– ใ น ทุ ก ๆ วั น –

أَصْبَحْتُ وَمَالِيْ سُرُوْر إِلاَّ فِي مَوَاقِعِ الْقَضَاء وَالْقَدَر

“ฉันตื่นขึ้นมาในทุกเช้าโดยไม่มีสิ่งใดเป็นความรื่นรมย์สุขใจ

นอกจากว่าทุกสิ่งที่ประสบนั้นเป็นการกำหนดของอัลลอฮฺ”

[อุมัร บิน อับดุลอะซีซ|ญามิอุลอุลุมวัลหิกัม หน้า 456]

 

เมื่อปีกลาย พี่คน ๑ ให้ยืมหนังสือเล่มดังของสำนักพิมพ์เด็กแนวแห่งวงการหนังสือบ้านเรา เป็นเรื่องของคนที่ออกจากงานมาอยู่กับบ้าน  ขายดีเชียว ล่าสุดพิมพ์ครั้งที่ ๘ เข้าไปละ พาร์ทที่รู้สึกจี้เส้นเป็นการส่วนตัวคือหลังจากที่คนเขียนเขาวางแผนอย่างดิบดีมายาวนานว่าจะออกจากงานท่ามกลางเหตุผลร้อยแปดพันเก้าว่าด้วยความไม่คูลของชีวิตคนทำงาน ปรากฏว่าพอมาอยู่กับบ้านจริงๆตามใฝ่ฝัน เขากลับต้องเผชิญภาวะสติแตก  ทั้งด้วยความจำเจ ความไม่มีอะไรทำ และสารพัดคำถามแทงใจจากคนรอบกาย


ขำ…เพราะเขาเขียนตลกดี แสดงภาวะจิตตกอย่างเห็นภาพ แต่ถ้าถามประสบการณ์ส่วนตัว (ซึ่งตอนนี้ถ้าให้ไปกรอกประวัติที่ไหนก็เห็นจะกรอกในช่องความถนัดว่า…การอยู่บ้าน – รู้สึกตัวเองเชี่ยวชาญด้านนี้มากที่สุดแล้ว สำหรับชีวิต ณ จุดนี้) ไม่เคยเจอช่วงเวลาแบบนั้นเลย ตลอดหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา อัลฮัมดุลิลละฮฺ


จริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงชีวิตคนอยู่กับบ้านเป็นการเฉพาะหรอกเนอะ เพราะทุกชีวิตที่มีวงจรแต่ละวันค่อนข้างจะซ้ำเดิม ไม่ว่าจะพนักงานออฟฟิศหรือแม่บ้าน ถ้าไม่รู้จักระบายสีใหม่ ๆ ให้หัวใจบ้าง อาการคลุ้มคลั่งกับสภาพชีวิตเดิม ๆ ก็อาจระเบิดขึ้นมาได้ทุกเมื่อเท่า ๆ กัน


แต่….ดีใจจัง– อาการนั้นมันไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้นกับผู้ศรัทธา…คนที่รู้ว่าทุกสิ่งในชีวิตของเขาไม่ว่างเปล่าและไม่เคย


ระหว่างยามเช้าทีเราตื่นตาถึงค่ำคืนที่เราหลับลง ท่ามกลางการหมุนเคลื่อนของเวลาวันแล้ววันเล่าภายใต้สภาพการณ์ของชีวิตเราที่ไม่ได้แตกต่างอะไรกันนักในแต่ละวัน มันมีความท้าทายยิ่งใหญ่…

ท้าทายว่า วันนี้…เราจะเพิ่มเสบียงน่ารักใดในบัญชีด้านขวาของเราได้บ้าง และจะมีสิ่งไม่น่ารักใดในบัญชีด้านซ้ายของเราได้ลบไปอันเนื่องจากการอิสติฆฟาร หรือการประสบบททดสอบประจำวันมั้ย


…วิธีคิดอย่างหลังนี่น่ารักนะคะ เคยเห็นไหม คนที่แทบจะกระโดดด้วยความดีใจเมื่อโดนหนามตำ หัวโขกประตู พลาดรถเมล์สายที่รอประมานสามพันปีแสง(อธิพจน์โวหาร) และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นความเจ็บปวดจี๊ดใจเล็ก  ๆ น้อย ๆ ของชีวิตแต่ละวัน (ส่วนพวกบททดสอบอลังการจะมีความหอมมันจัดหนักกว่า แต่มันมักไม่ใช่เรื่องรายวันที่เรากำลังพูดถึง บางทีอยู่กันเป็นปีจนซี้กันเลยทีเดียว) เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ กลายเป็นเรื่องสนุกประจำวันได้ ถ้าเรามองมันอย่างลึกซึ้งพอ


ส่วนการสะสมบัญชีด้านขวาก็มีความสนุกสนานน่ารื่นรมย์ไม่แพ้กัน มันน่าตื่นเต้นไหมเล่าว่าวันนี้เราจะได้รับความรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺที่เราศึกษา จะมีบ่าวคนไหนของพระองค์ที่เดือนร้อนผ่านมาให้เราได้ทำหน้าที่พี่น้องที่ดี แม้ในอิบาดะฮฺที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างการละหมาด ก็ยังน่าตื่นเต้นว่าวักตูละหมาดหนึ่ง ๆ ที่เราจะประกอบทำนั้น อัลลอฮฺจะให้เราได้ชิมรสหวานมั้ย และสักแค่ไหน


(มีเครื่องปรุงรสชาติอย่างหนึ่งในการละหมาดแต่ละวันที่พี่น้องนักชิมหลายท่านคงได้เอร็ดอร่อยอยู่แล้ว อย่างทีเรารู้กันว่าเวลาละหมาดนั้นเป็นไปตามตำแหน่งดวงอาทิตย์ของอัลอฮฺ  ฉะนั้นการได้พิจารณาแสงเงาของตะวันมันเป็นการเพิ่มพูนความซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺอย่างหนึ่ง เราจะพบตัวเองก้มกราบต่อพระองค์อยู่ในความมืดมัวของรุ่งสาง จากนั้นก็อยู่ในแสงจ้าของเที่ยงวัน แสงจางของบ่ายคล้อย แสงสลัวของย่ำค่ำ และมืดมิดของกลางคืน…เรามาพบอัลลอฮฺตลอดปรากฏการณ์แห่งแสงของวันหนึ่ง ๆ เรามาเคาะประตูของพระองค์ สนทนากับพระองค์ เหมือนมันเป็นหมุดที่ปักชีวิตประจำวันของเราไม่ให้ไปไหนห่างไกลจากอัลลอฮฺเลย ซุบฮานัลลอฮฺ)


ความตื่นเต้นในกำหนดของอัลลอฮฺเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของชีวิต มันตื่นเต้นอยู่ในความสงบ ทั้งกำหนดเล็ก ๆ ประจำวัน และกำหนดใหญ่ ๆ ของชีวิตที่ไม่รู้จะโผล่เข้ามาในวันไหน เราต่างวางใจในอัลลอฮฺแต่ไม่หยุดนิ่งต่อการพร่ำบอกพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเราปรารถนาความช่วยเหลือของพระองค์มากจริง ๆ  เราขอดุอาอฺมากมายก่ายกองต่อพระองค์ด้วยหวังเปี่ยมล้นในการตอบรับและรอคอยการตัดสินของพระองค์ในเรื่องต่าง ๆ ที่เรายื่นฟ้องร้องไป แต่ละวันของเรามีชีวิตชีวาได้ด้วยความหวังนี้  วิญญาณของเราอิ่มได้ด้วยความผูกพันนี้ และนี่คือความหมายของตื่นเต้นที่บอก คือมันรู้สึกมีพลัง กระชุ่มกระชวย ไม่ใช่ตื่นเต้นแบบร้อนรนอยู่ไม่ติดที่ สงบนิ่งแต่ไม่เฉื่อยชา มีชีวิตชีวาแต่ไม่ไฮเปอร์ฯ


เห็นไหมว่าแต่ละวันของผู้ศรัทธา ไม่มีอะไรให้เบื่อเลย


ปลื้มจริงปลื้มจังกับคำพูดของท่านอุมัร บินอัลดุลอะซีซที่เอามาเปิดบทความนี้  มันแสดงความพิเศษสุด ๆ ของชีวิตธรรมดา ๆ ในแต่ละวันของผู้ศรัทธา…ถ้าเราพอใจในอัลลอฮฺ ตราบที่เรายังอยู่บนการภักดีต่อพระองค์…เราก็จะพอใจในชีวิต ไม่ว่ามันจะหมุนวนไปอย่างไร ที่ไหน สภาพใด


เราพอใจ..เพราะทุกเรื่องราว ทุกสภาพ ทุกรายละเอียดที่เราได้พบเจอนั้น…มาจากผู้ที่เราพอใจยิ่ง และรักที่สุด


“فَمَنْ رَضِيَ فَلَهُ الرِّضَا”

“ผู้ใดพอใจ (ในบททดสอบของอัลลอฮฺ) เขาก็จะได้รับความพอใจ (จากอัลลอฮฺ)”
[จากหะดีษบันทึกโดยติรมิซี]

-ท่านกะอฺบ กับสงครามตะบู๊ก-

กะอฺบได้เล่าถึงตัวอย่างที่มีชีวิตชีวา น่าตื่นใจ

และขยายความอย่างละเอียด

เราหยุดอยู่กับกะอฺบในรายละเอียดนั้น

ทุกช่วงเวลาของความปวดร้าว น้ำตาแห่งความเสียใจ

ความเดือดพล่านของความสิ้นหวัง

และหัวใจของเรารู้สึกสงสารกะอฺบ”

 

 

وَعَلَى الثَّلاَثَةِ الَّذِينَ خُلِّفُوا حَتَّى إِذَا ضَاقَتْ عَلَيْهِمْ الأَرْضُ بِمَا رَحُبَتْ

وَضَاقَتْ عَلَيْهِمْ أَنفُسُهُمْ وَظَنُّوا أَنْ لاَ مَلْجَأَ مِنْ اللَّهِ إِلاَّ إِلَيْهِ

ثُمَّ تَابَ عَلَيْهِمْ لِيَتُوبُوا إِنَّ اللَّهَ هُوَ التَّوَّابُ الرَّحِيمُ

 


และสำหรับชายสามคน (คือ กะอุบ์ อิบนุมาลิก

มุรอเราะฮ์ อิบนุ อัรร่อบีอ์ และฮิลาล อิบนุอุมัยยะฮ์)

ที่ถูกทำให้ล่าช้าจนกระทั่งแผ่นดินได้คับแคบแก่พวกเขา

ทั้ง ๆ ที่มันกว้างใหญ่ไพศาล

และตัวของพวกเขาก็รู้สึกอึดอัดไปด้วย
แล้วพวกเขาก็คาดคิดกันว่าไม่มีที่พึ่งอื่นใดเพื่อให้พ้นจากอัลลอฮ์ไปได้ นอกจากกลับไปหาพระองค์

แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา

เพื่อพวกเขาจะได้กลับเนื้อกลับตัวสำนักผิดต่อพระองค์

แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ

[อัตเตาะบะฮฺ 9 :118]

………………………………………………………………………………

 


จากอับดุลลอฮฺ บิน กะอฺบ บินมาลิก โดยเขา(อับดุลลอฮฺ) เคยเป็นผู้หนึ่งที่จูงกะอฺบ จากบรรดาลูกๆ ขณะที่กะอฺบตาบอด กล่าวว่า : ฉันได้ยินกะอฺบ บินมาลิก ได้เล่าเรื่องของเขาขณะที่ไม่ได้ออกไปกับท่านร่อซูลิลลาฮฺ ในสงครามตะบู๊ก

 

กะอฺบได้เล่าว่า : อ่านเพิ่มเติม “-ท่านกะอฺบ กับสงครามตะบู๊ก-“

บันทึกเดินทาง ตอน : ท่องปายในชีวิต

 

คุณเชื่อในกำหนดของอัลลอฮฺไหม?


ถ้าเป็นมุสลิม คำตอบต้องออกมาว่า “แอ๊บโซลูทลี่ – ที่สุด” แหงแซะ หากเราคงพบเหมือน ๆ กันว่าการใช้ชีวิตแสนสั้นของเรานี้ ยิ่งนับวันก็ยิ่ง
จะปรากฏเรื่องราวที่ตอกย้ำให้ความเชื่อมั่นต่อกำหนดอันนี้ยิ่งมั่งคงชะมัดในสำนึก แถมมองเห็นแต่ความงดงามหมดจดของมันจนหลงรักหัวปักหัวปำ ถอนตัวไม่ขึ้น และไม่คิดอยากถอน


ไม่กี่เดือนก่อน ได้อ่านหนังสือเล่ม๑ ชื่อ “โปสการ์ด ชา กาแฟ ปาย” ซึ่งรวบรวมบทสัมภาษณ์ของคนที่ไปใช้ชีวิตในเมืองปายตั้งแต่ก่อนเมืองนี้จะเติบใหญ่ตัวโตอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แม้หนังสือนี้จะค่อนข้างปกป้องปายและการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมันด้วยลีลาของเหล่าคนช่างคิดที่แม้ไม่ได้ปลาบปลื้มกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของปาย แต่ก็ไม่เห็นด้วยที่ใครจะโยนข้อกล่าวหาทำนอง “เละเทะ” “ไม่เห็นมีอะไร” หรืออะไรทำนองนั้นให้แก่เมืองนี้ทั้งที่ยังไม่ได้สัมผัสกับตัวตนของมันอย่างแท้จริงเลย ทว่าหนังสือเล่มนี้ก็ไม่อาจสร้างแรงจูงใจให้คนอ่านคนนี้อยากไปปายได้มากไปกว่าความสนใจในวิธีคิดของบรรดาคนที่ถูกสัมภาษณ์ในเล่ม ซึ่งเกือบทั้งหมดคือคนที่เคยใช้ชีวิตกินเงินเดือนงาม ๆ อยู่ในเมืองกรุงทั้งสิ้น แต่พวกเขาก็เลือกออกเดินทางมาลงชีวิตในปายที่ตอนนั้นยังเป็นแค่เมืองเงียบ ๆ ไม่มีใครรู้จักสักกี่คน เพียงเพราะสันนิษฐานว่ามันน่าจะตรงกับนิยามของ “ชีวิต” ที่พวกเขาเข้าใจมากกว่าวิถีมนุษย์เงินเดือนทำงานหามรุ่งหามค่ำที่พบพานผ่านมา


เหมือนมองเห็นอะไรบางอย่างเลือนรางอยู่ในวิธีคิด และวิถีชีวิตที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกเขาและเมืองเงียบเหงาแบบนั้น เมื่อยังไม่รู้ชัดว่าที่เห็นนั้นคืออะไร กมลสันดานของพวกอยู่ไม่สุขก็แผลงฤทธิ์ให้เริ่มโครงการพันล้านในสมอง  การเดินทางไปเมียงมองซอกมุมเหล่านั้นด้วยตาตัวเองคือฝันลิบ ๆ ที่เห็นแสงไร ๆ


ในเบื้องต้น ลิสต์รายชื่อชุมชนมุสลิมตามซอกเขาที่อยากไปสำรวจวิถีและความเป็นอยู่ไม่มีชุมชนมุสลิมที่ปายปรากฏในรายการ จนกระทั่งได้รับรู้ว่ามีพี่น้องที่รู้จักครอบครัว๑ กำลังจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรของพวกเขาในปาย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อศึกษาดูงานการจัดบ้านเรียน (Home School) ของมุสลิมในปาย ซึ่งคนที่สนใจทางนี้หน่อยย่อมจะเคยได้ยินแว่ว ๆ ว่าที่นั่นเขาทำกันเป็นเรื่องเป็นราวน่าสนใจไม่หยอก


เมื่อได้รับรู้ความตั้งใจนั้น การเดินเรื่องเพื่อยัดเยียดตัวเองเข้าไปในแผนการเดินทางของพี่น้องก็เริ่มต้นขึ้น และยิ่งนับวัน นับเรื่อง ก็ยิ่งปรากฏถึงความงดงามในกำหนดและความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ นับตั้งแต่การสอบถามความสะดวกของพี่น้องที่เราจะไปแจม การขอเซ็นอนุมัติจากบุพการี  การเลือกเฟ้นมะฮฺรอมจากสภาชูรอมะฮฺร็อมแห่งบ้านซึ่งล็อบบี้-ข่มขวัญกันสุดฤทธิ์ (ล็อบบี้หนีจะไม่ไปน่ะ เพราะคนที่เคยได้รับเลือกให้ไปทริปอื่นด้วยดันมาใส่ไฟว่าต้องถูกพี่สาวทิ้งเห็น ๆ แต่สุดท้ายก็ได้มาคนนึงด้วยบัญชาของท่านแม่) ไปจนถึงการจองตั๋วเดินทาง และที่พัก ซึ่งจริง ๆ ค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งและยาก เพราะมาตัดสินใจได้ในช่วงใกล้วันเดินทางเต็มที่…วันเดินทางอันเป็นช่วงลองวีคเอนด์ปลายปีที่ใครก็รู้ว่าคือไฮซีซั่นการท่องเที่ยวของภาคเหนือเกือบทั้งภาค ถึงอย่างนั้นด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ ทริป “ปาย-เชียงใหม่ 6คืน 5วัน” ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในไมล์ชีวิตของเราในที่สุด อัลฮัมดุลิลละฮฺ

เราสองคนพี่น้องเดินทางโดยรถไฟที่เลทวายป่วง ดังนั้นที่กะเกณฑ์ไว้ในใจว่าจะโบกรถแดงเชียงใหม่ไปดูชุมชนมุสลิมสักแห่งในตัวเมืองก่อนไปแอร์พอร์ตสมทบกับพี่น้องที่เดินทางโดยเครื่องบินก็เป็นอันต้องล้มเลิก กลายเป็นพี่น้องต้องเอารถตู้เช่ามารับเราที่สถานีรถไฟ เพราะถึงเชียงใหม่เกือบจะพร้อมกัน ทั้งที่ตามกำหนดในตั๋วเราจะต้องถึงก่อนไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง


เราแวะทานกลางวันและละหมาดที่มัสญิดช้างคลานก่อนจะเดินทางฝ่า 763 โค้งขึ้นเขาไปปาย คลื่นเหียนจนต้องแวะจุดชมวิวกลางทางให้เลือดลมได้พักผ่อนบ้าง  กว่าจะไปถึงมัสญิดอัลอิสรออฺใจกลางเมืองปายก็เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ถึงอย่างนั้นเรายังได้แวะทักทายญาติมิตรที่พี่น้องตั้งใจขึ้นมาเยี่ยมซึ่งเปิดร้านขายของชำขนาดใหญ่อยู่ตรงข้ามมัสญิด และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดบ้านเรียนที่เราตั้งใจมาศึกษาดูงานกันด้วย


กลับเข้าที่พักซึ่งห่างจากมัสญิดไปราวเดินเท้าไม่เกินสิบนาทีก็เป็นเวลามัฆริบพอดี ถนนคนเดินของเมืองปายจะเริ่มมีชีวิตก็ตั้งแต่ช่วงเวลานี้เอง เราสองคนออกไปเดินดูของได้ไม่นานก็ต้องกลับมาพักผ่อน เพราะยังเหนื่อยไม่หายจากเจ็ดร้อยกว่าโค้งที่ผ่านมา แม้ว่าการเดินจากที่พักของเราไปถนนคนเดินจะใช้เวลาเพียง 3 นาทีก็ตาม


และมันก็เป็นราว ๆ 3 นาทีอีกนั่นแหละ ที่เราเดินจากที่พักไปหาซื้ออาหารมุสลิมกินยามเช้าได้สบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นโจ๊กไก่ น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ ซาลาเปา ไปจนถึงไก่ทอดหาดใหญ่ ตลอดจนเมนูวาญิบของชุมชนมุสลิมทั่วไป อันได้แก่ข้าวหมก ข้าวมัน ข้าวมะเขือเทศ เรียกว่าไม่ต้องกลัวอดเลยสำหรับมุสลิมที่มาเยือนเมืองนี้ มีร้านอาหารมุสลิมให้เลือกกินตั้งแต่เช้ายันค่ำ และส่วนมากค่อนข้างไว้ใจได้เพราะเป็นพี่น้องสายตับลีฆที่ค่อนข้างเอาใจใส่กับเรื่องอาหารการกินที่สะอาดถูกต้องพอสมควร


ที่ปายมีมุสลิมอยู่ราว 40 ครัวเรือน ไม่นับคนที่เดินทางเข้ามาค้าขายรายวันอีก ที่จริงก็ไม่น้อยเลยนะเพราะปายเป็นแค่เมืองเล็ก ๆ เดินไม่เท่าไหร่ก็ทั่วแล้ว เราสองคนพี่น้องเดินชมเมืองยามเช้าหลังอิ่มอาหาร ไปดูเด็ก ๆ โรงเรียนปายวิทยาคารนุ่งซิ่น-กางเกงเลเข้าแถว  เลยไปหน่อยเป็นลำน้ำปายที่มีรีสอร์ทสวย ๆ มาเปิดกันให้ควั่ก มีลานกางเต้นท์ริมน้ำที่คิดเฉพาะค่าที่สำหรับคนที่เตรียมเต้นท์มาเองด้วย ตอนเช้า ๆ ของวันธรรมดาแบบนี้ ร้านรวงส่วนใหญ่ยังปิดเกือบหมด นักท่องเที่ยวที่พอมีอยู่บ้างก็ยังไม่โผล่หน้าออกมามากนัก เราเลยเดินชมการตกแต่งภายนอกของร้านรวงและเกสต์เฮาส์ระดับต่าง ๆ รอบเมืองได้อย่างสบาย ๆ และพบว่าปายก็ดูน่ารักดีออกในสายหมอกบาง ๆ ที่ไม่มีใครมาแย่งกันส่องแสงแฟลชทะลุทะลวงสีขาวละมุนของมันมากนัก

ช่วงสาย ๆ ของวันนี้เราเข้าไปดูบ้านเรียนของพี่น้องในปายซึ่งหลบซ่อนอยู่หลังร้านของชำตรงข้ามมัสยิด ถ้าเดินผ่านก็คงไม่มีใครรู้ว่ามีการเรียน-การสอนของเด็กกว่ายี่สิบชีวิตอยู่ในบ้านหลังน่ารักข้างหลังถนนนี้ เราได้ไปสัมผัสสถานที่จริง พูดคุยกับเด็ก ๆ และผู้จัดการศึกษา แลกเปลี่ยนกันทั้งในเรื่องการจัดการบ้านเรียน และเลยไปถึงการใช้ชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมาก ๆ มาชาอัลลอฮฺ ช่วงบ่ายแก่ ๆ เรามาสรุปเนื้อหาสิ่งทีได้รับกันที่บ้านพัก ก่อนจะย้ายวงไปคุยกับคนรุ่นลูกของผู้จัดซึ่งเคยผ่านระบบบ้านเรียนมาแล้วแม้อย่างไม่เป็นทางการเท่าทุกวันนี้ คนรุ่นลูกที่ว่านี้คือคนอายุราวยี่สิบกว่า-สามสิบซึ่งเรียนนอกระบบโรงเรียนก่อนหาช่องทางไปศึกษาต่อทางศาสนาในต่างประเทศ ทุกวันนี้พวกเธอแต่งงานมีครอบครัว และกลับมาสอนเด็ก ๆ ที่บ้านเรียนต่อ เรียกว่าเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ตัวเองมองเห็นเส้นทางของระบบการจัดการศึกษาแบบบ้านเรียนตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาได้อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม โดยรายละเอียดในส่วนของบ้านเรียนนี้ พี่น้องของเราคงจะไปเรียบเรียงและนำเสนอต่อสังคมมุสลิมในวาระและลักษณะต่าง ๆ ต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

ค่ำวันที่สองนี้เราได้ออกไปเดินถนนคนเดินตลอดสาย และอัลฮัมดุลิลละฮฺที่เราซื้อของที่ต้องการได้เกือบครบในคืนนี้ เพราะมันยังเป็นวันธรรมดาก่อนเข้าสู่ลองวีคเอนด์ ถนนยังโปร่งโล่ง เดินสบาย ๆ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องเบียดเสียดแย่งชิงกับใคร ในถนนคนเดินมีร้านมุสลิมอยู่หลายร้าน ทั้งร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก บางร้านที่เป็นบ้านคนไม่ใช่แบกะดินก็มักจะเปิดทั้งวัน ไม่ใช่เฉพาะตั้งแต่หลังหกโมงเย็นเหมือนร้านในถนนคนเดินทั่ว ๆ ไป แต่ช่วงกลางวันในปายไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเหมือนกลางคืน โดยเฉพาะถ้าไม่ใช่วันหยุด การได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ขายมุสลิมไปเรื่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกดีได้เหมือนกัน ได้มองเห็นวิถีชีวิตของพี่น้องต่างถิ่น ซึ่งขอฟันเฟิร์มว่าหัวใจของพวกเขายังน่ารักมาก ๆ ท่ามกลางการเจริญแบบก้าวกระโดดของบ้านเกิดเมืองนอน เกือบทุกร้านที่เราได้เข้าไปทัก มักจะได้ของแถมมาเป็นส่วนลดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของสินค้าที่หยิบซื้อ บางร้านให้ฟรีกันเลยก็มี (นี่ไม่ใช่เป้าหมายของการเข้าไปตีซี้เจ้าของร้านหรอกน่า แฮ่ม)


วันต่อมาเราได้ไปเยี่ยมชมหมู่บ้านจีนยูนนาน และแวะไปต้มไข่ที่โป่งน้ำร้อน มันก็สุกแหละนะ แต่สุกแบบไข่ลวก เพราะพอคนเริ่มเยอะ เราก็ต้องจรลี หลังแยกย้ายไปพักผ่อนยามบ่ายแล้ว เราก็ไปนั่งรถชมวิวยามเย็นซึ่งทำให้ได้รู้ว่า ออกจากตัวเมืองปายมาไม่กี่ร้อยเมตร วิถีชีวิตของชาวบ้านก็ยังเป็นวิถีของชาวชนบทโดยส่วนมาก คือมีทุ่งนา ป่าเขา ความเงียบสงบ
และเรียบง่าย ที่พักหลายแห่งที่เน้นจุดขายเป็นความไม่พลุกพล่านก็หลบมาซ่อนตัวอยู่แถวนี้บ้างประปราย แต่เมื่อกลับเข้ามาในเมืองซึ่งร้านรวงของถนนคนเดินประจำค่ำวันเสาร์เริ่มทยอยกันจัดวาง เราก็ได้พบความแตกต่างระหว่างปายในวันท่องเที่ยวกับวันธรรมดาอย่างแท้จริง คืนสุดท้ายในเมืองปายของเราจึงเป็นคืนที่เราได้เพียงแต่ไปนั่งทานอาหารค่ำในร้านอาหารอิสลามบนถนนคนเดิน แล้วพาตัวเองแยกย้ายกันฝ่าฝูงชนกลับไปที่พักเท่านั้น ยกเว้นใครมีอะไรที่ยังต้องการเก็บตกหาซื้อก็ต้องไปตามเก็บตามอัธยาศัยและความสามารถส่วนตัว

เช้าวันสุดท้ายที่ปายอากาศดีมาก หนาวกำลังน่ารัก คือหนาวสมกับเป็นเมืองเหนือ แต่ไม่ถึงกับหนาวทรมาน ทว่าคนเยอะกว่าเช้าก่อน ๆ มาก เพราะเป็นวันกลางของลองวีคเอนด์ทั้งสามวัน ร้านรวงยามเช้าก็หนาตากว่าวันก่อน ๆ เราได้แต่เดินชมวิถีชีวิตยามเช้าของคนในปายทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเป็นเฮือกสุดท้าย ก่อนกลับมาเก็บข้าวเก็บของ แวะล่ำลาเจ้าของบ้านที่ตอนแรกเพียงเนียตไปสลามกันก่อนกลับ แต่กลายเป็นโปรแกรมคุยตกค้างยืดยาวหลายชั่วโมงที่ไม่มีใครบ่นเลย เพราะได้อะไรเยอะมากๆ มาชาอัลลอฮฺ สุดท้ายวันนั้นเราเลยต้องอยู่ทานกลางวันที่ปายกันอีกมื้อ กว่าจะฝ่าเจ็ดร้อยกว่าโค้งไปถึงตัวเมืองเชียงใหม่ก็เย็นย่ำแล้ว แวะเยี่ยมพี่น้องนิดหน่อย ก่อนกลับเข้าที่พัก เราสองคนแยกพักกับคณะของพี่น้องร่วมทริป เพราะเราตัดสินใจเดินทางที่หลัง เลยไม่สามารถจองโรงแรมที่เดียวกันได้ทัน แม้จะเหนื่อยเต็มที่ แต่น้องชายยังอุตส่าห์ลากไปถนนคนเดินที่เชียงใหม่จนได้


ตามแผนที่ จากโรงแรมที่พักของเราซึ่งอยู่ใกล้มัสยิดบ้านฮ่อ เราสามารถเดินเท้าไปถนนคนเดินที่ประตูท่าแพได้ แต่ด้วยความที่เป็นคนชำนาญทางกันทังคู่ เราเลยหลงไปในไนท์บาร์ซาร์ซึ่งอยู่ใกล้ที่พักมากกว่าเสียครึ่งชั่วโมง เพียงเพื่อจะพบว่ามันคือบางลำพูเวอร์ชั่นที่มีของตั้งราคาไว้ขายฝรั่งเสียมากกว่าอย่างอื่น เลยต้องเรียกตุ๊ก ๆ ของเชียงใหม่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากตุ๊ก ๆ กรุงเทพมากนักให้ไปส่งที่ถนนคนเดิน พี่ตุ๊ก ๆ แกก็ดีใจหาย ไม่อยากให้เราเดินไกล เลยไปส่งใจกลางถนนคนเดินเลย หลังเวทีการแสดงอะไรไม่รู้ พอหลงเข้าไปแล้วนั่นแหละ จึงเพิ่งสำเหนียกว่ามุสลิมะฮฺไม่ควรมาที่นี้เท่าไหร่หรอก คนแน่นอย่างกับอะไรดี แต่พอเข้าไปแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินต่อไปจนสุดทาง ดีว่าเราถามทางเดินไปประตูท่าแพจากพี่ตุ๊ก ๆ ไว้ เลยใช้เวลาเดินไม่นานเท่าไหร่ก็หลุดออกมาได้ ข้อดีอย่างเดียวของการมาถนนคนเดินนี้ คือได้ของกำนัลไปถวายท่านแม่ เป็นเครื่องนวดเท้าทำจากไม้ ราคาถูกกว่าที่กรุงเทพฯครึ่ง ๆ เลยทีเดียว

เมื่อรอดชีวิตจากถนนคนเดินมาได้ ด่านต่อไปก็คือแถวรถหน้าประตูท่าแพที่ติดเหมือนใครยกถนนสาธรตอนแปดโมงเช้ามาวาง เราสองคนเลยตัดสินใจลองเดินเท้ากลับไปที่พักตามแผนที่ที่ปริ้นซ์มาจากกูเกิ้ลตามนิสัยรอบคอบของผู้พี่ ใช้เวลาประมาณยี่สิบกว่านาทีก็มาถึงที่พักโดยสวัสดิภาพ


กฎข้อนึงในการหาที่พักต่างถิ่น คือพยายามหาที่พักใกล้มัสยิดเข้าไว้ แล้วคุณจะไม่อดตาย เหมือนมื้อเช้า
ของเราที่เชียงใหม่ ซึ่งได้ไปฝากท้องไว้กับร้านอาหารข้างมัสยิดบ้านฮ่อ อันเป็นย่านเดียวกับร้านข้าวซอยอิสลามเจ้าดัง แต่ตอนที่เราไป ร้านข้าวซอยยังไม่เสร็จดี เราเลยทานข้าวแกงร้านข้าง ๆ แทน  ได้ซื้อของฝากพวกน้ำพริกหนุ่มและอื่น ๆ ที่ร้านนี้ บวกเดินดูบรรยากาศชุมชนมุสลิมแถวนั้นนิดหน่อย ก่อนจะรีบกลับไปเก็บของ


เราเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมตอนสาย พี่น้องมารับไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อเอาใจเด็ก ๆ ในคณะของเรา มันเป็นวันหยุดที่คนแห่ไปดูหลินปิงกันเยอะมาก หลินปิงคงรู้มั้ง เลยแกล้งนอนหลับอุตุไม่ยอมตื่น เราเลยได้ดูแต่ช่วงช่วงกับหลินฮุ่ย ออกจะเที่ยวตามกระแสสักหน่อยแหละโปรแกรมนี้

ที่จริงใครอยากมาเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่แบบเต็มที่นี่ ควรให้เวลาที่นี่ไม่ต่ำกว่าหนึ่งวัน เพราะมีสารพัดกิจกรรม ตั้งแต่นั่งรถราง ขี่ช้าง ชมอควอเรี่ยม ไปจนถึงขับรถซิ่งในสนามจำลอง หรือแม้แต่เล่นบีบีกันก็ยังมีให้บริการ เอากับเขาสิ และเพราะกิจกรรมมากมายบวกกับคนมหาศาลนี่เอง ทำให้เราติดอยู่ในสวนสัตว์จนไม่ได้ไปเยี่ยมพี่น้องที่ชมรมมุสลิมเชียงใหม่ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แต่แรก เพราะต้องรีบไปให้ทันขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯตอนบ่ายสอง


ข้าวกลางวันมื้อสุดท้ายของเราในเชียงใหม่อยู่ที่ร้านสง่าเชิงดอยแถวสันติธรรม  ส่งข้าวหน้าไก่กับเนื้อสะเต๊ะลำเลียงเข้าท้องแล้วเราก็ไปแวะละหมาดที่มัสญิดดุนนูร หรือมัสญิดช้างเผือกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งมากนัก ละหมาดแล้วเราสองคนก็ขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ส่วนพี่น้องที่ร่วมเดินทางด้วยกันยังอยู่ต่ออีกหนึ่งคืน


ระหว่างนั่งรถทัวร์กลับบ้าน พยายามทบทวนว่าได้อะไรจากการเดินทางทริปนี้ คำตอบก็คือมากมายทีเดียว อัลฮัมดุลิลละฮฺ จริง ๆ คนที่ไปเที่ยวปายส่วนมากมักจะอยู่เดินชมบรรยากาศยามเช้าในเมือง หาอะไรทาน แล้วก็ออกไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รอบนอก ก่อนจะกลับมาเดินถนนคนเดินยามค่ำ แต่เรามีวันที่ได้อยู่ในปายทั้งวัน ได้คุยกับพี่น้องมุสลิมที่นี่ และมองเห็นความน่ารักหลายอย่างในวิถีชีวิตของพวกเขาที่นึกไม่ถึงว่าเขาจะรักษามันไว้ได้ท่ามกลางนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปปาย ลองหาวันที่เงียบๆหน่อย ไม่ค่อยมีคน เดินคุยกับพ่อค้าแม่ขายมุสลิมตามร้านรวงต่าง ๆ หรือนักเรียนฮาฟิซในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ในมัสญิด คุณอาจพบว่าที่ปายยังมีอะไรมากมายให้สมุดบันทึกของชีวิตได้เรียนรู้


สำหรับโปรแกรมหลักของเราในการเดินทางเที่ยวนี้ คือการไปสอดส่องเมียงมองบ้านเรียนของพี่น้องมุสลิมในปาย ต้องบอกว่าได้อะไรเยอะกว่าที่คิดมากมาย เราได้พบความจริงจังของพี่น้องที่ต้องการจะเสนอการศึกษาทางเลือกอีกแนวทางหนึ่งให้กับลูกหลานของตัวเอง มันเป็นความจริงจังที่ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตัวเองก็คงจะมองภาพไม่ออก การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนของมุสลิมที่นี่มีส่วนอย่างมากที่ผลักดันให้งานนี้ของพวกเขาเห็นผลแม้ว่าตัวผู้จัดเองจะออกปากเสมอระหว่างพูดคุยว่ายังมีอีกหลายเรื่องต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไป ที่ปลาบปลื้มมากคือการใช้บุคลากรในชุมชนของเขา แม่บ้านมุสลิมะฮฺซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประจำของตน จะแบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้บ้านเรียนนี้ เด็ก ๆ ในศูนย์บ้านเรียนจะเดินไปเรียนกับแม่บ้านที่มีความถนัดในด้านต่าง ๆ ถึงบ้านของพวกเธอ มันเป็นการอุดช่องโหว่ให้ความเป็นไปไม่ได้ของหลาย ๆ ปัญหาด้วยวิธีที่คงไม่สามารถมองเห็นได้เว้นแต่ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺ


สำหรับเด็ก ๆ ในบ้านเรียน พวกเขาให้อะไรหลายอย่างแก่ผู้เดินทางไกลไปพบ ใคร ๆ มักพูดว่าเด็กที่เรียนอยู่กับบ้านจะไม่มีทักษะการเข้าสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่เด็ก ๆ ที่เราไปพบลบทุกข้อสงสัยเหล่านั้นด้วยภาพจริง พวกเขาร่าเริงและพูดคุยกับคนแปลกหน้าแบบพวกเราอย่างเป็นกันเอง ออกจะเกินหน้าเกินตาเด็กในระบบโรงเรียนหลายคนเสียด้วยซ้ำไป แถมเป็นการพูดคุยที่มีมารยาทในระดับควรกดถูกใจเสียด้วย เราบอกจุดที่มองเห็นนี้แก่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในหมู่ผู้ดูแลบ้านเรียน ท่านบอกกลับมาว่า “จริง ๆ แล้วสิ่งสำคัญที่สุดก็คือหัวใจ ถ้าหัวใจของเด็ก ๆ ดี อย่างอื่นของเขาก็จะดีไปด้วย ที่เราทำคือนำพวกเขามาไว้ในสถานที่และระบบที่จะดีต่อหัวใจของพวกเขาเท่านั้นเอง”


นอกจากการเรียนรู้ผ่านผู้คนที่นั่นแล้ว ในการเดินทางของชีวิตยังมีเรื่องราวรายทางอีกมากมายให้ชีวิตเราได้เรียนรู้ อย่างในหมู่คณะที่เดินทางไปด้วยกันจะเป็นคณะที่รวมของคนหลายวัย ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคน พ่อแม่ลูกอ่อน วัยรุ่นตอนปลาย วัยรุ่นตอนต้น และเด็ก ๆ ไล่ลงไปตั้งแต่วัยเข้าโรงเรียนจนถึงแบเบาะคลานต้วมเตี้ยม การได้เดินทางร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายนี้ทำให้มองเห็นถึงการเติบโตและถนนหลาย ๆ สายของชีวิต ที่จริงแล้วเราทุกคนก็เพียงกำลังเดินทางไปสู่จุดหมายหนึ่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต คือการกลับไปพบกับเจ้าของชีวิต ไม่มีอะไรมากและน้อยกว่านี้ เราเพียงต้องพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดต่อการเดินทางอันยิ่งใหญ่นี้  เรียนรู้ เติบโต แล้วก็ก้าวไป ในระหว่างนั้นอาจมีการเดินทางทริปย่อย ๆ มาเพื่อเพิ่มบางสิ่งแก่ชีวิตนักเดินทางของเรา ให้รอยย่ำเท้าของเรามั่นคงขึ้น แข็งแกร่งขึ้น…หวังว่าการเดินทางที่เพิ่งจบไปจะถูกนับรวมอยู่ในทริปที่ว่านั้น อินชาอัลลอฮฺ

 


หมายเหตุ1 : ขอบคุณผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ
-ขอบคุณอัลลอฮฺสำหรับกำหนดการณ์ทริปนี้ ไม่ว่ามองย้อนกลับไปมุมใดใดก็ไม่พบส่วนไหนเลยของการเดินทางที่ปราศจากความช่วยเหลือของพระองค์
– ญะซากุมุลลอฮุค็อยร็อนครอบครัวของพี่น้องที่ให้เราร่วมเดินทางไปด้วย และดูแลเราไม่ต่างอะไรจากลูกหลานคนหนึ่ง
– ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่ที่เซ็นอนุมัติการเดินทาง ทั้งที่รู้ว่าห่วง (มะฮฺรอม) ใจแทบขาด
– ขอบคุณหนังสือ “ให้หัวใจได้พักผ่อน” และผู้เกี่ยวข้อง ในฐานะสปอนเซอร์ใหญ่ของรายการ ที่ให้เงินรายได้ก้อนสุดท้ายมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งของตัวเองและมะฮฺรอม จบทริปนี้คงมีไฟเขียนเล่มต่อไป เพื่อหาเงินไปเดินทางทริปต่อไป ^^ (ไว้วันหลัง -อินชาอัลลอฮฺ จะเขียนถึงเรื่องนี้อีกที คือเป็นปณิธานส่วนตัวเลยทีเดียว ว่าคนที่คิดจะทำตามความฝันบางอย่างของตัวเอง สมควรจะรับผิดชอบตัวเองได้ด้วย ไม่ใช่รบกวนพ่อแม่อยู่เรื่อยไป โดยเฉพาะเมื่อความฝันของตัวเองค่อนข้างจะไม่สอดคล้องกับความฝันของพ่อแม่)


หมายเหตุ2 : การเดินทางและที่พัก


ถ้าตั้งต้นจากกรุงเทพฯ ปกติเราจะไปปายกัน 4 ช่องทาง คือขับรถไปเอง เครื่องบิน รถไฟ และรถทัวร์ ตัดอันแรกออกไป อีกสามทางที่เหลือที่เหมาะที่สุดกับคนมีเวลาน้อย ก็คือนั่งเครื่องบิน จริง ๆ ถ้าขยันหาโปรโมชั่นดี ๆ ก็อาจได้พบบางโปรของบางสายการบินที่ไม่แพงมาก อย่างก่อนเราจะออกเดินทางไม่นาน ก็มีโปรของนกแอร์ไปเชียงใหม่ ตกคนละประมาณ 1,300 บาท แต่นั่นแหละ ช่วงไฮซีซั่น จองยากเป็นบ้า ตัวเองก็จองไม่ทันเหมือนกัน เลยไปจองรถไฟแทน ซึ่งที่จริง ถ้าจะเอาให้เหมาะกับบรรยากาศควรนั่งรถพัดลมมากว่า แต่เนื่องจากเรามีนัดกับพี่น้องที่ปลายทาง เลยต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับเวลานัดหมายเป็นหลัก ซึ่งเวลานั้นไม่มีรถพัดลม มีแต่รถแอร์ ก็เลยได้นั่งรถตู้นอนแอร์ไป(700-800 กว่าบาท ใช้เวลาประมาณ 14 ชั่วโมง ตามตั๋ว) ซึ่งไม่ประทับใจเท่าไหร่ เพราะเลทกระจุยกระจาย คนที่มีนัดรออยู่เลยนั่งไม่ค่อยติดเท่าไหร่ แต่ถ้าไปแบบสบายๆ ชิวๆ ก็นั่งรถไฟกินลมชมวิวไปเรื่อย ๆ ท่าจะมีความสุขอยู่เหมือนกัน อีกอย่าง รถขบวนที่นั่งมีแต่ฝรั่ง แต่ละท่านคุยดังๆทั้งนั้น ใครสนใจทดสอบลิสเทนนิ่ง สกิล ของตัวเอง เชิญเทคคอร์สได้ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย อ้อ อย่าลืมพกสกิลความอดทนต่อห้องน้ำบนรถไฟมาด้วยนะคะ

คนจะไปปายต้องไปตั้งต้นที่เชียงใหม่ สำหรับคณะเราพี่น้องเหมารถตู้เดินทางตลอดทริป แต่ถ้าใครจะไปเองก็มีทั้งรถเมล์ รถแอร์ รถตู้ให้เลือกนั่งมาลงใจกลางเมืองปาย ราคาเฉลี่ยประมาณร้อยกว่าบาท พอมาถึงแล้วเขามักจะเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปไหนมาไหนกัน ร้านเช่าก็มีให้เลือกหลายร้านอยู่ หาไม่ยาก ถ้าอยากไปไกลหน่อย พวกปางอุ๋ง ปางมะผ้า ฯลฯ ก็มีทัวร์เป็นทริปๆให้เลือกซื้อในตัวเมืองปาย เขาจะจัดการการเดินทางให้เสร็จหมด แต่คงสนุกสู้ไปเองไม่ได้ บางคนเลยเลือกเช่ารถยนต์ในเมืองเชียงใหม่จับขึ้นมาเองเลย แต่ก็ต้องเป็นคนขับแข็งเหมือนกันเพราะทางเอาเรื่องอยู่ ข้ามไปที่ขากลับจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ เราซื้อได้ทัวร์ของบขส. เพราะจองช้าทัวร์อื่นเต็ม รถแบบอื่นก็เต็ม ได้รถสองชั้น นั่งชั้นบน ราคา 400 บาท ใช้เวลาเดินทาง 10 ชั่วโมงเศษๆ ก็ไม่ทรมานอะไร เค้ามีจอดแวะให้เข้าห้องน้ำครั้งหนึ่ง กินข้าวอีกครั้งหนึ่ง เราก็อาศัยอาบน้ำละหมาดแล้วมาละหมาดบนรถช่วงนั้น


ที่พัก ถ้าไปช่วงไฮซีซั่นสมควรอย่างยิ่งที่จะโทรไปจองก่อน จะได้ไม่เสียเวลาหา แต่ถ้าไม่ใช่หน้าท่องเที่ยว ไปหาเอาตรงนู้นก็ได้ จะได้เห็นสถานที่จริงเปรียบเทียบหลาย ๆ ที่(ถ้ามีเวลามาก) ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ หลากราคาสุด ๆ กลางเมือง ริมน้ำ บนเขา ปลายนา มีหมด ที่ตัวเองพักคือปวีร์เฮาส์ ราคาช่วงไฮซีซั่นอยู่ที่คืนละ 500 บาท นอนได้ 2-3 คน คืนสุดท้ายถูกย้ายไปนอนห้องที่ไม่มีชานพักด้านหน้า เจ้าของเลยใจดีลดให้เหลือ 300 บาท คนดูแลก็พูดจาดี แต่บ้านธรรมดาๆ อาศัยว่าทำเลดี เดินทางสะดวก ที่พี่น้องไปด้วยกันพักเป็นเจ้าของเดียวกัน อยู่ตรงข้ามกัน ชื่อปาล์มเฮาส์ จะใหม่กว่า (เราจองช้าเลยเต็ม) อันนั้นจะมีทางเดินออกด้านหลังที่โผล่ไปก็เป็นถนนคนเดินเลย (ตรงกับร้านเค้กโกโอของมุสลิมที่ล่อตาล่อใจมากๆ คนคุมน้ำหนักควรหลีกเลี่ยงแรงๆ)

ส่วนที่เชียงใหม่พักที่ตะวันคอร์ท ห้องทวิน เตียงคู่ คืนละ 700 บาท ช่วงโลว์ซีซั่นจะถูกกว่านี้ โรงแรมเขาเล็กๆ แต่สะอาด คนไม่พลุกพล่าน เจ้าหน้าที่ก็พูดจาดี แถมอยู่ใกล้มัสยิดบ้านฮ่อมากๆ อาหารการกินสะดวก (ตอนแรกจะจองโรงแรมอัลฟารุคของมุสลิมที่อยู่ใกล้มัสยิดช้างคลาน แต่มันเต็ม เห็นว่ามีทัวร์มุสลิมไปลง รู้สึกว่าที่อัลฟารุคก็ราคาประมาณนี้ คือ 500 -700 บาท)

จุดชมวิวกลางทางระหว่างเส้นทางฟันฝ่า 763 โค้งสู่เมืองปาย

มัสญิดอัลอิสรออฺในตัวเมืองปาย หน้ามัสยิดตอนค่ำก็เป็นถนนคนเดินด้วย ส่วนข้างๆ เป็นร้านรวงต่างๆของมุสลิม ในมัสญิดมีโรงเรียนสอนฮาฟิซด้วย

บ้านเรียนอัลเมียะอฺรอจ เป้าหมายหลักการเดินทางทริปนี้ แอบซ่อนอยู่ตรงข้ามมัสญิด

บริเวณรอบๆบ้านเรียน จัดเป็นสนามเด็กเล่นย่อมๆ

เด็ก ๆ บางชั้นเรียนมีห้องเรียนอยู่ด้านนอกตัวบ้าน

นี่เป็นห้องป.๕ ชั้นสูงสุดของบ้านเรียนตอนนี้ ฝั่งที่เห็นเป็นฝั่งของเด็กผู้ชาย ส่วนอีกด้านของม่านเป็นฝั่งของเด็กผู้หญิง

ห้องสมุดของบ้านเรียน มีมุมรับแขกอยู่ด้านข้าง

ยามเย็นของเด็ก ๆ ในโรงเรียนฮาฟิซตรงข้ามบ้านเรียนอัลเมียะอฺรอจ (เด็กผู้ชายที่จบประถมฯจากบ้านเรียนส่วนนึงก็จะมาต่อฮาฟิซที่นี่)

ร้านเค้กโกโอ ร้านเค้กมุสลิมเจ้าดัง อร่อยแรง เค้กไม่แพงนะ เมื่อเทียบกับขนาด แต่เครื่องดื่มนี่ ราคาชวนใจหายได้อยู่

เค้กชนิดต่าง ๆ ในตู้ (เข้าไปแล้วเลือกไม่ถูกจริง ๆ)

ส่วนนี่เป็นเค้กในร้าน”มุสลิมโฮมเมด” อยู่ใจกลางถนนคนเดินเลย มีอาหารคาวทั้งแขก ฝรั่ง ไทยครบ เปิดตั้งแต่แปดโมงเช้ายันมืด ได้ทานที่ร้านแต่อาหารคาว ส่วนเค้กนี่ไปได้ทานที่บ้านเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นน้องสะใภ้ของคุณป้าที่ทำบ้านเรียน อร่อยได้เรื่องอยู่ค่ะ ที่สำคัญเค้าการันตีเรื่องการเลือกส่วนผสมว่าคนทำ(ลูกสาวเจ้าของร้านที่บอก)เค้าซีเรียสสุด ๆ กับการเลือกสรรส่วนผสมที่ฮะลาล

ร้านขายข้าวซอย-ข้าวมัน และอีกหลายอย่าง อยู่ข้างมัสยิด คนขายเป็นครูสอนฟัรฎูอีนจากหนองจอก มาอยู่ปายตั้งหลายปีแล้ว จนแต่งงานกับคนที่นี่ ลูกเค้าก็เรียนอยู่ในบ้านเรียน เพื่อนๆช่วยพีอาร์ร้านให้แขกต่างถิ่นฟังกันสุดฤทธิ์

ร้านของที่ระลึกบริเวณข้างมัสยิด ถัดจากร้านบน เป็นของมุสลิมเช่นกัน เจ้าของร้านใจดีลดให้ตลอด ลูกสาวเค้าก็เรียนบ้านเรียนเหมือนกัน

คลีนิคหมอมุสลิมก็ยังมีนะเออ

มาดูร้านรวงในถนนคนเดินบ้าง ร้านนี้ไอเดียเก๋มาก เอาพวกของเล่นที่เราเล่นกันสมัยเด็กมารวมไว้ให้ทบทวนความจำ(อันยาวนาน)เล่น

ร้านขายพวกกุญแจสแตนเลส น้องชายชอบมาก ไปซื้อทุกคืนเลย ไม่รู้ติดใจอะไร

ร้านมิตรไทยเจ้าเก่า-เจ้าดัง เจ้าของร้านเป็น๑ในคนที่ให้สัมภาษณ์ในหนังสือที่เล่าไปตอนต้นบทความด้วย

ปายยามเช้า…นี่คือบริเวณที่เป็นถนนคนเดินยามค่ำ ตอนเช้าก็มีพ่อค้าแม่ขายเอาของออกมาตั้งกันบ้างประปราย

ถ้าเป็นวันหยุดก็จะมีของมากหน่อย คนก็เดินกันขวั่กไขว่ (เขียนงี้ป่าวหว่า)

ร้านอาหารอิสลามยามเช้ามักจะเป็นรถเข็นออกมาก่อน ส่วนร้านที่เป็นอาคารมีที่นั่งด้านในจะเปิดสายหน่อย

ปาท่องโก๋-น้ำเต้าหู้มุสลิม อยู่ข้าง ๆ ร้านโจ๊ก ตรงข้ามเซเว่น ตรงกลางยังมีร้านขายซาลาเปากับไก่ทอดข้าวเหนียวของมุสลิมด้วย

ร้านโปสการ์ด…สินค้ายอดฮิตของเมืองปายก็มีตั้งแต่เช้าเหมือนกัน ร้านนี้เป็นมุสลิมจากใต้ที่เอารถมาเปิดเป็นร้านอยู่ที่ปาย มีโต๊ะให้นั่งเขียนโปสการ์ดแล้วติดสแตมป์ส่งให้เลย จะถ่ายรูปที่ตัวเองเอาเป็นโปสการ์ดได้เดี๋ยวนั้นเลยก็ยังได้

ตู้ไปรษณีย์แบบนี้ก็มีรอบเมืองเหมือนกัน

ชาวเขาเอาสินค้าพื้นเมืองมาตั้งขายหลายร้าน ทั้งตอนเช้า และในถนนคนเดินตอนค่ำ

เด็ก ๆ ไปโรงเรียน สังเกตเด็กผู้หญิงนุ่งซิ่น แอบเห็นเด็กผู้ชายในโรงเรียนบางคนก็ใส่กางเกงเลย์ด้วย

ข้าง ๆ โรงเรียนมีห้องสมุดประชาชน เนียตไว้ว่าจะเข้าไปสืบราชการลับ แต่ไม่มีโอกาสได้มาเลย ตอนที่เดินผ่านนี้ก้ยังไม่เปิดที

เดินต่อมาจากโรงเรียนปายวิทยาคาร จะมีสะพานข้ามลำน้ำปาย นี่เป็นวิวมองจากบนสะพาน เห็นที่พักหลายแห่งที่มาสร้างกันริมน้ำ

บางที่ก็มีลานกางเต้นท์ริมน้ำให้ด้วย (ที่ภาพสีจางเพราะไอหมอก)

หมู่บ้านจีนยูนนาน เปิดบ้านดินเป็นร้านค้าขายน้ำชา และสารพัดของที่ระลึก

แลนด์มาร์คของที่นี่คือชิงช้าที่ต้องใช้แรงคนหมุน

มีม้าด้วย ที่จริงวิวที่หมู่บ้านจีนยูนนานนี้สวยมาก อยู่กลางภูเขา

โป่งน้ำร้อนท่าปาย มีน้ำอุ่นให้แช่เพื่อสุขภาพ

กิจกรรมหลักของที่นี่คือการต้มไข่ มีขายทั้งไข่ไก่ ไข่นกกระทา ถุงละ 20 บาท (ที่เห็นภาพจางเพราะควันขึ้นขโมงโฉงเฉง)

ออกจากปายแล้วค่ะ…ระหว่างทางกลับอันเจ็ดร้อยกว่าโค้งรออยู่ มีจุดพักรถขนาดใหญ่ เป็นร้านอาหารอิสลาม สังเกตไม่ยาก เดินเข้ามาจะมีสถานที่ละหมาด เงียบสงบมาก มองลงไปเห็นธารน้ำใสแจ๋วเลย

มาดูถนนคนเดินที่เชียงใหม่กันบ้าง ของที่นี่จะถูกกว่าที่ปาย พวกของที่ระลึกแบบเดียวกัน เช่นพวงกุญแจที่ปายขายสิบห้า ที่นี่จะขายสิบบาท แต่มันก็จะเขียนว่าเชียงใหม่ ไม่ใช่ปาย ดังนั้นถ้าอยากให้คนรับซาบซึ้งใจว่าเราไปปายมา ก็ต้องไปซื้อจากปายอยู่ดี แต่ที่เชียงใหม่ของ(และคน)ก็เยอะและหลากหลายกว่ามาก ถึงอย่างนั้นตัวเองยังชอบที่ปายมากกว่า เป็นถนนเล็ก ๆ น่ารัก ๆ แถมร้านมุสลิมเยอะแยะตาแป๊ะเลย

เชียงใหม่ยามเช้า นี่เป็นซอยตรงข้ามโรงแรมที่พัก เดินเข้าไปนิดเดียวก็เป็นมัสญิดฮิดายะตุลอิสลาม (มัสญิดบ้านฮ่อ)

แต่ตอนนี้รอบ ๆ มัสญิดกำลังก่อสร้างอยู่ เราเลยไม่ได้เดินเข้าไปดูใกล้ ๆ

รอบ ๆ มัสญิดมีร้านอาหารหลายร้าน รวมทั้งร้านข้าวซอยอิสลามชื่อกระฉ่อน

มัสญิดสุดท้าย…และสถานที่แวะพักสุดท้ายของเราในทริปนี้คือมัสญิดุนนูร (มัสญิดช้างเผือก) ค่ะ

+ + บ้ า น + +

              มันตั้งเค้าอยู่ในฟ้าสีเทาครึ้มมาหลายชั่วโมงแล้ว ก่อนจะเรียงรายสาดสายลงมา เสียงของมันขณะกระทบหลังคาฟังดูน่ารักและเพลินหู ดับความร้อนสาหัสของเดือนพฤษภาที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายวันได้ดียิ่งกว่าเครื่องปรับอากาศราคาเรือนหมื่น

นั่งฟังเสียงทักทายของ ‘ฝน’ กับ ‘บ้าน’ อยู่เพลิน ๆ พลันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างวูบขึ้นมา มันเป็นอาการเดียวกับเวลาที่เห็นหญิงขอทานป้อนอาหารให้ทารกหน้าตามอมแมมในอ้อมแขน เวลาที่รถไฟแล่นผ่านทุ่งหญ้าเขียวสดซึ่งรองรับส้นเท้าเปล่าเปลือยของเด็กชายชาวนา เวลาที่ดอกเฟื่องฟ้าในกระถางทุเรศทุรังของกทม.ผลิแย้มสีเหลืองอ่อนกลางหมอกควันสีเทาเข้มของท้องถนน มันคือเวลาที่บางสิ่งจากภายในส่งสัญญาณบอกว่ากำลังได้สัมผัสกับอะไรบางอย่างที่ ‘มีความหมาย’…มีความหมายที่ไม่ได้หมายถึงมีค่า แต่เป็นการมีความหมายตรงตามศัพท์ คือมี meaning ที่ต้องตีความ มีสารที่ซ่อนอยู่ในสิ่งที่เจอ ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และเป็นสารที่ก่อให้เกิดความหวานและขมบางอย่างแก่ชีวิต

                ฝนแวะมาส่งเสียงน่ารัก ๆ ของมันเพียงครู่เดียวเท่านั้น แล้วก็จากไป ทิ้งไว้แต่บ้านซึ่งนิ่งงันอยู่กลางอากาศเย็นชื้น รู้สึกสงสารบ้านขึ้นมาจนนึกอยากจะยกมือขึ้นลูกหัวปลอบประโลม แต่ก็ไม่รู้ว่าส่วนไหนควรถูกนับเป็นหัวของบ้าน ชั่วขณะที่เพ่งมอง‘บ้าน’ อย่างพิจารณานั้น ดูเหมือนความทรงจำและอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างเล็กๆหลังนี้จะผุดพรายขึ้นมาอย่างยากจะปราม

 

ฉันไม่เคยย้ายบ้านเลย ไม่เคยไปใช้ชีวิตเป็นเด็กหอที่ไหนตลอดชีวิตการศึกษาในห้องสี่เหลี่ยมนอกบ้านซึ่งจบลงในช่วงชราของวัยรุ่น แต่ฉันก็เดินทางไกลอยู่เป็นระยะๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาโดยไม่เคยถูกโรค‘โฮมซิก’คุกคามแต่อย่างใด อย่างเก่งที่เคยเป็นขณะเดินทางก็คือโรค‘มัมซิก’ซึ่งจะหายขาดอย่างปัจจุบันทันด่วนเมื่อโทรกลับไปฟังเสียงฝากซื้อของประมาณสิบเจ็ดอย่างของแม่  

                ทุกครั้งที่ออกเดินทางไกล ฉันมักบอกกับ ‘บ้าน’ ว่า เราอาจไม่ได้พบกันอีก กับอีกหลายครั้ง-ก็ถึงขนาดลงมือเขียนพินัยกรรมทิ้งไว้ให้คนข้างหลังได้ช่วยกันแบ่งสรรหนี้สินหากว่าฉันไม่ได้กลับมาชำระความ (ซึ่งทายาทผู้รับมรดึกกับเจ้าหนี้มักจะเป็นคน ๆเ ดียวกัน) ถึงอย่างนั้นตลอดการเดินทางฉันก็ยังพบเสมอว่า‘บ้าน’แอบซ่อนตัวอยู่ในจิตสำนึกของตัวเองโดยตลอด ฉันไม่ได้บอกเรื่องนี้กับตัวเองและกับ‘บ้าน’ แต่ก็เหมือนรู้กันโดยนัยว่าฉันยังมีบ้านให้กลับ มีคนที่ฉันรักและรักฉันรออยู่ ทุกเรื่องราวที่ได้พบระหว่างการเดินทางแม้ว่าหนักหนาแค่ไหนมันจึงเป็นเรื่องที่อดทนได้

มีบ้างบางคืนที่ที่พักนอนเข้าขั้นยากลำบาก และก็มีบ้างบางวันที่ต้องเผชิญกับความอึดอัดใจจากผู้คนและเรื่องราวที่เข้ามาระหว่างทาง ทว่ามันไม่หนักหนาอะไรเลย ใช่!ไม่เลยสักนิดเดียว เพราะฉันรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราวที่เดี๋ยวเดียวก็จะผ่านไป ไม่ใช่แค่เรื่องร้าย ๆ แต่เรื่องราวดี ๆ ก็เช่นกัน มีที่พักนอนในบางคืนที่เย็นนุ่มกว่าที่นอนของ ‘บ้าน’ ประมาณสักล้านเท่า และก็มีอีกหลายโมงยามของกลางวันที่ได้ทักทายความรู้สึกดี ๆ จากผู้คนและเรื่องราวที่เข้ามาระหว่างทาง แต่มันก็ไม่ได้งดงามเกินกว่าที่จะเดินจากมาหรือต้องโหยหาอยู่ไม่รู้แล้ว เพราะฉันรู้ดีว่ามันเป็นเพียงการเดินทาง มันไม่ใช่ที่พักพิงถาวรของชีวิต จะดีหรือแย่มันก็เป็นเพียงที่พักของคนเดินทาง ไม่มีอะไรให้ต้องเก็บมาหนักหัวและหัวใจไม่ว่าในแง่รักหรือชัง

ฉันยังมี‘บ้าน’ ของชีวิตรอให้กลับไป

 

‘นักเดินทาง’!

นั่นซิเนอะ – เรามักใช้คำนี้นิยามสถานภาพตัวเองในดุนยา แต่สักกี่ครั้งที่เราดำรงสถานภาพนั้นอยู่อย่างแท้จริงทั้งโดยรูปธรรมและโดยความรู้สึก เวลาที่เจอเรื่องไม่พึงประสงค์ สักกี่ครั้งที่เราไม่รู้สึกว่ามันหนักหนาอะไรและอดทนได้ เพราะตระหนักดีว่ามันเป็นเพียงบททดสอบแสนสั้นระหว่างทาง ไม่มีอะไรให้ต้องโหวกเหวกโวยวาย ที่นอนหยาบแข็ง อาหารไม่ถูกปาก ข้าวของไม่มีเผื่อเลือก หรือแม้แต่สารพัดบททดสอบจากผู้คนรายทาง เหล่านี้ไม่มีอะไรเป็นปัญหาสำหรับเราเลย เพราะมันเป็นแค่ความเป็นอยู่ในระยะสั้นแสนสั้นของการเดินทาง…เรายังมี‘บ้าน’ ที่แท้จริงของชีวิตรอให้กลับไป

เช่นเดียวกับความสุขสบายและสารพัดเรื่องราวน่าประทับใจ สักกี่ครั้งที่เราไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรน่าหลงใหล เพราะตระหนักดีว่ามันเป็นเพียงความเมตตาที่ได้พานพบระหว่างทาง ไม่มีอะไรให้ต้องโหยหาอาลัยอาวรณ์ นอกจากขอบคุณต่อผู้ประทานความเมตตานั้นมาให้  ที่นอนเนื้อนิ่ม อาหารโอชา สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหล่านี้ไม่มีอะไรเป็นที่หลงใหลติดพันสำหรับเราเลย  เพราะมันเป็นแค่ความเป็นอยู่ในระยะสั้นแสนสั้นของการเดินทาง…เรายังมี‘บ้าน’ ที่แท้จริงของชีวิตรอให้กลับไป

 

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันไม่อนุญาตให้ตัวเองผูกพันกับสถานที่ไหนเป็นพิเศษ แม้แต่กับ‘บ้าน’ที่เคยผ่านเรื่องราวต่างๆมาด้วยกันมากมาย ฉันมีความคิดอย่างหนึ่งที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าถูกหรือผิด คือเราต้องพร้อมจะจากทุก ๆ ที่ไป ก็ชีวิตของนักเดินทางต้องเป็นเช่นนั้นนี่นะ ความผูกพันจะทำให้การจากนั้นหนักหนามากขึ้น แต่บางทีมันก็ห้ามกันลำบาก  วันนี้ฉันไม่โกรธตัวเองที่ได้พบความผูกพันเบาบางกับสถานที่ที่เรียกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า‘บ้าน’ เพราะยังแน่ใจ-อินชาอัลลอฮฺ-ว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องจาก‘บ้าน’ ไป ฉันก็จะจากไปได้อยู่ดีโดยไม่อิดเอื้อน ก็เพราะที่สุดแล้ว แม้แต่ ‘บ้าน’ หลังนี้ก็เป็นเพียงหนึ่งในสถานที่พักพิงชั่วคราวของชีวิตชั่วคราวบนโลกชั่วคราว ‘บ้าน’ที่แท้จริงของชีวิตเราไม่ใช่ที่นี่เสียหน่อย – ‘บ้าน’ ต้องเข้าใจฉันอยู่แล้วในเรื่องนี้

 

วันนี้ฝนตกแล้วก็จากไป ทิ้งบ้านไว้ วันข้างหน้าฝนอาจหอบบ้านไปด้วย หรือถ้าไม่ใช่ฝน ก็อาจเป็นอะไรหรือใครอื่นๆที่เอาบ้านจากเราไป หรือเอาเราจากบ้านไป แต่มันก็เป็นเพียงอีกหนึ่งการลาจากของนักเดินทางที่จากมาแล้วสารพัดอย่าง และก็จะต้องจากอีกสารพัดอย่าง จะจากหรือเจอ สุขหรือทุกข์ ถ้ามันเป็นของนักเดินทางในขณะเดินทางแล้วก็ย่อมเป็นอะไรที่สั้นเหลือหลาย เพราะจิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับบ้านที่แท้จริงของชีวิตซึ่งรอให้กลับไป  งานที่ต้องทำตอนนี้คือเร่งมือสะสมสรรพสิ่งต่างๆที่จะไปรออยู่ในที่พักจริงแท้หลังนั้นหรอกเนอะ มิใช่ง่วนอยู่กับที่พักชั่วคราวซึ่งอีกเดี๋ยวเดียวก็ต้องจากไป…ใช่ – เดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง!

ฉะนั้น สำหรับทุกความทุกข์แสนทุกข์และสุขแสนสุขในวันนี้ จึงไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจหนักหน่วงหรือชอบใจหนักหนา เพราะมันเป็นแค่เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในระยะสั้นแสนสั้นของการเดินทาง

เรายังมี‘บ้าน’ ที่แท้จริงของชีวิตรอให้กลับไป!

– เ สี ย ง สุ ด ท้ า ย –

 

 

แปลจากช่วงแรกของคุตบะฮฺเรื่อง ‘Regret’

โดย : มุฮัมมัด อัช-ชะรีฟ

http://www.kalamullah.com/regret.html

 

               เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งในประเทศมุสลิมได้เขียนจดหมายมาหาชัยค์ท่านหนึ่ง เพื่อบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาหันกลับเข้าหาอัลลอฮฺ โดยเขาเล่าว่า….

 

การได้พบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน และผู้คนที่ประสบภัยจากยานพาหนะนั้นเป็นเรื่องที่แสนจะปกติธรรมดาในชีวิตของผม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างออกไป

 

วันนั้น ผมและคู่หูนำรถไปจอดรถไว้บนไหล่ทางหลวงสายหนึ่งก่อนจะพูดคุยสัพเพเหระกัน แล้วในวินาทีหนึ่งวินาทีใดต่อมา เสียงอันชวนสยองของโลหะที่ถูกกระแทกก็แผดลั่น เราสองคนรีบหันกลับไปมองว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็พบว่ามันเป็นอุบัติเหตุการชนประสานงา ซึ่งเกิดจากรถคันหนึ่งแล่นไถลเข้าไปในเลนที่มีรถอีกคันกำลังแล่นสวนมา

 

เราคงไม่อาจจะอธิบายรายละเอียดของสภาพที่เราเห็นได้มากนัก ชายหนุ่มสองคนนอนแผ่หราอยู่ในรถคันแรก ทั้งสองคนอาการสาหัส  ผมกับคู่หูจึงพยายามนำพวกเขาออกมาจากรถก่อนอย่างระมัดระวัง จากนั้นเรารีบไปยังรถอีกคันเพื่อช่วยเหลือคนขับที่ยังติดอยู่ภายใน ทว่าเขาตายเสียแล้ว เราจึงกลับมายังร่างของชายหนุ่มสองคนแรกที่นอนเคียงข้างกันอยู่บนทางเท้า

 

กล่าวลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺซิ…ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ… คู่หูของผมเริ่มบอกให้ทั้งสองกล่าวชะฮาดะฮฺ ทว่าลิ้นของพวกเขาไม่สามารถจะกล่าวตามได้ แล้วพวกเขาก็เริ่มฮัมเนื้อร้องของเพลงบางเพลงในสภาพที่เหมือนจะไม่รู้สึกตัว

 

ผมตัวชาด้วยความตกตะลึง แต่คู่หูของผมซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาแล้วยังคงกล่าวย้ำด้วยประโยคเดิม ผมยืนขึ้นแล้วจ้องมองนิ่งด้วยดวงตาที่แข็งค้าง ชั่วชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อนเลย ความจริงแล้ว ผมไม่เคยเห็นใครตายไปต่อหน้าต่อตาด้วยซ้ำ และยิ่งไม่เคยพบเคยเห็นโดยสิ้นเชิง สำหรับการตายในหนทางอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้

 

คู่หูของผมยังคงไม่ละความพยายามที่จะให้ชายหนุ่มทั้งสองกล่าวชะฮาดะฮฺให้ได้ แต่พวกเขาก็ทำไม่ได้ เสียงฮัมเพลงของพวกเขาค่อย ๆ แผ่วเบาลง…แผ่วเบาลง… แล้วในที่สุดเสียงของชายหนุ่มคนแรกก็หยุดลง จากนั้นเสียงของอีกคนก็เงียบลงตามไปด้วย

 

ไม่มีความเคลื่อนไหวใดอีก พวกเขาตายแล้ว!

 

ผมกับคู่หูแบกร่างของพวกเขาเข้าไปในรถตรวจการของเรา ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบระหว่างเราทั้งสองในขณะที่เคลื่อนย้ายศพไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด !”

 

แนวรบแห่งบททดสอบ : หน้าคีย์บอร์ดถึงหลังลูกกรง

 

เชื่อว่าคนที่มีกิจธุระ(ไม่ว่าของจริงหรือข้ออ้าง)หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เนืองๆอย่างเราๆ คงจะมีเว็บไซต์ขาประจำที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เสมออย่างน้อยก็สักสองสามเว็บ  ฉันเองก็มีเว็บไซต์ขาประจำกับเขาเหมือนกัน ทั้งเว็บที่ต้องคลิกเข้ามาก่อนเสมอหากต่ออินเตอร์เน็ต และเว็บที่ติดตามความเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับต้องคอยตามดูเสียทุกวันและทุกครั้งที่ใช้อินเตอร์เน็ต ประเภทหลังนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นบล็อกส่วนตัวของพี่น้องหลายๆคน ทั้งด้วยความสนิทสนมส่วนตัวที่ทำให้ต้องติดตามและด้วยความสนใจในแนวทางของบล็อกนั้นๆเป็นกรณีพิเศษ ในบรรดาบล็อกเหล่านั้น ก็มีบล็อกของพี่น้องต่างประเทศอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนมากมักจะไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดนัก  ที่พอจะกล่าวได้ว่าตามอ่านอยู่อย่างสม่ำเสมอน่าจะมีสักสี่ซ้าห้าบล็อกเท่านั้น ใจหายชะมัดที่รู้ว่าหนึ่งในบล็อกเกอร์สี่ซ้าห้ารายนั้นเพิ่งจะถูกจับกุมข้อหาให้การสนับสนุนการก่อการร้าย

 

ที่จริง การถูกจับกุมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับบล็อกเกอร์คนนี้ เมื่อปลายปีที่แล้วเขาก็เคยถูกจับกุมด้วยข้อหาลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ถูกคุมขังอยู่ราวๆสองสัปดาห์ศาลก็พิจารณาให้ประกันตัวออกมา ตอนนั้นเป็นช่วงเดียวกับที่มีการปิดบล็อกระลอกใหญ่ของผู้ให้บริการบล็อกบางเจ้า ฉันสนใจกรณีแบบนี้จนอยากจะเขียนถึง(และก็รู้สึกจะเขียนถึงไปแล้วด้วยในหัวข้อญิฮาดิสบล็อกเกอร์ซึ่งน่าจะอยู่ในบทความเกี่ยวกับพันธกิจของบล็อกเกอร์มุสลิม)  ต่อมาไม่กี่เดือนมีการปิดบล็อกมุสลิมอีกระลอก และดูเหมือนจะเป็นระลอกที่ใหญ่กว่าเดิมเสียอีก คราวนี้พี่ไทยก็โดนด้วย  บล็อกที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการญิฮาดหลายบล็อกของพี่น้องที่นี่ถูกปิดเหี้ยนเต้  มันยิ่งมีอะไรน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก  ฉันจดๆจ้องๆจะเขียนถึงเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ได้เพียงร่างๆหัวข้อไว้ จนกระทั่งมาเกิดกรณีบล็อกเกอร์สัญชาติอเมริกันคนนี้ถูกจับเลยได้โอกาสโผล่มาแตะเรื่องนี้อย่างอ้อมๆเสียหน่อย เพราะมันเป็นกรณีที่ค่อนข้างได้รับความสนใจพอสมควรจากสังคมอินเตอร์เน็ตที่ใช้ภาษาอังกฤษ ที่บอกว่าอย่างอ้อมๆเพราะคงจะไม่พูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นการถกกันเรื่องญิฮาดและสถานการณ์โลก(อันเป็นประเด็นที่อยากพูดถึงมาตั้งนาน) แต่คงจะแค่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเคสพี่น้องท่านนี้เท่าที่พอจะมีอยู่ เพราะคิดว่าน่าสนใจ และใครที่สนใจก็น่าจะไปเจาะหารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งก็คงจะได้พบอะไรที่น่าสนใจอีกพอสมควร

 

บล็อกเกอร์ที่ถูกจับกุมครั้งนี้ชื่อ ฏอริก เมฮันนา อายุ27ปี เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอียิปต์ บล็อกของเขาค่อนข้างเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และในความคิดฉันมันค่อนข้างชัดเจนแจ่มแจ๋วในคุณประโยชน์มหึมามหาศาล หากพิจารณาเฉพาะเนื้อหาบล็อกมันแทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย(แม้ในความหมายของสหรัฐอเมริกาเอง)เลย บล็อกของเขามีแนวทางนำเสนอที่ค่อนข้างชัดเจนคือเลือกแปลบางช่วงบางตอนจากหนังสือและตำราภาษาอาหรับของอุละมาอฺต่างๆมาเป็นภาษาอังกฤษ  เอาเถอะ ถึงแม้ข้อหาที่ทำให้เขาถูกจับกุมจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบล็อก แต่มันก็เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตอยู่บ้าง เพราะเขาถูกจับด้วยข้อหาสนับสนุนการก่อการร้ายโดยการเผยแพร่วีดีโอและข้อมูลต่างๆที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา (รายละเอียดเกี่ยวกับความบ่ะซั๊วของข้อหานี้มีอยู่ในลิ้งค์ต่างๆที่แนบไว้ข้างล่าง) ซึ่งมันก็มีบทเรียนและข้อฉุกคิดอะไรหลายอย่างหากมองให้ลึกลงไป 

 

นอกจากทำบล็อกแล้ว พี่น้องท่านนี้ยังเป็นที่รู้จักพอสมควรในสังคมเว็บบอร์ดมุสลิมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นแกน เขาเป็นที่รู้จักในเว็บบอร์ดและในการแปลงานหนังสือจำนวนหนึ่งภายใต้นามปากกา “อบู สะบายา” (หนังสือเกือบทั้งหมดเป็นไฟล์พีดีเอฟที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทางอินเตอร์เน็ต) ตอนนี้ก็มีพี่น้องจัดทำแคมเปญเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเขา โดยศาลนัดไต่สวนคดีของเขานัดแรกในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้(ถ้าไม่เลื่อนอีก) และหากเขาถูกพิจารณาว่ามีความผิดจริงก็ต้องได้รับโทษจำคุก ซึ่งบางแหล่งข่าวบอกว่าโทษสูงสุดคือ 15 ปี ขณะที่บางแหล่งข่าวบอกว่าตลอดชีวิต

 

ส่วนตัวคิดว่ากรณีการถูกจับกุมของพี่น้องท่านนี้มีอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจ ใครที่ได้ติดตามงานของเขาอยู่เสมอก็น่าจะพอมองออกเหมือนกัน  นอกจากความห่วงใยในฐานะพี่น้องมุสลิมที่ย่อมต้องพยายามหาทางช่วยเหลือบรรเทาความเดือนร้อนของพี่น้องอย่างสุดความสามารถอันเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คิดอยากมีส่วนในการนำเสนอและเผยแพร่เรื่องนี้ให้พวกเราที่นี้แล้ว ก็ยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่พี่น้องถ้าได้รับทราบและคิดใคร่ครวญ  หนึ่งในอะไรหลายๆอย่างนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ใครหลายๆคนเริ่มเรียกอินเตอร์เน็ตว่าแนวรบใหม่ของประชาชาติเราก็เป็นได้!

 

………………………………………………………………….

 

แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ

 

– บล็อกส่วนตัวของฏอริก เมฮันนา

http://iskandrani.wordpress.com/

 

– หนังสือที่ฏอริก เมฮันนาได้แปลจากอาหรับเป็นอังกฤษไว้

http://iskandrani.wordpress.com/category/books-pdfs/

 

– รายงานข่าวเกี่ยวกับการจับกุมฏอริก เมฮันนาเมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา

http://www.cnn.com/2009/CRIME/10/21/terrorism.probe/index.html?iref=newssearch

 

– กระทู้ตามข่าวการถูกจับกุมของฏอริกที่เปิดมาตั้งแต่ตอนถูกจับกุมครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว และยังคงมีการโพสโต้-ตอบอยู่จนถึงวันนี้ ในกระทู้มีการพูดคุยและให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายเรื่อง

http://forums.islamicawakening.com/f18/desperate-any-results-feds-arrest-us-citizen-two-year-old-charges-18340/

 

– แคมเปญ “Free Tarek Mehanna” พร้อมรายงานข่าวอัพเดตสถานการณ์ล่าสุด

http://www.freetarek.com/

http://www.facebook.com/group.php?gid=159128188381&v=app_2373072738&ref=mf

 

** อันนี้แถม เป็นจดหมายที่ฏอริกได้เขียนตอบพี่น้องขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำครั้งก่อน(ปลายปี2008)ฉบับแปลไทย  ที่จริงคิดจะแปลตั้งแต่ตอนที่อ่านครั้งกะโน้น  แต่เพิ่งสบโอกาสได้แปลคราวนี้เอง คิดว่าน่าจะแสดงให้เห็นตัวตนและความคิดของเขาได้ในระดับหนึ่ง

http://cid-d617f13b3c05ce2f.skydrive.live.com/browse.aspx/Br.%20Tariq%20Mehanna%5E4s%20Letter%20from%20Prison?nl=1&uc=1&isFromRichUpload=1

 

 

اللهم فك عن أخينا وثبت قلبه وأعظم أجره

اللهم أجعل له فرجاً ومخرجاً

اللهم فك قيد أسرانا وأسرى المسلمين

 اللهم فرج عن إخواننا المستضعفين في كل مكان يا أرحم الراحمين