+แม่กับผู้ชายที่หลงรักมักกะฮ์

Inside-Kaabah

 

-1-

เป็นที่รู้กันว่า “ฮัจญ์” เป็นหนึ่งในความฝันสูงสุดของชีวิตแม่

แม่อ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับฮัจญ์ที่มีในท้องตลาด

และเฝ้ากำชับให้ใครต่อใครช่วยขอดุอาอ์ให้เสมอ นอกเหนือจากที่ตัวแม่เองก้็ขออย่างเต็มแรง

แต่กว่าชีวิตจะอนุญาติให้แม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจังก็เมื่อลูกชายคนเล็กเข้าโรงเรียนประจำ

และความพร้อมในด้านอื่นๆ เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น

นั่นก็เป็นช่วงปีที่มีผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตแม่พอดี

-2-

คุณต้องเคยได้ยินคนที่เคยไปฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ทำตาลอยเหมือนฝันหวานขณะพูดถึงความน่ารักน่าอยู่ของมะดีนะฮ์

แต่กับมักกะฮ์ หลายครั้ง…น้ำเสียงจะต่างไป

แน่นอนว่าความประเสิรฐของมัสญิดฮะรอมนั้นทุกคนยอมรับเต็มหัวใจ

แต่ความพลุกพล่านของผู้คน การก่อสร้างทื่ยืดเยื้อยาวนาน ระบบการจราจรที่ให้นิยามลำบาก และอะไรอีกหลายเรื่องก็ทำให้เราได้พบคนทำตาลอยอย่างหลงใหลเวลาพูดถึงเมืองมักกะฮ์ในภาพรวม ไม่ใช่แค่ตัวมัสญิดฮารอม น้อยครั้งกว่าคนที่มีท่าทางเช่นนั้นเวลาพูดถึงเมืองมะดีนะฮ์

คนแรกๆ ที่ชั้นได้เห็นท่าทางเช่นนั้นเมื่อพูดถึง “เมือง” มักกะฮ์ ก็คือ “เขา”

…ผู้ชายที่การได้พูดถึงมักกะฮ์และช่วงชีวิตสั้นๆ ที่เขาเคยได้ใช้ไปในเมืองนี้คือความสุขอย่างสำคัญประการหนึ่งในชีวิตเขา

…ผู้ชายที่ทำตาเขียวใส่ได้เสมอแค่เผลอพูดอะไรที่ไม่ใช่แง่งามของมักกะฮ์

ตอนที่เกิดเหตุเครนล้มในช่วงฤดูฮัจญ์สองปีก่อน เรากำลังฏอวาฟอยู่ด้วยกันที่ลานฏอวาฟชั้นล่างสุด…จุดที่มีคนเสียชีวิตมากที่สุด แม้ไม่ได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจะจะ แต่เราก็มีส่วนได้สัมผัสบรรยากาศของเหตุการณ์นั้นโดยตรง (ซึ่งซุบฮานัลลอฮฺมากที่สิ่งที่เราได้พบค่อนข้างจะต่างไปจากภาพที่เหตุการณ์นำไปสู่คนภายนอก เสียงตักบีรของเหล่าฮุจญาจที่ติดพายุฝนอยู่รอบกะอ์บะฮ์ในเวลานั้นซึ่งเป็นเย็นวันศุกร์อันประเสริฐยังกระหึ่มอยู่ในหูของฉันจนวันนี้)

เขาไม่เคยบอกใครว่าเราอยู่ตรงนั้นในเวลานั้น เมื่อฉันถาม เขาบอกว่า…ถ้าเราเข้าไปเยี่ยมบ้านของคนๆหนึ่งที่เราเคารพอย่างมาก แล้วเกิดเหตุบางอย่างขึ้นในบ้านหลังนั้น เราย่อมไม่มีทางเอาเรื่องที่ได้พบมาบอกเล่ากับผู้คนทั่วไปอย่างสนุกปาก…จริงไหม?

อาจด้วยความผูกพันที่เขามีต่อเมืองนี้ ด้วยดุอาอ์ หรือด้วยอะไรอีกหลายอย่าง ทำให้ตั้งแต่ฉันรู้จักเขามาร่วม 5 ปี อัลลอฮ์ก็พาเขากลับไปยังเมืองที่เขารักทุกๆปี (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)

นั่นก็รวมถึงปีหนึ่ง…ที่เราวางแพลนกันไว้ด้วยหัวใจพองโตว่า…จะพาแม่ไปด้วย

-3-

การที่ผู้หญิงสักคนจะมีมะฮ์รอมในชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องใหญ่

น่าสนใจมากว่าแม่ยายกับลูกเขยจะเป็นมะฮ์รอม (ห้ามแต่งงาน) กันตลอดกาล แม้เมื่อความสัมพันธ์ฉันคู่ครองระหว่างลูกเขยกับลูกสาวจะจบลง

สำหรับคนที่มีแม่อยู่ในหัวใจเสมอ คงไม่สามารถลืมได้ขณะที่กำลังจะตัดสินใจเลือกใครสักคนมาร่วมชีวิตว่า

เรากำลังเลือกลูกชายอีกคนให้แม่ของเราด้วย

ความพอใจของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักมากในการชั่ง-ตวง-วัด คุณสมบัติของคนที่เข้ารอบ

และความพอใจอันนี้มีผลอย่างสุดๆ ต่อความจำเริญที่จะเกิดขึ้นในชีวิตคู่

 

ตอนที่แม่ต้องนอนรักษาตัวยาวที่โรงพยาบาล

เขาอำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อให้ฉันได้ไปอยู่โยงเฝ้าแม่

เขาไม่เคยพลาดโอกาสที่จะป็นคนรับ-ส่งแม่ไปโรงพยาบาล หากว่าตารางงานที่แน่นเอี้ยดพอจะจัดสรรได้

หลายครั้งเค้าต้องหอบงานมาทำในโรงพยาบาล  ขับรถอ้อมไปอ้อมมาทุกเช้าเย็นในเมืองที่เพียงแต่มองสภาพท้องถนนก็เพลียใจ เพียงเพื่อให้ฉันได้ใช้เวลากับแม่อย่างเต็มที่

ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต แม่บอกกับฉันว่า “ต้องคิดว่าเขาเป็นลูกชายแท้ๆ ไม่ใช่แค่ลูกเขย ไม่งั้นจะไม่กล้ารบกวนเขาถึงขนาดนี้”

และแม้เมื่อแม่จากไปแล้ว…วันนี้ เขาคือคนที่ได้ทำภารกิจที่เป็นเสมือนความหวังสูงสุดของชีวิตแม่ให้เป็นจริง

….

-4-

ตอนที่แม่รู้ว่าโรคร้ายได้กลับมาอีกครั้ง  ในตำแหน่งที่อาจหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม

ประโยคแรกๆ ที่แม่ถามคือ “อุมมีจะได้ไปฮัจญ์ไหม”

ตอนนั้นเราเอาชื่อแม่ไปลงบัญชีผู้แจ้งความจำนงไปฮัจญ์ไว้แล้ว  และกำหนดเดินทางอย่างคร่าวๆก็ออกมาแล้วว่าเราจะได้ไปในปีนั้น อินชาอัลลอฮ์

แม้ความหวังริบหรี่ แต่ตอนแรกเราก็ยังให้กำลังใจแม่ว่าถ้ากระบวนการรักษาจบทัน และหมออนุญาต เราก็จะพาแม่ไป

แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งทาง รายละเอียดของกระบวนการรักษาก็ทำให้เราแน่ใจว่าแม่คงไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับเราได้

แม้แจ้งถอนชื่อออกจากบัญชีฮุจญาจของปีนั้น ด้วยความหวังว่าในปีต่อๆไป จะต้องมีสักปีที่มีชื่อท่านอยู่ในเหล่าแขกของอัลลอฮ์

แต่แล้วแม่ก็จากไปก่อนกำหนดเดินทางของเราเพียง 10 วัน

กำหนดที่เคยมีแม่อยู่ในชื่อผู้ร่วมเดินทาง…สู่ดินแดนที่เป็นรักและหวังสูงสุดของแม่

….

-5-

วันหนึ่งในปีที่สองหลังการจากไปของแม่ เขาถามขึ้นมาว่า “คิดยังไง ถ้ามีคนจะให้อุมมีไปทำฮัจญ์”

ตอนแรกยังงงๆว่าเขาหมายถึงอะไร

แล้วก็ค่อยแจ่มแจ้งเมื่อรู้ว่าเขาจะกลับไปยังเมืองที่เขาหลงรักอีกครั้งในฐานะฮุจญาจ

ตามหลักการแล้ว เราสามารถทำฮัจญ์แทนคนที่เสียชีวิตไปแล้วที่ยังไม่เคยไปทำฮัจญ์ได้

โดยที่คนไปทำฮัจญ์แทนจะต้องเคยทำฮัจญ์วาญิบของตัวเองมาก่อนแล้ว

ในกรณีของบุพการี…การไปทำฮัจญ์แทนท่านนับเป็นการทำความดีต่อพ่อแม่ประการสำคัญหลังท่านเสียชีวิต

และเขาได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นั้น….ลูกชายคนใหม่ของแม่

หน้าที่ที่จะได้ทำให้ความใฝ่ฝันของแม่เป็นจริง

-6-

เรื่องราวเกี่ยวกับฮัจญ์เป็นเรื่องราวที่มหัศจรรย์มาก

ทั้งในภาพรวมของบทบัญญัติ และประสบการณ์เฉพาะบุคคลทีได้สัมผัส

เราทุกคนล้วนมี  Hajj Story ของตัวเอง

แม้กับคนที่ไม่เคยไปฮัจญ์ การรอคอยของเขา หัวใจที่ถวิลหาอย่างรุนแรง…ล้วนเป็นรายละเอียดหนึ่งใน Hajj Story ของตัวเอง

ที่จะช่วยเติมเต็มความอิ่มเอิบในวันที่เขาได้ออกเดินทางไปสุ่ดินแดนศํกดิ์สิทธิ์จริงๆ

และแม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้ออกเดินทางจริง

หัวใจที่มีฮัจญ์จดจารอยู่ย่อมมีคุณค่า ทุกดุอาอ์ที่พร่ำขอให้ได้ไปเยี่ยมบ้านของพระองค์ย่อมไม่สูญเปล่า

เราไม่มีทางรู้เลยว่าอัลลอฮ์เตรียมอะไรไว้ให้เรา

สิ่งเดียวที่แน่ใจได้เสมอคือ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร มันก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

 

เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่มีฮัจญ์อยู่เต็มหัวใจ

แต่ฮัจญ์ของเธอก็เกิดขึ้นหลังจากที่เธอหมดลมหายใจ

ขออัลลอฮ์ให้ฮัจญ์ของเธอนั้นมับรูร…ผู้หญิงที่มีความใฝ่ฝันสูงสุดของชีวิตอยู่ที่มักกะฮ์

และขออัลลอฮ์ตอบแทนเขาด้วยการตอบแทนสำหรับฮัจญ์มับรูร…ผู้ชายที่หลงรักมักกะฮ์

– เราะมะฎอนกับการรอคอย –


 

ถ้าการรอคอยหมายถึงการเฝ้ารอที่รวมถึงทั้งรอเฉย ๆ และรออย่างทำอะไรบางอย่างไปด้วยเพื่อสิ่งที่จะมาถึง  คงพอจะพูดได้ว่า ชีวิตเราต่างกำลังรออะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่รอรถเมล์ รอเน็ตโหลด รอข้าวสุก รอห้องน้ำ รอจะละศีลอด รอวันหยุด รอเรียนจบ รอใครสักคน รอกำหนดการณ์บางอย่าง รอความเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ยังไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่  ไปจนถึงรอความตาย และรอสิ่งที่เรากำลังรอกันอยู่ ณ วินาทีนี้…รอเราะมะฎอน

จะเห็นว่าหลายครั้ง ในเวลาเดียวกัน เรารออะไรตั้งหลายอย่าง  โดยที่บางอย่างจากหลายอย่างนั้น บางเวลาเราก็ลืมไปว่ากำลังรอมันอยู่ จะด้วยเพราะมีสิ่งอื่นเรียกร้องความสนใจไปหรืออะไรก็ตามที ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วมันอาจเป็นสิ่งที่ดีก็ได้ เพราะเขาว่ากันว่าการรอคอยนั้นทรมาน แต่บางทีนะ…บางที การรอคอยก็เป็นอะไรที่น่ารักได้อย่างคาดไม่ถึง

เราอาจแบ่งการรอคอยจากประเภทของสิ่งที่รอคอยได้เป็นสองอย่างหยาบ ๆ หนึ่งคือการรอคอยสิ่งที่เรารู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ เช่น วันแต่งงานเพื่อน การประกาศผลสอบ เราะมาฎอน (ถึงต้องดูเดือนอีกทีเราก็พอรู้ว่ามันจะมาถึงไม่วันที่ 29 ก็ 30 ชะอฺบานนั่นแหละ) ฯลฯ และสองคือการรอคอยสิ่งที่เราไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ ซึ่งอาจแบ่งย่อยออกได้เป็นสิ่งที่เรารู้แน่ว่าต้องมาถึง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เช่น ความตาย การกลับมาของคิลาฟะฮฺ การเลือกตั้งใหม่ ฯลฯ และอีกข้อย่อยก็คือสิ่งที่ไม่ใช่แค่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่มันจะมาถึงใช่ไหม เราก็ยังไม่รู้แน่ เช่น  การตอบรับเข้าทำงาน/เข้าเรียน  การเรียนจบ(สำหรับคนที่ยังไม่อาจรู้ว่าตัวเองจะจบได้หรือไม่) จุดเปลี่ยนของเส้นทางชีวิต คู่ครอง  ลูก ฯลฯ  นอกจากนี้ก็จะมีสิ่งที่อยู่กึ่ง ๆ ระหว่างการจัดประเภทหยาบ ๆ ข้างต้นอยู่บ้าง  เช่น การนัดเพื่อน ซึ่งที่มันควรเป็นก็คือสิ่งที่เรารู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ เพราะมีเวลานัดระบุกันชัดเจน แต่ในความเป็นจริงมันคือสิ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ และบางครั้ง…ก็ไม่อาจแน่ใจแม้แต่ว่ามันจะมาหรือไม่ เป็นต้น

ขอตั้งข้อสังเกตว่าการรอคอยที่ทรมานที่สุดก็คือการรอคอยสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะมาถึงหรือไม่ เพราะมันไม่มีอะไรชวนให้แน่ใจไปในทางใดทางหนึ่ง การรอคอยสิ่งที่เราไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยก็แน่ใจได้ว่ามันจะมาถึงแน่ ๆ ยังพอจะสร้างความเชื่อมั่นที่หนักแน่นให้เรากำหนดการณ์วางแผนทำอะไรสักอย่างไปได้ ฉะนั้นคนที่ทุกข์บรมกับการรอคอยจึงมักจะเกี่ยวข้องกับการรอคอยที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงไหม  โดยเฉพาะในกรณีที่การยังมาไม่ถึงของสิ่งที่รอคอยหมายถึงการที่เราจะต้องทนอยู่ท่ามกลางสภาพอันไม่พึงประสงค์ของหัวใจ  แต่ถ้ามองอีกมุม1การรอคอยในลักษณะดังกล่าวนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำช่วงหนึ่งของชีวิตอยู่เหมือนกันนะ  มันคือห้วงยามที่เชื่อว่าถ้าใครได้พบมันย่อมจะต้องหันหน้าเข้าหาอัลลลอฮฺอย่างสำเหนียกยิ่งว่าไม่มีใครและอะไรอื่นจากพระองค์ที่จะช่วยเหลือเราได้ มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ความผูกพันระหว่างเรากับอัลลอฮฺใกล้ชิดแน่นหนานัก

ฉะนั้นถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่กำลังรอคอยอะไรในลักษณะที่ว่าอยู่ ขอให้รื่นเริงยินดีและใช้ช่วงชีวิตแห่งความผูกพันกับเจ้าของชีวิตนี้ไปอย่างหวงแหนรักใคร่ เมื่อสิ่งที่เรารอคอยมาถึง เราจะไม่สามารถย้อนเวลากลับมาใช้ชีวิตแห่งการรอคอยลักษณะนี้ได้อีก นอกจากพยายามรักษาความผูกพันอันใกล้ชิดนี้ให้คงอยู่และยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น เพื่อแสดงการเป็นบ่าวที่กตัญญู ไม่เนรคุณ

สำหรับการรอคอยสิ่งที่รู้แน่ว่าจะมาถึง เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่นับเป็นการรอคอยที่เราต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก เพราะสิ่งยิ่งใหญ่และเป็นที่สุดของชีวิตมักจะอยู่ในการรอคอยประเภทนี้ นั่นก็ได้แก่สัญญาต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันจบสิ้นชีวิตอันแสนสั้นของเราในโลกนี้ (ความตาย) และวันจบสิ้นตัวของโลกเอง (วันกิยามะฮฺ) การที่เวลาของกำหนดการณ์ลักษณะนี้ยังมาไม่ถึง บางที มันก็ทำให้เราลืมที่จะตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ เพื่อการมาถึงของมัน ซึ่งเป็นอะไรที่น่าอันตรายสุด ๆ  น่าสังเกตด้วยว่าการรอคอยลักษณะนี้เป็นอะไรที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนได้รินรสโดยถ้วนทั่วเสมอหน้ากัน ดังนั้นมันจึงเป็นภารกิจที่ตกหนักอยู่บนทุกชีวิต ที่จะต้องตระเตรียมอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างในการรอคอยนี้ และที่สำคัญ ต้องคอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอไม่ให้ลืมกำหนดการณ์ที่จะมาถึงอย่างแน่นอนเหล่านี้เป็นอันขาด

ในส่วนของการรอคอยสิ่งที่เรารู้แน่ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ มองเผิน ๆ แล้ว ก็ดูเหมือนจะเป็นการรอคอยที่รับมือง่ายกว่าการรอคอยแบบอื่น ๆ  แต่แน่นอนว่าความง่ายก็เป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง และมักเป็นบททดสอบที่ทำให้เราหลงลืมอะไรได้ง่าย ๆ เสียด้วยสิถ้าไม่ตรวจสอบตัวเองอย่างเข้มข้น

เราะมาฎอนที่เราต่างกำลังรอคอยกันอยู่อย่างใจจดใจจ่อก็ถูกนับรวมอยู่ในการรอคอยประเภทนี้ เรารู้แหละว่าอีกไม่กี่วันเราะมาฎอนจะมาถึง แต่เราได้ตระเตรียมอะไรเพื่อการมาถึงของแขกที่เรารอคอยมาตลอดปีผู้นี้บ้าง นั่นก็เป็นคำถามที่เราต้องสำรวจตัวเองอย่างลึกซึ้งเพื่อหาคำตอบ

เชื่อว่าวินาทีนี้ คงไม่มีสิ่งใดที่กินพื้นที่ในหัวใจของพวกเราได้มากไปกว่าการจะมาถึงของเราะมาฎอนอีกแล้ว และที่จริงก็ยังมีประเด็นอีกมากมายที่น่าชวนคุยในเรื่องเกี่ยวกับเราะมาฎอน แม้บางประเด็นจะแลดูซ้ำซากแบบที่พูดถึงกันทุกปีในทุกก่อนเราะมาฎอน แต่ตัวเองไม่เห็นว่ามีอะไรน่าเบื่อสักนิดกับการพูดคุยในประเด็นจำเจเหล่านี้ เหมือนกับที่คงไม่เคยมีใครนึกเบื่อการเวียนมาถึงของเราะมาฎอนในทุกปี

ใครมีประเด็นอะไรเกี่ยวกับเราะมาฎอน ลองชวนกันคุย ชวนกันถกดูนะคะ เพื่อช่วงเวลาแห่งการรอคอยที่กำลังจะสิ้นสุดลงของเรานี้ จะได้เป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาและเปี่ยมสุข อินชาอัลลอฮฺ

﴿ قُلْ كُلٌّمُتَرَبِّصٌفَتَرَبَّصُوا

فَسَتَعْلَمُونَمَنْأَصْحَابُالصِّرَاطِ السَّوِيِّوَمَنْاهْتَدَى

“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดทุกคนเป็นผู้คอย  ดังนั้นพวกท่านจงคอยเถิด

แล้วพวกท่านจะได้รู้ว่าใครคือพวกที่อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง และใครคือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง

[ฏอฮา 20 : 135]

– แ ผ น ที่ –

 
 
 

การพิจารณาแผนที่เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ไม่ควรละเลย
ในการศึกษาและติดตามสถานการณ์โลกและประชาชาติของเรา
ทั้งในเรื่องราวของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
 
 
 
 

– จดหมายจากซูดาน –

16 มุฮัรร็อม 1431

มหาวิทยาลัยนานาชาติแอฟริกา

เมืองคุรฏูม ประเทศซูดาน

 

ถึง อบู, อุมมี และครอบครัว

 

                อัสลามุอะลัยกุมว่ะเราะฮฺม่ะตุลลอฮฺว่ะบ่ะเราะกาตุฮฺ

                อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ตอนนี้ ลูกสบายดี การดำเนินเรื่องในการศึกษาที่นี่ก็ไม่ติดขัดอะไรมากนัก ที่มหา’ลัยนี้มีคนมาจากหลายประเทศ มีแทบจะครบทุกประเทศในทวีปแอฟริกา  และมีคนตุรกีประมาณ 50 คน คนจีนประมาณ 100 คน  คนอินโดนีเซียประมาณ 200 คน คนไทยประมาณ 100 คน และมีคนทาจิกิสถาน อาเซอร์ไบจาน ยูเครน รัสเซีย แซมเบีย ลิเบีย อิรัก อัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ มาเลเซียบ้างประปราย  มหา’ลัยนี้มีคนซูดานประมาณ 20 % เท่านั้นเอง ดังนั้นภาษาที่ใช้เป็นภาษากลางคือภาษาอาหรับ

จริงๆ แล้วคนซูดานไม่ได้พูดภาษาอาหรับ ภาษาของคนซูดานคือ ดัรญียฺ แต่คนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็ก พ่อค้า แม่ค้า จะเข้าใจอาหรับฟุศฮะฮฺ

 

ที่ซูดานจะค่อนข้างให้เกียรติกับคนต่างชาติ และคนจำนวนมากจะเกลียดอเมริกา คนที่นี่ติดตามการเมืองอย่างจริงจัง แม้แต่เด็ก 5 – 6 ขวบก็สามารถให้ข้อมูลทางการเมืองได้ แต่บางส่วนก็เกลียด อุมัร บิน บะชีร (นายกฯ) และให้การสนับสนุนอเมริกา

ซูดานมีประชากรหลัก ๆ อยู่ 2 เผ่า ส่วนมากจะเป็นมุสลิม ประมาณ 90% และจะอาศัยอยู่ทางตอนเหนือไปถึงทางใต้ตอนบน ส่วนใต้ตอนล่างเป็นซูดานคริสเตียน ซึ่งเป็นอีกเผ่าหนึ่ง แต่ก่อนคน 2 เผ่าจะทำสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิงดินแดน โดยพวกคริสเตียนได้รับการสนัยสนุนจากอังกฤษ แต่ตอนนี้รัฐบาลได้ทำสัญญาสันติภาพ

 

ผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่เป็นซูฟีย์ประมาณ 60 % แต่ผู้รู้ที่เป็นซุนนะฮฺมีเยอะมาก และการเรียน-การสอนตามมัสญิดของชาวซุนนะฮฺก็มีเยอะมากเช่นกัน ซูดานเป็นประเทศที่มีน้ำมันเยอะ แต่คนที่เข้ามาขุดน้ำมันคือจีน ส่วนใหญ่สินค้าที่นี่จะมาจากจีน

ที่ซูดาน หน้าร้อนจะร้อนมาก อุณหภูมิบางครั้งเกือบ 60 องศา แต่จะไม่มีเหงื่อ เนื่องจากอากาศแห้ง

 

อาหารที่มหา’ลัยเลี้ยง ตอนเช้าจะเป็นขนมปังกับฟูน (ถั่วกวน) หรืออะดัช (เป็นถ่วอีกแบบหนึ่ง) กับชา  ตอนกลางวันจะเป็นซุปมันสำปะหลัง (มีเนื้อนิดหน่อย) และตอนเย็นจะกินแกงมันสำปะหลังกับเนื้อ ถ้าไปช้าก็ต้องกินข้าวกับน้ำซุปน้ำแกงอย่างเดียว

เรื่องหอพักก็ไม่ลำบากมาก เป็นตึกคอนกรีต ติดพัดลม อยู่กัน 4 – 8 คน แล้วแต่ขนาดของห้อง

ที่มหาวิทยาลัยนี้ค่อนข้างจะอิสระในการเคลื่อนไหว เป็นมหา’ลัยที่เปิดกว้างให้หลายแนวความคิด คนไทยที่นี่ก็มีหลากหลายแบบ  มีการรวมตัวกันในการไปเอาอาหารและสร้างครัวเพื่อทำอาหารกินเอง

 

เรื่องเงินและค่าใช้จ่ายส่วนมากจะหมดไปกับการซื้อหนังสือ และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ หนังสือที่ว่านี้คือ หนังสือที่เชคจะใช้สอนตามมัสญิด ในหนึ่งอาทิตย์จะมีเรียนตามมัสญิดไม่ต่ำกว่า 10 หัวข้อ เช่น เรียนตัฟซีรญะลาลัยนฺ, ศอเฮียฮฺบุคอรียฺ, ศอเฮียฮฺมุสลิม, อะกีดะฮฺ อิบนฺ อบี ซัยดฺ, อะกีดะฮฺสลัฟ, ซุนันอบีดาวูด, ซาดุลมะอ๊าด, ฟิกฮฺฮัมบาลี, ฟิกฮฺมาลีกียฺ, ฟิกฮฺฮานาฟียฺ, ชัรหฺ อิบนุ อะกีล เป็นต้น ซึ่งการเรียนสอนเหล่าจะมีอยู่ที่มัสญิดรอบ ๆ มหาวิทยาลัย

ส่วนเรื่องอาหารการกิน ลูกกินอาหารที่มหา’ลัยเลี้ยงได้ บางครั้งก็รู้สึกอร่อยด้วย ถ้าเวลาที่หิวจะรู้สึกอร่อย แต่คนไทยหลายคนกินอาหารซูดานไม่ได้ ต้องทำอาหารกินเอง ค่าอาหารในเดือนหนึ่งลูกใช้ไม่เกิน 400 บาท

ตอนนี้ลูกสบายดี อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ยังคิดถึงเป็นห่วงและดุอาอฺให้ครอบครัวเราอยู่เสมอ

 

ด้วยสลามและดุอาอฺ

รองเท้าที่ดีที่สุดในโลก

 
 

                                                        

The Best Shoes in the World!

อิมาม อันวาร  อัล-เอาลากี

 

 

 

จอร์จ บุชไม่ได้เคยพูดหรอกหรือว่าอเมริกันชนทั้งหลายจะได้รับการต้อนรับบนท้องถนนในอิรักด้วยดอกไม้และกลีบกุหลาบ   

เจ็ดปีต่อมา ตัวจอร์จ บุชเอง กลับได้รับการต้อนรับด้วยรองเท้าคู่1!

 

เมื่อวานนี้ (14 ธันวาคม) ขณะที่บุช อัล-กัซซาบ(เติมสร้อยโดยผู้แปล) กำลังล่าวถ้อยแถลงอยู่  ณ สำนักงานนายกรัฐมนตรีอิรักในกรุงแบกแดด นักข่าวชาวอิรักได้ขว้างร้องเท้าข้าง1 ใส่เขา  ซึ่งประธานาธิบดีบุชสามารถหลบได้อย่างว่องไวเพียงเพื่อจะพบรองเท้าอีกข้าง1ถูกเขวี้ยงตามมา  น่าเสียดายที่เขายังสามารถหลบได้ทันตามเคย (ใส่อารมณ์ความรู้สึกโดยผู้แปล)  ที่จริงแล้วบุชได้แสดงให้เห็นถึงทักษะในการหลบหลีกของเขามาตั้งแต่เหตุการณ์11กันยา  นักข่าวผู้ขว้างรองเท้าได้กล่าวขณะประกอบวีรกรรมด้วยว่า นี่คือจูบอำลาสำหรับแก ไอ้สุนัข มันถูกส่งมาจากบรรดาหญิงหม้าย  เด็กกำพร้า และผู้ถูกฆ่าในอิรัก

 

 

ในโลกอาหรับ  ทั้งการขว้างรองเท้าใส่ และการเรียกขานว่าเป็นสุนัข นับว่าเป็นรูปแบบร้ายแรงของการการดูหมิ่น และไม่ให้ความเคารพ  ทว่าการกระทำนี้-อัลฮัมดุลิลลาฮฺ-ย่อมถือเป็นสิ่งคู่ควรแก่ผู้ยึดครองแผ่นดินของมุสลิม  รองเท้าของนักข่าวคนนี้ยังดียิ่งกว่าบรรดาผู้นำอาหรับที่พาเหรดกันเอาลูกสาวไปเต้นรำให้บุชดู

 

ก่อนที่บรรดาอุละมาอฺในเขตปลอดภัย, บรรดามุสลิมสายกลาง และบรรดานักประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักการศาสนาในการดูหมิ่นผู้อื่น จะลุกขึ้นมาปกป้องบุชโดยกล่าวว่าการกระทำของนักข่าวคนนี้ไม่สอดคล้องกับซุนนะฮฺ  กรุณาทราบด้วยว่ามุสลิมจะปฏิบัติอย่างอ่อนโยนเป็นมิตรต่อบรรดาผู้ฏิเสธก็เฉพาะแต่ผู้ที่คู่ควรที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น และผู้ที่ให้ความเคารพต่ออิสลาม  แต่กับบรรดาผู้โอหังและล่วงละเมิดนั้นเราย่อมจะต่อต้านพวกเขาอย่างเฉียบขาด  ท่านอบูบักรได้เคยประณามสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธในเหตุการณ์ที่ฮุดัยบียะฮฺ และท่านอุมัรก็ได้ตำหนิ ต่อว่า และสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านั้นอยู่หลายครั้ง

 

 ขอเพิ่มเติมไว้ด้วย-แม้มันออกจะน่าหัวเราะ-สำหรับผู้ที่กล่าวว่า อัล-มาลิกี(นายกรัฐมนตรีอิรัก)คือผู้นำประเทศมุสลิม   ดังนั้นมุสลิมไม่ควรจะแสดงอะไรที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเขา  ขอถามว่านักข่าวคนนี้จะบาปไหมที่ไม่ขออนุญาติอัล-มาลิกีก่อนตัดสินใจขว้างรองเท้า?  เมื่อการกระทำดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งฟิตนะฮฺในสายตาของพวกเขา

 

น่าเสียดายที่การขว้างนั้นพลาดเป้าไป   ใครบางคนในอินเตอร์เน็ตกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า ไม่มีใครต้องการให้บุชหลบจากรองเท้านั้นได้ทัน  มันเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่พลาดไปซะแล้ว ณ ที่นั่น

 

สุดท้าย หากใครรู้ว่ารองเท้าที่นักข่าวคนนั้นใส่ยี่ห้ออะไร กรุณาแจ้งให้เราทราบด้วย พวกเราจะได้ออกไปหาซื้อมาไว้บ้าง เพื่อความเป็นอัน1อันเดียวกันกับพี่น้องของเรา!

 

………………………………………………………………………………………………………………………………

เพิ่มเติม

ตอนนี้รู้สึกชาวโลกจะสนุกกันใหญ่ละ กับการสร้างอะไรสักอย่างเพื่อแต่งเติมเหตุการณ์ให้เป็นไปตามที่หมายใจ  เฉพาะภาพทั้งแบบเคลื่อนไหวและนิ่งนี่ก็เห็นมีหลายเวอร์ชั่น

 

          เวอร์ชั่นไม่พลาด

 

 

 

 

          เวอร์ชั่นมาทั้งเท้า

 

 

 

          และอีกสารพัดอย่าง

 

 

 

 

ปล.

แม้ว่าเหตุการณ์นี้หากวิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็จะได้บทเรียนหลายอย่าง โดยเฉพาะในแง่ความตกต่ำของผู้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับอิสลามทั้งที่มีอำนาจมากมายอยู่ในมือ  แต่ก็ควรนะซีฮะฮฺตัวเองและพี่น้องไว้ด้วยว่า  ไม่ควรสนุกสนานกับเรื่องนี้มากเกินไปจนลืมไปว่าที่จริงแล้วยังมีหน้าที่อีกมากมายที่เราต้องทำต่อศัตรูของดีนนี้ มากยิ่งกว่าขว้างรองเท้า  หรือนั่งมองคนอื่นขว้างรองเท้า

 

วัลลอฮุอะอฺลัม