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตแม่พอดี

-2-

คุณต้องเคยได้ยินคนที่เคยไปฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ทำตาลอยเหมือนฝันหวานขณะพูดถึงความน่ารักน่าอยู่ของมะดีนะฮ์

แต่กับมักกะฮ์ หลายครั้ง…น้ำเสียงจะต่างไป

แน่นอนว่าความประเสิรฐของมัสญิดฮะรอมนั้นทุกคนยอมรับเต็มหัวใจ

แต่ความพลุกพล่านของผู้คน การก่อสร้างทื่ยืดเยื้อยาวนาน ระบบการจราจรที่ให้นิยามลำบาก และอะไรอีกหลายเรื่องก็ทำให้เราได้พบคนทำตาลอยอย่างหลงใหลเวลาพูดถึงเมืองมักกะฮ์ในภาพรวม ไม่ใช่แค่ตัวมัสญิดฮารอม น้อยครั้งกว่าคนที่มีท่าทางเช่นนั้นเวลาพูดถึงเมืองมะดีนะฮ์

คนแรกๆ ที่ชั้นได้เห็นท่าทางเช่นนั้นเมื่อพูดถึง “เมือง” มักกะฮ์ ก็คือ “เขา”

…ผู้ชายที่การได้พูดถึงมักกะฮ์และช่วงชีวิตสั้นๆ ที่เขาเคยได้ใช้ไปในเมืองนี้คือความสุขอย่างสำคัญประการหนึ่งในชีวิตเขา

…ผู้ชายที่ทำตาเขียวใส่ได้เสมอแค่เผลอพูดอะไรที่ไม่ใช่แง่งามของมักกะฮ์

ตอนที่เกิดเหตุเครนล้มในช่วงฤดูฮัจญ์สองปีก่อน เรากำลังฏอวาฟอยู่ด้วยกันที่ลานฏอวาฟชั้นล่างสุด…จุดที่มีคนเสียชีวิตมากที่สุด แม้ไม่ได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจะจะ แต่เราก็มีส่วนได้สัมผัสบรรยากาศของเหตุการณ์นั้นโดยตรง (ซึ่งซุบฮานัลลอฮฺมากที่สิ่งที่เราได้พบค่อนข้างจะต่างไปจากภาพที่เหตุการณ์นำไปสู่คนภายนอก เสียงตักบีรของเหล่าฮุจญาจที่ติดพายุฝนอยู่รอบกะอ์บะฮ์ในเวลานั้นซึ่งเป็นเย็นวันศุกร์อันประเสริฐยังกระหึ่มอยู่ในหูของฉันจนวันนี้)

เขาไม่เคยบอกใครว่าเราอยู่ตรงนั้นในเวลานั้น เมื่อฉันถาม เขาบอกว่า…ถ้าเราเข้าไปเยี่ยมบ้านของคนๆหนึ่งที่เราเคารพอย่างมาก แล้วเกิดเหตุบางอย่างขึ้นในบ้านหลังนั้น เราย่อมไม่มีทางเอาเรื่องที่ได้พบมาบอกเล่ากับผู้คนทั่วไปอย่างสนุกปาก…จริงไหม?

อาจด้วยความผูกพันที่เขามีต่อเมืองนี้ ด้วยดุอาอ์ หรือด้วยอะไรอีกหลายอย่าง ทำให้ตั้งแต่ฉันรู้จักเขามาร่วม 5 ปี อัลลอฮ์ก็พาเขากลับไปยังเมืองที่เขารักทุกๆปี (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)

นั่นก็รวมถึงปีหนึ่ง…ที่เราวางแพลนกันไว้ด้วยหัวใจพองโตว่า…จะพาแม่ไปด้วย

-3-

การที่ผู้หญิงสักคนจะมีมะฮ์รอมในชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องใหญ่

น่าสนใจมากว่าแม่ยายกับลูกเขยจะเป็นมะฮ์รอม (ห้ามแต่งงาน) กันตลอดกาล แม้เมื่อความสัมพันธ์ฉันคู่ครองระหว่างลูกเขยกับลูกสาวจะจบลง

สำหรับคนที่มีแม่อยู่ในหัวใจเสมอ คงไม่สามารถลืมได้ขณะที่กำลังจะตัดสินใจเลือกใครสักคนมาร่วมชีวิตว่า

เรากำลังเลือกลูกชายอีกคนให้แม่ของเราด้วย

ความพอใจของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักมากในการชั่ง-ตวง-วัด คุณสมบัติของคนที่เข้ารอบ

และความพอใจอันนี้มีผลอย่างสุดๆ ต่อความจำเริญที่จะเกิดขึ้นในชีวิตคู่

 

ตอนที่แม่ต้องนอนรักษาตัวยาวที่โรงพยาบาล

เขาอำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อให้ฉันได้ไปอยู่โยงเฝ้าแม่

เขาไม่เคยพลาดโอกาสที่จะป็นคนรับ-ส่งแม่ไปโรงพยาบาล หากว่าตารางงานที่แน่นเอี้ยดพอจะจัดสรรได้

หลายครั้งเค้าต้องหอบงานมาทำในโรงพยาบาล  ขับรถอ้อมไปอ้อมมาทุกเช้าเย็นในเมืองที่เพียงแต่มองสภาพท้องถนนก็เพลียใจ เพียงเพื่อให้ฉันได้ใช้เวลากับแม่อย่างเต็มที่

ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต แม่บอกกับฉันว่า “ต้องคิดว่าเขาเป็นลูกชายแท้ๆ ไม่ใช่แค่ลูกเขย ไม่งั้นจะไม่กล้ารบกวนเขาถึงขนาดนี้”

และแม้เมื่อแม่จากไปแล้ว…วันนี้ เขาคือคนที่ได้ทำภารกิจที่เป็นเสมือนความหวังสูงสุดของชีวิตแม่ให้เป็นจริง

….

-4-

ตอนที่แม่รู้ว่าโรคร้ายได้กลับมาอีกครั้ง  ในตำแหน่งที่อาจหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม

ประโยคแรกๆ ที่แม่ถามคือ “อุมมีจะได้ไปฮัจญ์ไหม”

ตอนนั้นเราเอาชื่อแม่ไปลงบัญชีผู้แจ้งความจำนงไปฮัจญ์ไว้แล้ว  และกำหนดเดินทางอย่างคร่าวๆก็ออกมาแล้วว่าเราจะได้ไปในปีนั้น อินชาอัลลอฮ์

แม้ความหวังริบหรี่ แต่ตอนแรกเราก็ยังให้กำลังใจแม่ว่าถ้ากระบวนการรักษาจบทัน และหมออนุญาต เราก็จะพาแม่ไป

แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งทาง รายละเอียดของกระบวนการรักษาก็ทำให้เราแน่ใจว่าแม่คงไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับเราได้

แม้แจ้งถอนชื่อออกจากบัญชีฮุจญาจของปีนั้น ด้วยความหวังว่าในปีต่อๆไป จะต้องมีสักปีที่มีชื่อท่านอยู่ในเหล่าแขกของอัลลอฮ์

แต่แล้วแม่ก็จากไปก่อนกำหนดเดินทางของเราเพียง 10 วัน

กำหนดที่เคยมีแม่อยู่ในชื่อผู้ร่วมเดินทาง…สู่ดินแดนที่เป็นรักและหวังสูงสุดของแม่

….

-5-

วันหนึ่งในปีที่สองหลังการจากไปของแม่ เขาถามขึ้นมาว่า “คิดยังไง ถ้ามีคนจะให้อุมมีไปทำฮัจญ์”

ตอนแรกยังงงๆว่าเขาหมายถึงอะไร

แล้วก็ค่อยแจ่มแจ้งเมื่อรู้ว่าเขาจะกลับไปยังเมืองที่เขาหลงรักอีกครั้งในฐานะฮุจญาจ

ตามหลักการแล้ว เราสามารถทำฮัจญ์แทนคนที่เสียชีวิตไปแล้วที่ยังไม่เคยไปทำฮัจญ์ได้

โดยที่คนไปทำฮัจญ์แทนจะต้องเคยทำฮัจญ์วาญิบของตัวเองมาก่อนแล้ว

ในกรณีของบุพการี…การไปทำฮัจญ์แทนท่านนับเป็นการทำความดีต่อพ่อแม่ประการสำคัญหลังท่านเสียชีวิต

และเขาได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นั้น….ลูกชายคนใหม่ของแม่

หน้าที่ที่จะได้ทำให้ความใฝ่ฝันของแม่เป็นจริง

-6-

เรื่องราวเกี่ยวกับฮัจญ์เป็นเรื่องราวที่มหัศจรรย์มาก

ทั้งในภาพรวมของบทบัญญัติ และประสบการณ์เฉพาะบุคคลทีได้สัมผัส

เราทุกคนล้วนมี  Hajj Story ของตัวเอง

แม้กับคนที่ไม่เคยไปฮัจญ์ การรอคอยของเขา หัวใจที่ถวิลหาอย่างรุนแรง…ล้วนเป็นรายละเอียดหนึ่งใน Hajj Story ของตัวเอง

ที่จะช่วยเติมเต็มความอิ่มเอิบในวันที่เขาได้ออกเดินทางไปสุ่ดินแดนศํกดิ์สิทธิ์จริงๆ

และแม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้ออกเดินทางจริง

หัวใจที่มีฮัจญ์จดจารอยู่ย่อมมีคุณค่า ทุกดุอาอ์ที่พร่ำขอให้ได้ไปเยี่ยมบ้านของพระองค์ย่อมไม่สูญเปล่า

เราไม่มีทางรู้เลยว่าอัลลอฮ์เตรียมอะไรไว้ให้เรา

สิ่งเดียวที่แน่ใจได้เสมอคือ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร มันก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

 

เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่มีฮัจญ์อยู่เต็มหัวใจ

แต่ฮัจญ์ของเธอก็เกิดขึ้นหลังจากที่เธอหมดลมหายใจ

ขออัลลอฮ์ให้ฮัจญ์ของเธอนั้นมับรูร…ผู้หญิงที่มีความใฝ่ฝันสูงสุดของชีวิตอยู่ที่มักกะฮ์

และขออัลลอฮ์ตอบแทนเขาด้วยการตอบแทนสำหรับฮัจญ์มับรูร…ผู้ชายที่หลงรักมักกะฮ์

+ แ ม่ กั บ ห นั ง สื อ +

 

-๑-

ช่วงหนึ่ง ฉันเคยเปลี่ยนนามปากกาไปเรื่อย แทบจะหนึ่งนามปากกาต่อหนึ่งชิ้นงาน

ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางใจอันเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อนเกินอธิบาย

แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปกี่ครั้ง และไม่ว่าผลงานนั้นจะนำไปใช้ในสื่อที่ผิดคาดมากแค่ไหน

จะมีคนหนึ่งเสมอที่รู้ว่าเจ้าของนามปากกานั้นคือฉันเอง

ใช่แล้ว…ก็แม่นั่นแหละ จะใครอีก

แม่มักจะเริ่มต้นด้วยการเอาแหล่งที่พบชิ้นงานนั้นมาอ่านให้ฟัง แล้วถามว่า

“รู้จักเจ้าของนามปากกานี้ไหม”

แค่นั้น ก็เป็นอันว่ารู้กัน ไม่ต้องพูดอะไรอีก

 

-๒-

ภาพที่จำได้แม่นเป็นประจำทุกปีคือภาพที่เรา-ลูกๆ-เดินจับกลุ่มกันในงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่สมัยยังจัดที่คุรุสภา

มีแม่รั้งท้าย เพราะแม่จะแวะบูธที่สนใจนานมากเสมอ

เคยแอบคิดว่าที่จริงแม่แทบจะไม่ต้องซื้อหนังสือพวกนั้นแล้วด้วยซ้ำ เพราะอ่านไปครบทุกหน้าแล้ว

แต่ที่จริงคือแม่อ่านที่งานหนังสือ เพื่อจะเลือกมาให้ลูกอ่านที่บ้านต่างหาก

(ตอนเขียนนี่เพิ่งนึกออกว่าฉันก็ติดวิธีเลือกหนังสือมาจากแม่ (แต่เป็นเฉพาะหนังสือที่เลือกให้ลูก)

คือจะต้องอ่านเองก่อนทุกหน้า อย่างน้อยก็แบบผ่านๆ ถึงจะตัดสินใจซื้อ)

นอกจากกองหนังสือที่ได้กลับมาจากงานหนังสือในแต่ละปีแล้ว ฉันก็แทบนึกไม่ออกว่าเรายังมีกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสืออะไรอีกที่ทำร่วมกัน

แต่แค่นั้นก็เพียงพอให้หนังสือกลายเป็นส่วนประกอบหลักของบ้านเรา (แม้ว่าจะพยายามส่งออกปีละหลายๆลัง)

และเมื่อแม่ไม่ค่อยจะซื้อของเล่นอื่นให้ลูกๆสักเท่าไหร่ ทุกคนก็ไม่มีทางไหนให้หันหน้าเข้าหานอกจากชั้นหนังสือ

ในบรรดาพี่น้องเกือบโหล ฉันพบว่าทุกคนเป็นคนอ่านหนังสือ แตกต่างแนวกันบ้าง แต่ทุกคนอ่านหนังสือ

และ-ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่-หลายๆคน…ยังคงวนเวียนผูกพันอยู่กับงานหนังสือ

 

-๓-

ตอนตีพิมพ์หนังสือของตัวเองครั้งแรก

ฉันไม่ลังเลใจเลยว่าจะให้ใครเขียนคำนิยมให้

ก็อาจผิดระเบียบปฏิบัติของการเขียนคำนิยมทั่วไปอยู่สักหน่อย

ที่ผู้เขียนคำนิยมของฉันไม่ได้เป็นที่รู้จักของใครเลยนอกจากของคนเขียน

แต่ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งดีที่สุดในการตัดสินใจพิมพ์งานของตัวเองครั้งนั้น

ก็บอกได้เลยว่าคือการตัดสินใจให้แม่เขียนคำนิยมให้นั่นแหละ

(จริงๆแล้วก่อนจะมีผลงานรวมเล่ม แม่เคยแอบเอางานที่ฉันเขียนเก็บไว้ไปถ่ายเอกสารให้เพื่อนๆของแม่อ่าน

ตอนนั้นฉันรู้สึกหงุดหงิดใจพอสมควร แม่เสียใจกับความหงุดหงิดนั้น และมันก็ทำให้ฉันรู้สึกผิดจนคิดได้ว่า ควรทำเฉยๆเสียกับการเป็นแม่ยกอย่างออกหน้าออกตาของแม่ คนอื่นจะคิดอย่างไรก็เอาเถอะ ถ้าแม่รู้สึกดีก็น่าจะพอ)

 

ในคำนิยมนั้น แม่เขียนเกริ่นเริ่มต้นไว้ว่า

“ได้ถูกขอให้เขียนคำนิยม ทั้งๆที่เป็นงานที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็รับทำ

อาจเป็นเพราะ…ได้มีโอกาสเห็นผู้เขียนมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

…ได้เห็นพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย และจิตวิญญาณมาตั้งแต่เล็ก

…ได้เห็นความเป็นนักอ่านตัวยงตั้งแต่เริ่มเรียนอนุบาล

..ได้เห็นแววเป็นนักเขียนตั้งแต่อยู่มัธยม”

เหตุผลทั้ง ๔ ข้อนั้น แม่ได้บอกคนอ่านไปว่า ตัวแม่เองนั่นแหละคือผู้อยู่เบื้องหลัง

 

-๔-

ตอนนี้ ฉันมีโอกาสได้ดูแลสำนักพิมพ์น่ารักอยู่ ๒ แห่ง

ทั้ง ๒ แห่ง นั้นมีแม่เป็นส่วนหนึ่งของจุดเริ่มต้น ทั้งในด้านกำลังใจและกำลังทรัพย์

ฉะนั้นวางใจได้ว่า เวลาที่ทำหนังสือ ฉันพยายามทำให้ดีที่สุดเสมอ เพราะนั่นคือผลงานที่ฉันทำให้แม่ด้วย (พื้นที่โฆษณา โปรดใช้วิจารญาณ 55)

ตอนที่แม่ยังอยู่ ทุกครั้งที่เริ่มทำหนังสือใหม่  ฉันจะเล่าให้แม่ฟังตลอด ถึงที่มา ความคืบหน้า และรายละเอียดต่างๆ

แม่อ่านหนังสือทุกเล่มที่ฉันทำ

ไม่ว่าจะทำในฐานะคนเขียน คนเรียบเรียง หรือบก.  และแม่ก็จะวิจารณ์ตรงๆ ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน

ช่วงที่แม่พูดไม่ได้เพราะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ อันเป็นช่วงท้ายๆ ของชีวิตแม่ แม่ต้องสื่อสารกับคนรอบข้างด้วยการเขียนใส่กระดาษ

ไม่นานมานี้ฉันรือสมุดที่แม่ใช้ในช่วงเวลานั้นขึ้นมาดูใหม่ และพบว่าในนั้นมีรายละเอียดที่แม่เขียนถามถึงหนังสือเล่มใหม่ที่ฉันกำลังทำอยู่ในตอนนั้น

บอกให้รู้ว่านี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับแม่

จริงๆ แล้วทุกเรื่องของลูกๆ ก็ดูจะเป็นเรือ่งสำคัญสำหรับแม่ไปทั้งหมดนั่นแหละ

 

-๕-

หลังจากแม่ไม่อยู่

ฉันเคยคิดว่าตัวเองคงกลับมาเขียนหนังสือใหม่อีกครั้งไม่ได้แล้ว

มีคนแนะนำว่าให้ลองเขียนเรื่องเกี่ยวกับแม่ดูสิ

เมื่อลองทำตามคำแนะนำนั้น…ปรากฏว่าพอไปได้

ทุกเรื่องที่ฉันอยากเล่าล้วนเป็นเรื่องของแม่ เกี่ยวกับแม่ วนเวียนอยู่รอบๆตัวแม่

แม่เคยบอกว่างานเขียนของฉันมีอิทธิพลต่อแม่

ที่จริงแล้วแม่ต่างหากที่มีอิทธิพลต่องานเขียนของฉัน

แม่เคยเป็นเหตุผลให้ฉันเขียนหนังสือ

แม้เมื่อไม่อยู่…แม่ก็ยังเป็นเหตุผลนั้นเสมอ

 

ขอบคุณอัลลลลอฮ์ที่ให้โลกนี้มีหนังสือ

ขอบคุณอัลลอฮ์ที่ให้โลกนี้มีแม่

 

……………………………………….

CR ภาพประกอบ | Internet

+ แ ม่ กั บ ร อ ม ฎ อ น +

 

-1-

แม่ให้ฉันเริ่มถือศีลอดครั้งแรกตอนอยู่อนุบาลสอง

ปีนั้นรอมฎอนตรงกับช่วงหน้าร้อนพอดี

พีคตรงที่แม่ไม่รู้จักการถือศีลอดครึ่งวัน

จะฝึกหรือเอาจริงมีแต่แบบเต็มวันเท่านั้น

แม่บอกว่าต้องใช้ไม้ตายทุกท่าเพื่อจะพาลูกไปให้ถึงช่วงเวลาละศีลอดในช่วงวันแรกๆ

หลังจากนั้นก็จะไม่ยากเท่าไหร่แล้ว

 

ใช้เวลาเกือบสามสิบปี

ฉันถึงรู้ว่า คนที่อดทนที่สุดในช่วงเวลานั้นไม่ใช่เด็กอนุบาลสองอย่างฉัน

แต่คือแม่

แม่ที่ต้องทนฟังลูกเล็กๆบ่นหิวและงอแง ทั้งที่ยังไม่จำเป็นอะไร

เพียงเพราะจุดยืนส่วนตัวที่หวังให้ลูกเล็กได้รับอะไรบางอย่างจากการถือศีลอด

เป็นอะไรบางอย่างที่คนเป็นแม่เชื่อว่าจะส่งผลดีงามต่อทั้งชีวิตของลูกต่อไป

 

-2-

เราต่างเติบโตขึ้นไปทุกปี

รอมฎอนของชีวิตเราก็เช่นกัน

จากเดือนแห่งความหิวของเด็กเล็กที่ความทรงจำกระพร่องกระแพร่ง

มาสู่เดือนแห่งการรวมตัวของพี่น้อง

จำได้แม่นถึงภาพพี่น้องเกือบสิบคนนั่งล้อมวงปูเสื่อละศึลอดที่สนามหน้าบ้าน

มีแม่คอยง่วนจัดการสิ่งต่างๆ และเป็นกรรมการห้ามเสียงต่อล้อต่อเถียง

ไม่กี่ปีต่อมา วงนั้นก็ค่อยเงียบลง พี่น้องหลายคนเดินทางไปศึกษาแดนไกล

บ้างไม่ไกล แต่การจราจรของเมืองหลวงก็พรากการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ตั้งแต่ตอนต้นตั้งวงไปอย่างหมดทางอุทธรณ์

มารู้ตัวอีกที รอมฎอนของเด็กๆ ที่ส่งสียงเจี๊ยวจ๊าว ก็กลายมาเป็นรอมฎอนของคนโตๆ ที่นิ่งขึ้น เงียบลง

แต่แม่ยังคงอยู่ และไม่เคยเปลี่ยน

รอมฎอนของเราจะมีแม่คอยวุ่นวายจัดการดูแล

เหมือนพวกเรายังอยู่อนุบาลสองเสมอ

 

-3-

สองปีที่แล้ว…รอมฎอนสุดท้ายของชีวิตแม่

พวกเราพยายามให้แม่เป็นเด็กอนุบาลสองแทน

เราพยายามขอให้แม่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร อยากได้อะไรให้บอกอย่างเดียว

(ซึ่งแหงล่ะ เด็กอนุบาลสองจะไม่ยอมเชื่อฟังคุณง่ายๆหรอก)

แม่ถือศีลอดได้ ๒๔ วัน ส่วนที่เหลือแม่ต้องใช้มันไปในโรงพยาบาล

ฉันจำได้แม่น เช้าวันที่ ๒๕ รอมฎอนที่หมอสั่งแอดมิท แม่ยังถือศีลอดไปโรงพยาบาล

เมื่อรู้คำสั่งหมอที่มาพร้อมการให้ยา แม่ร้องไห้และถามฉันว่า “นี่มีต้องละศีลอดเลยใช่ไหม”

แล้วแม่ก็จากไปหลังจบรอมฎอนนั้นไม่ถึงเดือน

 

-4-

เราต่างเติบโตขึ้นไปทุกปี

รอมฎอนของชีวิตเราก็เช่นกัน

ฉันเคยเฝ้ามองแม่…ผู้หญิงที่ตื่นคนแรกและหลับคนสุดท้าย

แล้วรู้สึกว่าแม่ทำให้ฉันมองเห็นรอมฎอนในมุมแห่งความเสียสละอย่างที่สุด

เสียสละเวลาละหมาด เวลาดุอาอ์ เวลาอ่านอัลกุรอานของตัวเอง

เพื่อให้คนอื่นได้ละหมาด ได้ดุอาอ์ และได้อ่านอัลกุรอาน

แม่กลายเป็นเหตุผลให้ฉันต้องบอกลาเอียอ์ติกาฟในบางปี และละหมาดให้กระชับขึ้นในบางคืน

เพื่อไม่ให้แม่ต้องเสียสละเพียงลำพัง

ทั้งหมดนั้นเมื่อมองกลับไปจากวันนี้

ฉันไม่พบอะไรเลย นอกจากความสวยงาม

 

-5-

รอมฎอนปีนี้ ที่บ้านของเรามีเด็กอนุบาลคนใหม่มาเริ่มถือศีลอด

แม้ไม่พีคเท่าเก่า เพราะแม่ของเด็กคนนี้รู้จักการฝึกเด็กด้วยศีลอดครึ่งวันแล้ว

แต่เสียงบ่นหิว ลูกอ้อน ไปจนถึงลูกล่อลูกชนต่างๆนานาซึ่งเพิ่มเลเวลไปตามระยะเวลาละศีลอดที่ใกล้เข้ามา

ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงแม่ไม่ได้

เปล่า…ไม่ได้คิดว่า “ถ้าแม่ยังอยู่….ฉันจะถามอย่างนู้น จะขอช่วยอย่างนี้” หรอก

เพราะสำหรับฉัน…ยังไงแม่ก็ยังอยู่เสมอ

เพียงแต่คิดถึงชีวิตของแม่ คิดถึงรอมฎอนของแม่

คิดถึงชีวิตของเรา คิดถึงรอมฎอนของเรา

 

-6-

รู้สึกเหมือนกันไหมว่า…

ทั้งสองสิ่งนี้ –แม่กับรอมฎอน- เมื้อได้คิดถึง…

ก็จะไม่พบอะไรเลย นอกจากความสวยงาม