Fursanee [My Knight] 03

– ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ  อัซซาม –

 

 

مِنَ الْمُؤْمِنِينَ رِجَالٌ صَدَقُوا مَا عَاهَدُوا اللَّهَ عَلَيْهِ   ”

فَمِنْهُم مَّن قَضَى نَحْبَهُ وَمِنْهُم مَّن يَنتَظِرُ وَمَا بَدَّلُوا تَبْدِيْلاً

“ ในหมู่ผู้ศรัทธามีบุรุษผู้มีสัจจะต่อสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาต่ออัลลอฮ์เอาไว้

ดังนั้นในหมู่พวกเขามีผู้ปฏิบัติตามสัญญาของเขา

และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ยังคอย(การตายชะฮีด) โดยที่พวกเขามิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด”

[อัล-อะฮฺซาบ 33 : 23]

ในขณะที่ชีวิตในดุนยาของเราดำเนินไป…วันแล้ว…วันเล่า…คืนแล้ว…คืนเล่า    เรื่องราว  ปัญหา และสรรพสิ่งต่าง ๆ แห่งดุนยาได้เข้ามาแบ่งปันพื้นที่ในชีวิตของเราเท่า ๆ หรืออาจมากยิ่งกว่าเรื่องราวแห่งอาคิเราะฮฺ  ดุนยายังคงทำให้เราสุขและทุกข์  ลิงโลดและว้าวุ่นใจ   สมหวังและผิดหวัง…ได้อยู่เรื่อยไป  

 

ช่วงเวลาเดียวกัน…ชีวิตคนอีกกลุ่ม1 ของอุมมะฮฺนี้ยังคงดำเนินไปในตลาดแห่งเสียงปืน  ตลาดที่พวกเขาได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  โดยมีชีวิตของพวกเขาเป็นสินค้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับสวนสวรรค์ของพระองค์   พวกเขาละทิ้งความสุขสบายที่ท้ายแถวเพื่อมุ่งหน้าสู่ความยากลำบากในแนวรบด้านหน้า  บางส่วนของพวกเขายังคงใช้วันและคืนอันหนักหนาไปในแนวรบทั้งบนภูเขา และท้องทะเลทราย  อีกบางส่วนของพวกเขาได้รับคัดเลือกแล้วให้ล่วงหน้าไปก่อนสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์  หากเรื่องราวของพวกเขายังคงมีชีวิตเสมอในหัวใจของคนที่อยู่เบื้องหลัง…คนที่หวังจะได้ร่วมกองคาราวานเดียวกับพวกเขา

 

หน้าประวัติศาสตร์อิสลามเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้กล้า…ลูกผู้ชาย…และอัศวิน  1ในบรรดาอัศวินเหล่านั้นเองที่เคยกล่าวไว้ว่า หน้าประวัติศาสตร์อิสลามไม่เคยถูกเขียนขึ้น เว้นแต่ด้วยเลือดของชุฮะดาอฺ…เรื่องราวของชุฮะดาอฺ…และแบบอย่างของชุฮะดาอฺ

 

เขา…ผู้กล่าวประโยคข้างต้น ไม่เพียงแต่‘กล่าว’เท่านั้น  หากยัง‘ทำ’ให้เห็นด้วยว่าคำกล่าวของเขานั้นเป็นความจริง หน้าประวัติศาสตร์อิสลลามยินดีต้อนรับเขาเฉกเช่นที่เคยต้อนรับบรรดานักสู้คนอื่นๆ ในทุกยุคสมัย

เขา…คือคนที่ผู้ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการญิฮาดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายข่าวกรองหรือนักวิจัย   มุญาฮิดีนหรือเอฟบีไอ…จะละเว้นที่จะพูดถึงประวัติ  ผลงาน และถ้อยคำของเขาไม่ได้เลย

เขา…คือคนที่นิตยสารไทม์ขนามนามว่าเป็น ‘ผู้คืนชีพให้แก่การญิฮาดแห่งศตวรรษที่20’ ในขณะที่อุซามะฮฺ บินลาดิน กล่าวว่า “หลังจากเขาแล้ว…มุสลิมะฮฺของประชาชาตินี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า  พวกเธอไม่สามารถให้กำเนิดบุรุษเยี่ยงเขาได้อีก” 

                เขา…คือ คนที่รวมคน2ประเภทอันเป็นหัวใจของอุมมะฮฺนี้ นั่นคือ ‘อุละมาอฺ’ และ ‘มุญาฮิดีน’เข้าไว้ในตัวคน ๆ เดียว 

                เขาคือ ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัซซาม…อาลิมที่บรรดาอุละมาอฺยกให้อยู่แถวหน้าในสนามความรู้  มุญาฮิดที่บรรดามุญาฮิดีนยกให้อยู่แถวหน้าในสนามการรบ

 

               

 

          ปีค.ศ.1941ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ  ยูซุฟ  อัซซามได้ถือกำเนิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองญินีน ประเทศปาเลสไตน์  ท่านถูกเลี้ยงดูมาท่ามกลางบรรยากาศของครอบครัวที่เคร่งครัดในศาสนา ครอบครัวของท่านได้สนับสนุนการศึกษาอิสลามของท่านตั้งแต่อายุยังน้อย   ความเฉลียวฉลาดและบุคลิกภาพอันสุขุมสงบเสงี่ยมผิดจากเด็กอื่น ๆ ของท่านเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้านละแวกนั้น

          หลังจากจบประถมและมัธยมจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในหมู่บ้านแล้ว  ชัยคฺอัซซามก็ได้เข้าเรียนต่อที่กุลลียะฮฺ(วิทยาลัย)เคาะดูรียะฮฺจนกระทั่งได้ประกาศนียบัตร  โดยที่ท่านเป็นนักศึกษาที่อายุน้อยที่สุดในกุลลียะฮฺ  จากนั้นท่านได้ย้ายไปเป็นครูสอนหนังสือในหมู่บ้านทางตอนใต้ของจอร์แดนระยะ1  ก่อนจะมาเรียนต่อทางด้านชะรีอะฮฺจนจบปริญญาที่มหาวิทยาลัยดามัสกัสในปี 1966  ขณะที่เรียนอยู่ที่นี่ท่านได้กลับไปเยี่ยมบ้านบางครั้ง  และได้แต่งงานกับมุสลิมะฮฺที่ครอบครัวสนิทสนมกัน ภรรยาของท่านเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘อุมมุ มุฮัมมัด’ ชัยคฺอัซซามมีลูกชาย 5คน ได้แก่ มุฮัมมัด อิบรอฮีม ฮุซัยฟะฮฺ ฮัมซะฮฺ และมุศอับ  ส่วนลูกสาวอีก 3คน ชื่อฟาติมะฮฺ  วะฟาอฺ และสุมัยยะฮฺ   

 

 

          หลังจากเรียนจบเพียงปีเดียว  กองทัพของอิสราเอลก็ได้เข้ายึดครองที่ดินในเวสต์แบงค์อย่างเต็มรูปแบบ  ชัยคฺอัซซามตัดสินใจฮิจเราะฮฺไปยังจอร์แดนเพื่อเรียนรู้เรื่องราวและทักษะการต่อสู้  เพราะในสภาพการณ์ขณะนั้นท่านไม่สามารถทำอะไรได้ภายในปาเลสไตน์ นอกจากยอมอยู่ภายใต้การปกครองของยิว 

                ช่วงท้ายของศตวรรษที่1960 ชัยคฺอัซซามมีโอกาสได้เข้าร่วมการญิฮาดต่อต้านอิสราเอลกับกองกำลังในจอร์แดน  ก่อนที่ท่านจะเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโททางด้านชะรีอะฮฺจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร  ในปี 1970 กองกำลังของ PLO (องค์กรปลดปล่อยปาเลสไตน์)ถูกโจมตีอย่างหนักจนทำให้การญิฮาดต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอลต้องประสบภาวะชะงักงันไปชั่วขณะ  ในช่วงเวลานี้ชัยคฺอัซซามได้ไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยจอร์แดนในกรุงอัมมานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ   ก่อนที่ท่านจะได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรให้ไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกสาขาอุศูลุลฟิกฮฺในปี1973 ขณะนั้นท่านอายุประมาณ 32ปีเท่านั้น

                ในขณะที่อาศัยอยู่ในอียิปต์นี้ชัยค์อัซซามได้มีโอกาสไปมาหาสู่กับครอบครัวของซัยยิด  กุฏบฺอยู่เนือง ๆ  นักประวัติศาสตร์จำนวนไม่น้อยกล่าวว่าชัยคฺอัซซามได้รับอิทธิพลจากความคิดของซัยยิด กุฏบฺ ในขณะที่ชัยคฺ อัซซามเองกล่าวว่า “ใครที่อ่านหนังสือของซัยยิด กุฏบฺก็ต้องได้รับอิทธิพลจากเขา”  และยังเคยบรรยายให้ลูกศิษย์ของท่านฟังด้วยว่า ฟีซิลาลิลกุรอาน(ตัฟซีรอัล-กุรอานของซัยยิด กุฏบฺ)เป็นหนังสือที่ฉันแนะนำทั้งตัวเองและพวกท่านทุกคนให้อ่าน

                หลังสำเร็จการศึกษา  ชัยคฺอัซซามได้เข้าร่วมการญิฮาดในปาเลสไตน์  แต่สภาพการณ์ที่เป็นไปในขบวนการการต่อสู้นี้  โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้ที่เรียกตัวเองว่านักสู้แต่กลับห่างไกลจากอิสลามทำให้ท่านเกิดคำถามมากมายในใจ  จนกระทั่งวัน1 ชัยคฺอัซซามได้เอ่ยถามผู้ร่วมขบวนการคนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาว่า “ศาสนาอะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการการต่อสู้นี้” และชายคนนั้นก็ตอบท่านอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า “การต่อสู้นี้ไม่มีศาสนาอะไรทั้งนั้นอยู่เบื้องหลังมัน!”

                คำตอบสั้น ๆ นั้นเพียงพอสำหรับชัยคฺอัซซามที่จะเดินทางออกจากปาเลสไตน์ไปสอนหนังสือในซาอุดีอารเบีย 

 

 

ในปี 1979 เมื่อกองทัพคอมมิวนิสต์โซเวียตบุกเข้าอัฟกานิสถาน  ชัยคฺอัซซามซึ่งแน่ใจแล้วว่าเครื่องมือเดียวที่จะนำพาชัยชนะมาสู่อุมมะฮฺนี้คือญิฮาด  ได้ออกจากการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยคิงอับดุลอาซีซในญิดดะฮฺ แล้วพาครอบครัวเดินทางไปยังปากีสถานเพื่อหาทางเข้าสู่อัฟกานิสถานต่อไป  ปรากฏว่าท่านเป็นชาวอาหรับคนแรก ๆ ที่ได้เข้าร่วมการญิฮาดต่อต้านโซเวียตในอัฟกันครั้งนี้

อุมมุ มุฮัมมัดภรรยาของชัยคฺอัซซามได้เล่าถึงวิถีชีวิตของสามีก่อนที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิจริงว่า นับตั้งแต่แต่งงาน จนกระทั่งก่อนอพยพไปปากีสถาน  ชัยคฺอัซซามได้เตรียมตัวของท่านให้พร้อมสำหรับการญิฮาดและสำหรับชีวิตที่ยากลำบากมาตลอด  ในฤดูหนาวที่หนาวจัด ท่านเคยออกไปละหมาดฟัจญร์โดยใช้น้ำที่เย็นจัดในการอาบน้ำละหมาด  โดยปกติท่านจะรับประทานอาหารเพียงชนิดเดียว บางครั้งก็รับประทานเพียงมื้อเดียวต่อวัน  และบางครั้งก็รับประทานแต่เพียงขนมปัง  ตลอดเวลาที่ผ่านมา ท่านมีกางเกงใช้เพียงสองตัว  โดยจะใส่ตัวหนึ่งและซักอีกตัวหนึ่งสลับกัน  ถึงอย่างนั้นท่านก็เป็นคนรักความสะอาดมาก  ท่านเคยไปใช้ชีวิตในหุบเขาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะเป็นมุญาฮิด…ญิฮาดกับชัยคฺอัซซาม ก็เหมือนน้ำกับปลา!   

 

 

ขณะที่พักในปากีสถาน ชัยคฺอัซซามได้ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยนานาชาติ เมืองอิสลามาบัดอยู่บ้าง ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเลิกหน้าที่นี้ เพื่อไปทุ่มเทให้การญิฮาดภาคสนามอย่างเต็มที่  จากอิสลามาบัด ชัยคฺอัซซามและครอบครัวได้เดินทางต่อไปยังเปชาวาร์เพื่อเข้าใกล้สมรภูมิญิฮาดให้มากยิ่งขึ้น  และที่เปชาวาร์นี้เองที่ท่านได้ก่อตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนฝึกฝนทักษะทางการทหารให้แก่มุญาฮิดีนในนาม บัยตุลอันซอรในขณะที่ครอบครัวของท่านก็เข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจนี้ด้วยหัวใจชนิดเดียวกัน  โดยภรรยาของท่านเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับเด็กกำพร้าภายในอัฟกานิสถานตลอดช่วงเวลาแห่งสงคราม

เปชาวาร์นับเป็นเมืองสำคัญที่อยู่เกือบติดชายแดนปากี-อัฟกัน ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงคาบูลเมืองหลวงของอัฟกัน จากจุดนี้ชัยคฺอัซซามสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในสมรภูมิญิฮาดในอัฟกันได้อย่างไม่ลำบากนัก   ท่านได้เดินทางเข้าไปในอัฟกานิสถานโดยไม่ได้พักอยู่นานในสถานที่เดียว  แต่ได้เดินทางไปทั่วเขตแดนอัฟกันไม่ว่าจะเป็นเมืองสำคัญ ๆ อย่างคาบูล  ญาลาลาบัด กันดาฮาร์  หรือตามหุบเขาและหมู่บ้านรายทางต่าง ๆ   การเดินทางนี้ได้เปิดโอกาสให้ชัยคฺอัซซามได้พบเห็นเป็นประจักษ์พยานถึงการต่อสู้ของเหล่าผู้ขายชีวิตชั่วคราวของพวกเขาเพื่อพิทักษ์ดีนของอัลลอฮฺ  ซึ่งในระยะแรกของสงครามดูเหมือนมุญาฮิดีนส่วนมากจะเป็นชาวอัฟกันเสียส่วนใหญ่ 

จากการเดินทางไปในแนวรบด้านหน้า ชัยคฺอัซซามจะกลับมาที่เปชาวาร์บ้างบางครั้ง  โดยท่านจะให้ความรู้เกี่ยวกับญิฮาดอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา  นอกจากจะปลุกใจให้มุสลิมผู้นั่งอยู่เบื้องหลังไม่ว่าในมุมใดของโลกออกมาร่วมคาราวานสู่สวรรค์ขบวนนี้แล้ว   ท่านยังพยายามที่จะสร้างความเป็นเอกภาพในท่ามกลางมุญาฮิดีนหลากหลายกลุ่มขึ้นด้วย  

 

 

ตลอดช่วงเวลาแห่งการญิฮาดในอัฟกานิสถานครั้งนี้  ชัยคฺอัซซามได้ทุ่มเททั้งเรียวแรง  ความรู้  และทุกสิ่งที่ท่านมีไปในหนทางของอัลลอฮฺ  ท่านเป็นผู้นำจากอาหรับที่เป็นที่ยอมรับในสมรภูมิท่ามกลางผู้นำมุญาฮิดีนชาวอัฟกันหลากหลายคน  นอกจากประจำการในแนวรบด้านหน้าแล้ว  ท่านยังได้ใช้ความรู้ที่ท่านมีไปกับการเผยแพร่ เชิญชวน และปลุกเร้าให้ความปรารถนาที่จะทำญิฮาดเปล่งประกายอยู่ในหัวใจของมุสลิมทั่วทุกมุมโลก  ไม่ว่าจะโดยผ่านงานเขียนที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางของท่าน  หรือโดยผ่านการเดินทางไปบรรยายในสถานที่ต่างๆ  ในระยะต่อมาสมรภูมิญิฮาดต่อต้านโซเวียตครั้งนี้จึงกลายเป็นแหล่งรวมพลมุญาฮิดีนจากทั่วทุกมุมโลก  ญิฮาดที่อัฟกันครั้งนี้ได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นญิฮาดสากลที่ข้ามผ่านกำแพงแห่งเชื้อชาติ  สีผิว  และภาษา  มีแต่อิสลามเท่านั้นที่ทำให้เหล่านักสู้จากทั่วสารทิศเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้   ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีชัยคฺอัซซามเป็นฟันเฟืองที่สำคัญยิ่ง

การอุทิศชีวิตและทุกสิ่งทุกอย่างที่ชีวิตมีไปในถนนสายญิฮาดของชัยคฺอัซซามเป็นแบบฉบับอันงดงามที่คนหนุ่มสาวรุ่นต่อ ๆ มา จะได้ยึดเอาเป็นแบบเรียน  ครั้งหนึ่งชัยคฺอัซซามได้กล่าวว่า “ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเพิ่งมีอายุเพียง 9ปีเท่านั้น  7ปีครึ่งฉันใช้มันไปในญิฮาดที่อัฟกันนี้  อีกปีครึ่งฉันใช้มันไปในญิฮาดที่ปาเลสไตน์  นอกจากนั้นแล้ว…ไม่มีค่าอะไรเลย!”

 

ชัยคฺอัซซามไม่เพียงแสดงให้ประชาชาตินี้ได้เห็นถึงความกล้าหาญทั้งในคำพูดและการกระทำ  แต่ท่านยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพและมารยาทแห่งอิบาดุรเราะฮฺมานที่แข็งกร้าวนักกับศัตรูของดีนนี้  แต่ยอมจำนนอย่างศิโรราบต่อผู้อภิบาลของทุกชีวิต  ชัยคฺอัซซามใช้ชีวิตอย่างสมถะที่สุด  ท่านถือศีลอดวันเว้นวันตามแบบของนบีดาวุด  และให้สิทธิ์แก่มุญาฮิดีนคนอื่นก่อนตนเองเสมอ 

ความสมถะและมักน้อยในวิถีชีวิตนี้เป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้ในมุญาฮิดีนเกือบทุกคน  นับตั้งแต่อดีตกาลจนปัจจุบัน  รวมทั้งมุญาฮิดคนสำคัญของโลกทุกวันนี้อย่างอุซามะฮฺ บิน ลาดิน  ชัยคฺอัซซามเคยกล่าวถึงเขาว่า ขออัลลอฮฺคุ้มครองเขาเถิด…อบูอับดุลลอฮฺ อุซามะฮฺ บิน ลาดิน  ดวงตาของฉันไม่เคยพบใครเหมือนเช่นเขาบนหน้าแผ่นดิน     เขาใช้ชีวิตเหมือนเป็นพลเมืองของประเทศที่ยากจนที่สุด  เมื่อตอนที่ฉันไปทำฮัจญฺ  ฉันเคยไปพักที่บ้านของเขาในญิดดะฮฺ ปรากฏว่าบ้านของเขาไม่มีแม้แต่โต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว   เขามีภรรยาสี่คน  และไม่มีบ้านใครในสี่คนนั้นที่มีโต๊ะหรือเก้าอี้สักตัว! คนงานในอียิปต์หรือจอร์แดนยังจะมีบ้านที่ดีเสียยิ่งกว่าที่อุซามะฮฺมี   แต่เห็นเขาเป็นแบบนี้เถอะ  หากคุณขอเงินเขาสักล้านเหรียญเพื่อไปให้มุญาฮิดีน  เขาจะหยิบเช็คออกมาเซ็นให้คุณในทันที!

เมื่อสถานการณ์การสู้รบจบลงโดยศัตรูของอัลลอฮฺเป็นฝ่ายปราชัยและยอมที่จะถอนทหารออกไป  ชัยคฺอัซซามเป็นผู้นำสำคัญคนหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ผสานกำลังของมุญาฮิดีนกลุ่มต่างๆ  เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพให้เกิดขึ้น  แต่แม้อัลลอฮฺจะประสงค์ให้ท่านมีชีวิตอยู่จนพบตอนจบของสงครามอันเต็มเปี่ยมไปด้วยสัญลักษณ์แห่งความช่วยเหลือจากพระองค์  บรรดาศัตรูของดีนนี้ที่ยังแฝงตัวอยู่ในรูปแบบต่างๆก็ยังมีความพยายามที่จะลอบสังหารท่านอยู่เสมอ

ในปี 1989อันเป็นปีสุดท้ายของสงคราม  ทหารโซเวียตได้ยกพลกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นปี  มีผู้นำระเบิดมาวางไว้ใต้มิมบัรที่ชัยคฺอัซซามต้องขึ้นคุตบะฮฺทุกวันศุกร์  อานุภาพของระเบิดที่ถูกวางไว้นี้สามารถจะสังหารทุกคนในมัสยิดได้ทั้งหมดหากมันเกิดระเบิดขึ้น  แต่ด้วยความช่วยเหลือและความประสงค์ของอัลลอฮฺ  ปรากฏว่าระเบิดดังกล่าวไม่ทำงานและสามารถเก็บกู้ได้สำเร็จ    อย่างไรก็ตาม  วันเวลาที่อัลลอฮฺประสงค์จะเรียกชัยคฺอัซซามกลับไปพบพระองค์ก็มาถึงในปีเดียวกันนี้เอง   วันนั้นคือวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 1989

ในวันนั้น  ระเบิดสามลูกถูกวางไว้บนถนนสายแคบที่รถสามารถแล่นผ่านได้เพียงเลนส์เดียวอันเป็นถนนที่ชัยคฺอัซซามต้องใช้ในการเดินทางไปคุตบะฮฺวันศุกร์  โดยในวันศุกร์นั้น ชัยคฺอัซซามได้นั่งรถไปกับลูกชายสองคน คือมุฮัมมัด และอิบรอฮีม  ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 20 และ 15 ปี ตามลำดับ เมื่อรถแล่นไปตามถนนได้ไม่นานก็ต้องหยุดลงด้วยเสียงระเบิดลูกที่1ซึ่งเกิดห่างออกไป  ทำให้ไม่มีใครเป็นอันตราย  ชัยคฺอัซซามตัดสินใจลงจากรถเพื่อเดินเท้าต่อไปยังมัสยิด  คนร้ายที่รออยู่แล้วจึงกดระเบิดที่เหลือ  เสียงระเบิดดังกังวานไปทั่วทั้งเมือง และผลลัพธ์ของมันคือการเสียชีวิตในทันทีของชัยคฺอัซซามและลูก ๆ  โดยที่ร่างของทั้งหมดต่างกระเด็นไปตกคนละที่ 

 

นั่นคือฉากสุดท้ายแห่งชีวิตในดุนยานี้ของชัยคฺ อับดุลลอฮฺ  อัซซาม…บุรุษผู้มีญิฮาดเป็นลมหายใจเข้าออก…ลูกผู้ชายที่ไม่มีวันยอมนั่งอยู่เบื้องหลังในขณะที่ดินแดนของมุสลิมถูกยึดครอง…นักขายดุนยาที่ได้ทำให้ครบถ้วนแล้วซึ่งสัญญาของเขากับเจ้าของชีวิต

ขออัลลอฮฺรับท่านไว้ในตำแหน่งชะฮีดอันสูงส่งเถิด…ชายผู้ที่สามารถจะมีชีวิตอยู่อย่างมีเกียรติและสุขสบายแค่ไหนก็ได้  ด้วยคุณสมบัติของท่าน  ความรู้ของท่าน  และโอกาสต่างๆ ในชีวิตท่าน  แต่เพราะเกียรติเดียวที่ท่านมุ่งหวังคือเกียรติแห่งชะฮีด  และความสุขสบายเดียวที่ท่านปราถนาคือความสุขสบายแห่งญันนะตุลฟิรเดาสฺ…เส้นทางที่ท่านเลือกเดินจึงมีสายเดียวเท่านั้น – เส้นทางแห่งญิฮาดฟีสบีลิลลาฮฺ!

การจากไปของชีวิต1 ในอุมมะฮฺนี้ ไม่ได้ทำให้เสียงเรียกร้องแห่งญิฮาดหายไป หรือแม้แต่เบาลง  การญิฮาดจะยังคงดำเนินต่อไปโดยคนกลุ่ม1จากอุมมะฮฺนี้ที่ได้รับคัดเลือกแล้ว  จนกว่ายามอวสานจะมาถึง  พวกเขาไม่ได้กลัวความตายมากไปกว่าความกริ้วโกรธของผู้อภิบาล  และการที่พวกเขาจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ   มีใครสักกี่คนในอุมมะฮฺนี้ที่จะสำนึกว่าการมีชีวิตอยู่อยางสุขสบาย การที่เรายังหัวเราะ  และหมกหมุ่นกับสิ่งไร้สาระได้  ขณะที่ไม่ไกลนัก…มีพี่น้องของเรากำลังถูกฆ่า  ถูกข่มขืน  และถูกทรมานทารุน…มันเป็นชีวิตที่หาเกียรติไม่ได้…ไม่ได้เลย

ที่สุดแล้วทุกชีวิตก็ต้องจากโลกนี้ไป  ในอดีตที่ผ่านมาทุกวันก็มีใครสักคนจากลาโลกนี้ไป  ในวันนี้  ขณะนี้  วินาทีนี้ก็มีใครสักคนกำลังจากไป  และพรุ่งนี้ก็เช่นกัน  แต่จะมีสักกี่คนที่การจากไปของเขาไม่อาจเรียกว่าความตายได้  เพราะเขายังมีชีวิตอยู่  และจะยังมีอยู่เสมอ  ทั้งในท้องนกสีเขียว ณ ข้างเคียงบัลลังก์ของอัรเราะฮฺมาน  และในหัวใจของคนที่อยู่เบื้องหลัง

ขออัลลอฮฺรับชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัซซามไว้ในหมู่คนเหล่านั้นเถิด…คนที่ไม่มีวันตาย!

 

((وَلاَتَحْسَبَنَّالَّذِينَقُتِلُواْفِيسَبِيلِاللّهِأَمْوَاتاًبَلْأَحْيَاِءعِنْدَ رَبِّهِمْيُرْزَقُوْنَ

فَرِحِينَ بِمَاآتَاهُمُاللّهمِنفَضْلِهِوَيَسْتَبْشِرُوْنَبِالَّذِينَلَمْ يَلْحَقُواْبِهِممِّنْخَلْفِهِمْأَلاَّخَوْفٌعَلَيْهِمْوَلاَهُمْيَحْزَنُونَ))

“และเจ้าจงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในทางของอัลลอฮ์นั้นตาย

มิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขา ในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ”

พวกเขามีความปลาบปลื้มต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่พวกเขา จากความกรุณาของพระองค์

และปิติยินดีต่อบรรดาผู้ที่ยังมาไม่ทันพวกเขาซึ่งอยู่เบื้องหลังพวกเขาว่า

ไม่มีความกลัวใดๆ แก่พวกเขาและทั้งพวกเขาจะไม่เสียใจ

[อาละอิมรอน 3: 169-170]

 

Fursanee 03 : ข้อมูลเพิ่มเติม

 

 

อ่านประวัติของชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อัซซาม เพิ่มเติม

[عربي]            

[English]

 


 

วีดีโอเกี่ยวกับชัยคฺอัซซาม

(ส่วนมากจะเป็นบรรยายภาษาอาหรับ   ภาพและเสียงไม่ค่อยชัดอันเป็นไปตามข้อจำกัดของยุคสมัย   มี ซับฯอังกฤษประกอบอยู่บ้าง   ถ้าสนใจลองเซิร์ชเพิ่มในยูทูปดู)

 

Lectures of Abdullah Azzam (with english subs)

 รวมวิดีโอเลคเชอร์ที่น่าสนใจ

 

The Sword and the Condition

รวมเลคเชอร์ของชัยคฺอัซซามเหมือนกัน เวอร์ชั่นภาษาอาหรับไม่มีซับไตเติ้ล แต่มีภาพอื่นๆ ประกอบคำบรรยาย จัดทำโดยBlack Flag Media Center

 

خطبة الشيخ عبداللہ عزام –

คุตบะฮฺของชัยคฺอัซซาม  มีภาพบรรยากาศในอัฟกันขณะนั้นด้วย

 

شیخ عبداللہ عزام شہید رحمه اللہ –

ภาพเหตุการณ์หลังชัยคฺอัซซามเสียชีวิต

 


 

งานบางส่วน ของชัยคฺ อัซซาม

(ส่วนมากจะอยู่ในรูปคำบรรยาย หรือบทความภาษาอาหรับ  แล้วมีพี่น้องมาแปลเป็นเอกสารภาษาอังกฤษอีกที)

 

รวมบรรยายภาษาอาหรับคลิกที่นี่

 

รวมบทความภาษาอาหรับคลิกที่นี่

 

E-Books ภาษาอังกฤษ (คลิกที่ชื่อหนังสือเพื่อDownload)

 

Defence of the Muslim Lands

(เวอร์ชั่นอาหรับ.pdf >> الدفاع عن أراضي المسلمين)

เป็นหนังสือเล่มสำคัญของชัยคฺอัซซาม ที่จริงคงจะต้องกล่าวว่ามันเป็นคำฟัตวาเกี่ยวกับการญิฮาดในอัฟฆอนิสตานขณะนั้นมากกว่า  ชัยคฺอัซซามได้เขียนไว้ในคำนำว่าฟัตวานี้ได้รับการตรวจทานจากชัยคฺ บินบาซ,ชัยคฺ อุซัยมีน,ชัยคฺ อับดุลลอฮฺ นาศิฮฺ อุลวาน และอุละมาอฺโลกอิสลามขณะนั้นอีกหลายท่าน ซึ่งในส่วนเกริ่นนำของหนังสือก็ได้ตีพิมพ์คำแนะนำจากอุละมาอฺเหล่านี้บางท่านไว้ด้วย 

แต่เนื่องจากเป็นคำฟัตวาที่ค่อนข้างครอบคลุม(ภาษาอาหรับยาวประมาณ ๔๐ หน้า) โดยปูพื้นตั้งแต่ทรรศนะเกี่ยวกับญิฮาดทั้งสองประเภท(ญิฮาดดะฟะอฺและญิฮาดเฏาะลับ)  แจกแจงเงื่อนไข  สถานะ และความแตกต่าง ระหว่างญิฮาดที่เป็นฟัรฎูอีน และฟัรฎูกิฟายะฮฺ ตลอดจนตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการญิฮาดขณะนั้น เช่น สามารถต่อสู้โดยที่ไม่มีผู้นำ หรือสู้ในสมรภูมิที่มีผู้นำหลายคนได้หรือไม่?  สามารถรับความช่วยเหลือจากผู้ปฏิเสธที่อยู่คนละฝ่ายกับศัตรูได้ไหม? ทำให้หนังสือเล่มนี้ยังคงมีประโยชน์อยู่อย่างเต็มที่แม้ว่าญิฮาดต่อต้านโซเวียตในอัฟกันจะจบลงแล้ว  และยังคงเป็นฟัตวาที่ถูกนำมาใช้ศึกษาและอ้างอิงถึงในสถานการณ์การสู้รบสมรภูมิต่าง ๆ จนปัจจุบัน

 

– Join the Caravan

(แปะLinkไว้ในรายการหนังสือข้างบนแล้ว)

เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเชิญชวน ปลุกใจ ให้มุสลิมออกมาญิฮาด  โดยชี้แจงถึงเหตุผลต่าง ๆ ทั้งความจำเป็นของการญิฮาด และภาคผลที่บรรดามุญาฮิดีนจะได้รับ

 

– Al-Jihad : Linguistically and Legally

(แปะLinkไว้ในรายการหนังสือข้างบนแล้ว เช่นกัน)

เป็นบทความสั้น ๆ สองหน้าเอสี่เอง  อธิบายเกี่ยวกับความหมายของคำว่า ญิฮาด ในเชิงภาษาศาสตร์ และนิติศาสตร์อิสลาม(ชะรีอะฮฺ) โดยยกทรรศนะจากมัซฮับทั้งสี่มาแจกแจงไว้ด้วย

 

– Being True with Allah

– A Message to Every Youth

ทั้งสองเล่มเป็นคำแปลที่ถอดมาจากเนื้อหาส่วนหนึ่งของชุดคำบรรยายชัยคฺอัซซามเรื่อง อัตตัรบียะฮฺ อัล-ญิฮาดียะฮฺ วัลบินาอฺ โดยผู้แปลได้คัดเลือกเนื้อหาส่วนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มานำเสนอ  ทั้งสองเล่มไม่ได้เป็นตอนต่อของกันและกัน และแม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำบรรยาย   แต่ก็สามารถอ่านเข้าใจได้ในตัวเล่ม   ลักษณะเนื้อหาเป็นคล้ายการนะซีฮะฮฺ  ที่ยกโยงอายะฮฺกุรอานและซุนนะฮฺมาประกอบโดยตลอด  มีการเล่าเรื่องต่าง ๆ ทั้งจากประวัติศาสตร์  จากชีวิตของอุละมาอฺและซอลิฮีนยุคสมัยต่าง ๆ และจากชีวิตของชัยคฺอัซซามเองมาประกอบอยู่เนือง ๆ ทำให้น่าสนใจและมีบทเรียนระหว่างบรรทัดเยอะแยะสำหรับผู้อ่านอย่างใคร่ครวญ

เนื้อหาคร่าว ๆ…เล่มแรกจะเน้นเรื่องความศรัทธา และการขัดเกลาหัวใจ  เตือนให้ระวังโลกนี้ และอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเอง  บทสรุปก็คือไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไรในสังคมก็ต้องเป็นผู้ที่สัจจริงต่ออัลลอฮฺ  น้อมรับทุกคำสั่งใช้ของพระองค์  และภักดีต่อพระองค์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ส่วนเล่มสองเริ่มต้นด้วยการอ้างอิงถึงหนังสือ อัล-ฟะวาอิด ของอิบนุก็อยยิม(มีอยู่ในรายการหนังสือข้างบนบล็อกนี้ และขอแนะนำอย่างแรงๆ ให้อ่าน) ซึ่งชัยคฺอัซซามประทับใจเป็นพิเศษ  แล้วก็โยงเข้าเรื่องราวของวันวัยต่าง ๆ ในชีวิต   การใช้เวลาในโลกนี้อย่างคุ้มค่าและมีความหมาย  อันเป็นคำนะซีฮะฮฺที่เยาวชนคนหนุ่มสาวทั้งหลายควรสดับฟัง และนี่ก็คงเป็นเหตุผลให้หนังสือมีชื่อว่า A message to every youth”

 

– Signs of Ar-Rahman in Jihad of Afghan

เป็นหนังสือที่อ่านไปขนลุกไป  เพราะรวบรวมเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความช่วยเหลือของอัร-เราะฮฺมานที่มีต่อบรรดามุญาฮิดีนในสมรภูมิต่อต้านโซเวียตที่อัฟกัน โดยชัยคฺอัซซามได้ยกหลักฐานจากอัล-กุรอ่าน,อัล-หะดีษ และประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺที่เคยเกิดขึ้นในสนามรบมาระบุประกอบไว้

อุซตาฟ ซัยยาฟ อุละมาอฺมุญาฮิดีนท่าน๑ในสมรภูมิได้เขียนไว้ในคำนำของหนังสือว่า สำหรับผู้ที่สงสัยในสิ่งปฏิหาริย์เหล่านี้  เราคงจะไม่ตำหนิพวกเขา  เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขากำลังหมกหมุ่นอยู่นั้นมันห่างไกลนักกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสมรภูมิญิฮาด…เราขอเชิญชวนให้พวกเขาได้ลองมาเยือนสมรภูมิจริงดูสักครั้ง  แล้วพวกเขาก็จะได้พบด้วยตาตัวเองว่า  ผู้ที่กำลังควบคุมบงการสมรภูมิอยู่คืออัลลอฮฺตะอาลา!”

ขอหยอดน้ำจิ้มให้เรื่อง 1 ละกัน  ชัยคฺอัซซามบันทึกจากคำบอกเล่าของมุญาฮิดีนคน1ว่า เราได้เข้าโจมตีทหารคอมมิวนิสต์ในพื้นที่หนึ่งที่เรียกกันว่าอัรญูนโดยเราสามารถสังหารพวกเขาได้ถึง 500 คน และจับเป็นเชลยอีก 83คน  ในขณะที่พี่น้องมุญาฮิดีนของเราเป็นชะฮีดไปจากปฏิบัติการครั้งนี้เพียงคนเดียว  เราได้ถามพวกที่ถูกจับมาว่า  อะไรทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ยับเยินเช่นนี้   พวกเขาตอบว่า : ก็คนของพวกท่านที่ขี่ม้ามาน่ะซิ  เมื่อเรากราดยิงใส่พวกเขา  กระสุนของพวกเราไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้เลย!” เช่นเดียวกับที่ชาวบ้านอีกเมือง1เล่าว่า เมื่อพวกคอมมิวนิสต์ขับรถถังเข้ามาในเมืองของเรา  พวกเขาพยายามสอบถามถึงคอกม้าที่บรรดามุญาฮิดีนใช้ขี่ออกไปสู่รบกับพวกเขา  พวกเราทุกคนได้แต่ประหลาดใจเพราะไม่มีใครในเมืองนี้ขี่ม้าเลย!” [จากบท The Horses ,หน้า 37 – 38]

 

– In the Hearts of Green Birds

[ไฟล์เสียง .mp3 คลิกที่นี่]

[Transcript .pdf คลิกที่นี่]

อันนี้แถม  เป็นงานที่เผยแพร่โดยอัซซาม พับลิเคชั่น ที่ปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ช่วง9/11    เข้าใจว่าเป็นกลุ่มลูกศิษย์ของชัยคฺอัซซามนั่นแหละ เค้าจะพิมพ์เผยแพร่ทั้งงานของชัยคฺอัซซามและงานอื่น ๆที่เกี่ยวเนื่องกับญิฮาด อย่างข้อมูลชุดนี้ที่เล่าเรื่องประวัติชุฮะดาอฺจำนวน1ในสงครามบอสเนีย-เซอร์เบีย ช่วงปี 1992 -1995 (ความจริงชัยคฺอัซซามเองก็เขียนงานเกี่ยวกับประวัติชุฮะดาอฺไว้เป็นจำนวนไม่น้อย  ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความกว้างขวางและได้พบปะผู้คนจำนวนมากทำให้ได้เป็นประจักษ์พยานและรับฟังเรื่องราวเหล่านี้มามาก) 

รูปเดิมของข้อมูลเป็นเทปภาษาอังกฤษ  ต่อมาจึงได้มีการพิมพ์ทรานสคริปของเทปดังกล่าวออกเผยแพร่เป็นเอกสาร แต่ถึงไฟล์mp3อันมาจากเทปที่ว่าจะฟังอู้อี้ไปหน่อย  แต่ก็อยากให้ฟัง  เพราะทั้งเสียงอ่านอัล-กุรอาน  และนะชีดที่ใช้ประกอบในเทปล้วนเป็นเสียงของชุฮะดาอฺ (ส่วนมากเป็นเสียงของอบู ซุเบร อัล-มะดะนียฺ ซึ่งมีประวัติระบุอยู่ในเทปเป็นคนแรก – ขออัลลอฮฺรับเขาไว้ในตำแหน่งชุฮะดาอฺ)

……………………………………………

 

 اللهم ارزقنا الشهادة في سبيلك يامجيب الدعاء
اللهم هي موتـه واحده , فجعلها في سبيلك

آمين يارب العالمين

………………………………………….

 

Fursanee [My Knight] 002

-อบู มุศอับ อัซ-ซัรกอวียฺ-
 

((مِنَالْمؤْمِنِينَرِجَالٌصَدَقوامَاعَاهَدوااللَّهَعَلَيْهِ

فَمِنْهم مَّن قَضَىنَحْبَه

 وَمِنْهممَّنيَنتَظِروَمَابَدَّلواتَبْدِيلاً))

“ในหมู่ผู้ศรัทธามีบุรุษผู้มีสัจจะต่อสิ่งที่พวกเขาได้สัญญาต่ออัลลอฮฺเอาไว้

ดังนั้นในหมู่พวกเขามีผู้ปฏิบัติตามสัญญาของเขา

และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ยังคอย(การตายชะฮีด) โดยที่พวกเขามิได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด”

[อัล-อะฮฺซาบ 33 : 23]

เขาเป็นทหารของอัลลอฮฺที่พลพรรคของชัยฏอนเคยต้องการตัวมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

ภาพของเขาเป็นที่คุ้นตา เพราะเคยถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสื่อของศัตรู

ซึ่งล้วนตอกย้ำว่าเขาเป็นตัวอันตราย  น่ากลัว และช่างโหดเหี้ยม

เขาจึงจากไปท่ามกลางความรู้สึกยินดีของศัตรูอิสลาม ของคนในโลก และแม้กระทั่งของมุสลิมบางคน

หากที่จริงแล้ว…เขาอาจเป็นมุสลิมีนคนแรก ๆ ของอุมมะฮฺนี้ที่เหมาะสมแก่คำว่า สุภาพบุรษ

เพราะเขาคือคนที่ไม่อาจทนฟังเสียงหวีดร้องของน้องสาวในอิรักได้ 

ไม่มีคำว่า เราไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้บ้าง หรือ  เราจะร้องไห้ให้เธอนะ 

หากเป็น… เรามาแล้ว!”

ใช่ เขามาแล้ว และก็ไปแล้ว…ล่วงหน้าเราไปก่อนแล้วในหนทางสู่ท้องนกสีเขียว

 

อบู มุศอับ  อัซ- ซัรกอวียฺ…อมีรุลมุญาฮิดีนแห่งสมรภูมิอิรัก!

 

 

                “พี่น้องร่วมสายเชือกอิสลามคนหนึ่งของท่าน  บ่าวผู้ต่ำต้อยสิ้นไร้และหวังเสมอในความเมตตาของผู้อภิบาลของเขา  – อะหฺหมัด ฟะฎีล นะซาล อัล-เคาะลัยละฮฺ – จากเผ่าบนี ฮาซัน ในจอร์แดน

                นี่เป็นคำแนะนำตัวเองของอบูมุศอับ อัซ-ซัรกอวียฺ เมื่อให้สัมภาษณ์กับสื่อสายมุญาฮิดีนที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง อัล-ฟุรกอน (Al-Furqan Media)

 

สำหรับรายละเอียดที่มากกว่านั้น : อบู มุศอับ มีชื่อจริงว่า อะหฺหมัด ฟะฎีล นะซาล อัล-เคาะลัยละฮฺ  เกิดเมื่อ 30 ตุลาคม 1966 ในเมืองซัรกออฺ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงอัมมาน เมืองหลวงประเทศจอร์แดน  นั่นคือที่มาของฉายานาม “อัซ-ซัรกอวียฺ” ที่ต่อท้ายชื่อของเขา อันหมายความว่าชาวเมืองซัรกออฺนั่นเอง

อบู มุศอับเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจนของเผ่าบนีฮะซัน  ช่วงปลายทศวรรษที่1980 เขามีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตศึกษาอิสลามในมัสยิดฮุซัยนฺ บิน อาลี ซึ่งตั้งอยู่ในจอร์แดน  ช่วงเวลานี้เองที่เขาเริ่มหันมาสนใจการใช้ชีวิตตามบทบัญญัติอิสลามอย่างจริงจัง  เมื่ออายุได้ 23 ปี หลังจากแต่งงานเพียงไม่กี่เดือน เขาก็ตัดสินใจเดินทางไปยังอัฟฆอนิสตาน…สมรภูมิญิฮาดแห่งทศวรรษ  อันเป็นเสมือนที่รวมพลของชุฮะดาอฺแห่งช่วงเวลานั้น

 

การเดินทางไปอัฟฆอนิสตานในเวลานั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะศัตรูของมุญาฮิดีนในสมรภูมินี้คือคอมมิวนิสม์โซเวียต ซึ่งถือเป็นศัตรูของอเมริกาขณะนั้นด้วย  การเดินทางเข้า-ออกอัฟฆอนิสตานตอนนั้นจึงไม่มีอะไรยุ่งยากนัก  เมื่อนโยบายระหว่างประเทศของอเมริกาไม่ได้ทำตัวเป็นอุปสรรคของการเดินทาง(ต่างจากสมัยนี้)   อบูมุศอับไปถึงอัฟฆอนิสตานในปี 1989 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โซเวียตเริ่มถอนทหารออกไปแล้ว  แม้แง่หนึ่งเขารู้สึกเสียใจกับการไปถึงที่ช้าเกินไปของตนเองแต่เขาก็ยอมรับว่าการไปอัฟฆอนิสตานครั้งนี้ได้ให้บทเรียนและประสบการณ์ที่มีคุณค่าแก่เขามากมาย  

 

อบูมุศอับเดินทางกลับมายังจอร์แดนในปี 1992  ช่วงเวลาหลายปีต่อจากนี้เป็นช่วงเวลาที่เขาใช้เวลาส่วนมากไปในห้องขังของทางการจอร์แดน เนื่องมาจากแนวคิดล้มล้างระบอบกษัตริย์ เพื่อสถาปนาระบอบคิลาฟะฮฺของเขา ซึ่งทำให้ทางการเชื่อว่าเขามีส่วนพัวพันกับคดีทางความมั่นคงหลายคดี  ในห้องขังนี้เอง ที่อบูมุศอับได้ใช้เวลาฮาฟิซอัล-กุรอานจนจบเล่ม และในช่วงเวลานี้เอง ที่เขาได้พบและศึกษาความรู้จากชัยคฺ อบู มุฮัมมัด อัล-มักดิซซี อุละมาอฺมุญาฮิดีนคนสำคัญที่ถูกจับกุมตัวโดยทางการจอร์แดนในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเมื่อได้รับการปล่อยตัวแล้ว ชัยคฺอัล-มักดิซซีก็ถูกคุมตัวอีกครั้งในปี 2005 จนกระทั่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา(อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)  ในขณะที่อบู มุศอับนั้น เมื่อได้รับการปล่อยตัวในปีค.ศ.1999 แล้ว  เขาก็ตัดสินใจเดินทางไปยังอัฟฆอนิสตานอีกครั้งโดยผ่านทางพรมแดนปากีสถาน โดยเขาได้ตั้งค่ายฝึกฝนอบรมมุญาฮิดีนในเมืองเฮรัตทางตะวันตกของอัฟฆอนิสตาน ในขณะที่บางรายงานเชื่อว่าเขามีค่ายสำหรับมุญาฮิดีนอยู่ทางตอนเหนือของอัฟฆอนิสตานอีกแห่งหนึ่งด้วย

 

เมื่อเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 อันนำมาซึ่งการโจมตีอัฟฆอนิสตานของสหรัฐอเมริกา เพื่อล้มล้างรัฐบาลตอลิบัน อบูมุศอับก็ได้ร่วมต่อสู้ต้านทานกองทัพอเมริกันร่วมกับมุญาฮิดีนคนอื่น ๆ  ครั้นเมื่อแนวรบของมุญาฮิดีนประสบความเพี่ยงพล้ำ  รัฐบาลตอลิบันต้องล่าถอยออกจากกรุงคาบูล พร้อม ๆ กับที่ข่าวการเตรียมพร้อมโจมตีอิรักของกองทัพอเมริกา ได้แพร่สะพัดไปทั่วโลก  อบูมุศอับก็ปรากฏตัวร่วมปฏิบัติการกับกลุ่มมุญาฮิดีนทางตอนเหนือของอิรักในช่วงกลางปี 2002  จนกระทั่งเมื่ออเมริกาตัดสินใจโจมตีอิรักในเดือนมีนาคม 2003   อบูมุศอับจึงได้รวบรวมมุญาฮิดีนจำนวนหนึ่งตั้งกลุ่มต่อสู้ผู้รุกรานขึ้นมาใหม่ในชื่อ “เตาฮีดวัลญิฮาด” โดยขยายฐานการญิฮาดไปตามเมืองใหญ่ที่เป็นที่ตั้งฐานทัพของผู้รุกรานประเทศโดยเฉพาะในกรุงแบกแดดและสมรภูมิที่ฟัลลูญะฮฺ    ต่อมาเมื่อมุญาฮิดีนกลุ่มดังกล่าวได้สถาปนาความสัมพันธ์กับอัล-กออิดะฮฺอย่างเป็นทางการในปลายปี 2004แล้ว  ก็มักจะถูกเรียกในสื่อตะวันตกโดยทั่วไปว่า กลุ่มอัล-กออิดะฮฺแห่งอิรัก  ซึ่งมีอบูมุศอับ อัซ-ซัรกอวียฺเป็นอะมีร ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

ตลอดช่วงเวลาราว ๆ สามปีในอิรัก  โดยเฉพาะช่วงปี 2005  ภาพของอบูมุศอับได้ปรากฏตามสื่อตะวันตกอยู่บ่อยครั้ง  และทุกครั้งนั้นคือการตอกย้ำความน่ากลัวและโหดเหี้ยมของผู้ชายคนนี้ อบูมุศอับจึงกลายเป็นผู้ที่กองทัพของศัตรูอิสลามต้องการตัวมากที่สุดในเวลานั้น  โดยเขามีค่าหัวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกร่วมกับอุซามะฮฺ บินลาดิน มุญาฮิดผู้นำกลุ่มอัล-กออิดะฮฺ 

 

ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ในอิรักที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับอบูมุศอับ ผ่านการนำเสนอของสื่อตะวันตก   ทำให้ความเกลียดชังของประชาคมโลกพุ่งเป้าไปที่เขา ไม่เว้นแม้แต่พี่น้องมุสลิมบางคนที่อดนึกไม่พอใจการกระทำอันรุนแรงของเขาไม่ได้  หากที่จริงแล้ว…ตัวตนของเขา ความคิดของเขา คำพูดคำจา และการกระทำของเขาที่สะท้อนผ่านงานและภารกิจต่าง ๆ ของเขา  ตลอดจนคำบอกเล่าของมุญาฮิดีนผู้ใกล้ชิดเขา…ช่างห่างไกลเหลือเกินกับสิทธิที่จะถูกไม่พอใจโดยมุสลิมผู้นอนเอกเขนกอยู่กับบ้าน

 

 “…ถ้อยคำเขาน้อย  การกระทำเขามาก

เขามักนั่งประชุมเป็นระยะเวลานานท่ามกลางมุญาฮิดีน  โดยแทบจะไม่ยกศีรษะของตนขึ้นเลย

ไม่เคยมีสิ่งใดทำให้อบูมุศอับโกรธได้  เว้นแต่การที่บัญญัติของอัลลอฮฺถูกล่วงละเมิด

…เขายึดเอาร่อซูลของเขาเป็นต้นแบบในการแสดงออกต่าง ๆ

                นั่นคือคำอธิบายถึงอบูมุศอับ ของชัยคฺ อบุล ลัยษฺ อัลลิบบียฺ อุละมาอฺมุญาฮิดีนที่เพิ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯไปเมื่อต้นเดือนก่อน (ขออัลลอฮฺรับเขาไว้ในตำแหน่งชะฮีด)

 

            ตลอดการปฏิบัติการในฐานะอมีรของกลุ่มมุญาฮิดีนในอิรัก อบูมุศอับแสดงจุดยืนชัดเจนตลอดมาในการแบ่งแยกอย่างแน่ชัดระหว่าง พลพรรคของอัลลอฮฺ กับ ศัตรูของอัลลอฮฺ ดังนั้นสำหรับผู้ยึดครองที่ปฏิเสธศรัทธา ผู้ให้การสนับสนุนผู้ยึดครอง รวมทั้งผู้นอกรีตอย่างรอฟิเดาะฮฺ(ชีอะฮฺ) เขาจึงไม่มีความเมตตาใดใดให้  ในขณะที่สำหรับพี่น้องมุสลิม และโดยเฉพาะบรรดามุญาฮิดีนผู้ทำการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ  เขาเมตตาอ่อนโยนยิ่งกว่าที่พวกเราผู้อยู่สุขสบายปฏิบัตติต่อกันซะอีก

 

أَشِدَّاءعَلَىالْكفَّارِ   رحَمَاء بَيْنَهم

“เป็นผู้เข้มแข็งกล้าหาญต่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา เป็นผู้เมตตาสงสารระหว่างพวกเขาเอง”

[บางส่วนของ อัล-ฟัตฮฺ 48:29]

 

มุสลิมผู้บริโภคสื่อของศัตรูอย่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างเรา ๆ สักกี่คนที่จะรู้

…ว่าผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าโหดเหี้ยมคนนี้แหละ ที่ไม่ยอมทานอาหารก่อนที่มุญาฮิดีนภายใต้การนำของตนจะได้ทาน  แม้ว่ามันจะเป็นอาหารที่เขาโปรดปรานสักเพียงใดก็ตาม

…ว่าผู้ชายที่สื่อตะวันตกกล่าวว่าดุดันกระหายเลือดคนนี้แหละ  ที่เคยยกเลิกการปฏิบัติการโจมตีรถขนสินค้าของชายผู้ให้การสนับสนุนผู้รุกราน  เพียงเพราะว่ามีลูกชายของเขาที่ยังไม่รู้ความนั่งมาด้วย

…ว่าผู้ชายที่ไม่เคยหวั่นเกรงผลที่ตามมาใดใดจากการสังหารศัตรูของอัลลอฮฺนี่แหละ  คือผู้ที่ร้องไห้จนทรงตัวไม่อยู่เมื่อได้รับทราบสิ่งที่มุสลิมะฮฺในเรือนจำอบูฆอริบถูกกระทำ

                …ว่าผู้ชายที่มุสลิมผู้เสพย์ข่าวจากศัตรูกล่าวหาว่าเขาทำลายภาพลักษณ์อันดีงามของอิสลามนี่แหละ  ที่กล่าวปลุกปลอบใจมุญาฮิดีนในอิรักอยู่เสมอว่า “พวกท่านจงดำเนินการญิฮาดต่อไปเถิด  และจงอย่ายอมแพ้  เพราะอุมมะฮฺอิสลามทั้งหมดกำลังมองมายังเรา   เราต้องพิทักษ์เกียรติและศักดิ์ศรีของพี่น้องของเราจากศัตรูอิสลาม”

                แบบไหนกันแน่ … ‘ลูกผู้ชาย’ ในทรรศนะอิสลาม ?

 

 

 “โอ้ ประชาติอิสลาม จงเข้มแข็งเถิด! จงเข้มแข็ง!”อบูมุศอับเคยกล่าวในเทปที่ถูกเผยแพร่แก่สาธารณะชน เพื่อส่งสาสน์ไปถึงอุมมะฮฺอิสลามทั้งหมด

 “หากจุดมุ่งหมายของท่านบริสุทธิ์ต่ออัลลอฮฺองค์เดียว  และยืนหยัดอย่างมั่นคง ชัยชนะจะต้องเป็นของท่าน…หนทางของอัลลอฮฺนั้นชัดเจนยิ่ง ดังนั้นจงดำเนินไป และอย่าติดอยู่กับหล่มแห่งความไม่เห็นพ้องต้องกันในระหว่างพวกท่านด้วยกันเอง”

 

“ความตั้งใจมุ่งมั่น และความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของท่านจะอ่อนแอลงได้อย่างไร เมื่อท่านเห็นศัตรูของท่านบุกเข้าค้นทั่วบ้านของท่าน  แล้วท่านจะอยู่นิ่งเฉยได้อย่างไรเมื่อเห็นน้องสาวและมารดาของท่านถูกข่มขืนโดยศัตรู

พวกท่านไม่ได้ยินหรือ เสียงหวีดร้องของน้องสาวพวกท่านจากเบื้องหลังลูกกรง และห้องขังของพวกครูเสด?

พวกท่านไม่เห็นหรือ ว่าอะไรเกิดขึ้นกับพี่สาวของพวกท่านในฟัลลูญะฮฺ?

พวกท่านไม่เคยได้ยินหรอกหรือ เรื่องราวของมารดาคนหนึ่งของพวกท่านที่ศักดิ์ศรีของเธอถูกเหยียบย่ำทำร้ายโดยพวกชีอะฮฺ?

เมื่อพวกมันบุกเข้าค้นบ้านของเธอ เพื่อจับกุมสามีของเธอ  เมื่อไม่พบเขา พวกมันก็จับตัวเธอไปแทน    เธอขอร้องอ้อนวอนให้พวกมันปล่อยตัวเธอไป  โดยลงทุนยอมแม้กระทั่งก้มลงจูบรองเท้าของพวกมันและวิงวอนว่า “ฉันก็เป็นชาวอิรักเหมือนพวกคุณ ได้โปรดอย่าส่งฉันไปให้ทหารอเมริกันเลย”  

แต่พวกชีอะฮฺกาเฟรไม่สนใจคำร้องขอของเธอ  พวกมันปิดตาเธอ มัดมือเธอไพล่หลัง  และโยนเธอเข้าไปในรถของทหารอเมริกันที่จอดรออยู่…

 

ครั้งหนึ่ง อบูมุศอับเคยถูกถามถึงเป้าหมาย และขั้นตอนของการดำเนินภารกิจในอิรัก

                เราต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ  เพื่อประกาศใช้กฏหมายของพระองคเขาตอบ  “…และก้าวแรกเพื่อจะให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น ก็คือการขับไล่ศัตรูผู้ยึดครองออกไป จากนั้นเราก็จะสถาปนารัฐอิสลาม  แล้วจัดทัพเพื่อพิชิตดินแดนต่าง ๆ ที่เคยเป็นของมุสลิม  จากนั้นก็ต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธ จนกระทั่งการตัดสินและเคารพภักดีทั้งมวลเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว

                …จำเป็นที่เราจะต้องชี้แจงให้ทราบด้วยว่า เราไม่เชื่อในเครื่องมือทางการเมืองใดใดทั้งสิ้น  เราจึงต่างจากกลุ่มเคลื่อนไหวอิสลามบางกลุ่มที่เลือกจะชูอิสลามเป็นสโลแกนในการเข้าไปแสวงหาที่นั่งในสภา  จากนั้นก็มีส่วนร่วมไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในการออกกฏหมายที่ขัดแย้งกับชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺ

                …แนวทางของเราเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐอิสลาม คือ ญิฮาดฟีสบีลิลลาฮฺ เท่านั้น

 

                นั่นคือเขา และความเชื่อมั่นที่ชัดเจนยิ่งของเขา – อบูมุศอับ อัซ-ซัรกอวียฺ – ผู้เป็นที่หวาดกลัวเกลียดชังของกุฟฟาร  เป็นที่เคารพรักยิ่งของบรรดามุญาฮิดีน  

                เวลากว่าสามปีแห่งการยืนหยัดต่อสู้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเสียงหวีดร้องของมุสลิมะฮฺ  และเสียงร่ำไห้ของเด็ก ๆ  อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดของลิงและหมูผู้รุกราน และกลิ่นหอมของเลือดชุฮะดาอฺที่จากไปคนแล้วคนเล่า  ความตั้งใจของอบูมุศอับไม่ได้สูญเปล่า เขาได้รับคัดเลือกจากอัลลอฮฺในตำแหน่งที่เขาปรารถนา  เมื่อบ้านพักของเขาในกรุงแบกแดดถูกโจมตีทางอากาศในหัวค่ำของวันที่7 มิถุนายน 2006   และจากบ้านหลังนี้เอง…ที่เขาและเพื่อนมุญาฮิดีนกลุ่มหนึ่งเดินทางกลับไปพบผู้อภิบาลของเขา  – อินชาอัลลอฮฺ – ในตำแหน่งชุฮะดาอฺ ณ ที่พระองค์

               

                ข่าวแสดงความยินดีอย่างออกนอกหน้ากับการจากไปของอบูมุศอับนี้ปรากฏในสื่อกุฟฟารทุกแขนง โดยพวกเขาหารู้ไม่ว่าบรรดามุญาฮิดีนกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่เบื้องหลังอบูมุศอับก็ยินดีแทนเขากับการจากไปในสภาพที่ได้รับเลือก  แม้ว่าหัวใจของพวกเขาจะทุกข์โศกเพียงใด  จดหมายและแถลงการณ์อันเนื่องมาจากการจากไปของอบูมุศอับถูกประกาศออกมาจากมุญาฮิดีนและพี่น้องมุสลิมทั่วโลก 

…หนึ่งในนั้นคือจดหมายจากอุมมุ มุฮัมมัด  ภรรยาของอบูมุศอับ  ซึ่งมีถ้อยความตอนหนึ่งว่า

“ฉันเคยถามชัยคฺของฉัน(คือ อบูมุศอับ)ว่า  ทำไมคุณไม่ออกจากอิรัก  แล้วมาดำเนินงานด้วยความรู้ความสามารถของคุณนอกสมรภูมิล่ะ 

เขามองมายังฉันอย่างขุ่นเคือง แล้วกล่าวว่า  ฉันหรือ? ฉันหรือ? จะให้ฉันเป็นผู้ทรยศด้วยการออกไปจากอิรักหรือ?  ไม่!ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ  ฉันจะไม่มีวันออกจากสมรภูมินี้เว้นแต่ด้วยชัยชนะ หรือมิฉะนั้นก็ในฐานะชะฮีด

สำหรับความตายของผู้เป็นสามี อุมมุ มุฮัมมัดกล่าวว่า

ฉันขอแสดงความยินดีกับเขา…ชัยคฺของฉัน…ผู้นำของฉัน…ผู้เป็นที่รักของฉัน

ฉันขอแสดงความยินดีกับคุณ…

คุณหวังเสมอว่าจะได้ตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮฺ  แล้วคุณก็ได้ตามความหวังนั้น…อินชาอัลลอฮฺ

โอ้อัลลอฮฺ  โปรดนำฉันไปอยู่ร่วมกับผู้เป็นที่รักของฉันโดยเร็วเถิด

เพื่อที่ฉันจะได้อยู่ใกล้เขา  และเพื่อที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขาตลอดไป

 

ในขณะที่แถลงการณ์ฉบับหนึ่งของกลุ่มมุญาฮิดีนในอิรักระบุว่า

“โอ้อบูมุศอับ  เมื่อเราได้ยินข่าวการจากไปของท่าน  เราวอนขออัลลอฮฺให้อภัยความผิดทั้งมวลของท่าน  และขอให้พระองค์ประทานความอดทนให้แก่เรา

เมื่อท่านมีชีวิตอยู่  เราเคยรู้สึกว่าท่านเป็นเหมือนชะฮีดที่มีชีวิตเดินอยู่บนหน้าแผ่นดิน และบัดนี้  เมื่อเราทราบว่าท่านได้จากไป เราหวังว่าจะได้เป็นพยานยืนยันให้กับวิญญาณอันเป็นอิสระบนสวนสวรรค์ของท่าน  ท่านได้ทำให้ครบถ้วนแล้ว ซึ่งความปราถนาของท่าน  และท่านได้รับแล้ว ซึ่งตำแหน่งชะฮีด ณ ที่อัลลอฮฺ อินชาอัลลอฮฺ

…นี่คือหนทางแห่งการญิฮาด ซึ่งผลของมันมีเพียงชัยชนะ หรือมิฉะนั้นก็เป็นชะฮีด

               เช่นนี้เอง –  เส้นทางของบรรดาทหารของอัลลอฮฺ  ผู้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวังและศักดิ์ศรี  จากนั้นก็จากไปด้วยความรื่นเริงและยินดี   พวกเขามีชีวิตที่น่าสงสารกว่าเราหรือ?  เปล่าเลย พวกเขามีความเป็นอยู่ดีกว่าเราทั้งนั้นในทรรศนะอิสลาม  หัวใจของพวกเขา  ความเชื่อมั่นของพวกเขา  การมีชีวิตอยู่เพื่ออิสลามของพวกเขา  ล้วนล้ำหน้าเราไปทั้งสิ้น 

 

                สงครามที่เกิดขึ้นในดินแดนต่าง ๆ ไม่ใช่สิ่งน่าหวาดหวั่นและไม่พึงปรารถนาสำหรับพวกเขา  แต่คือการเปิดประตูสู่สวรรค์ของอัลลอฮฺ  ซึ่งคนที่มาทันและได้รับคัดเลือกเท่านั้นจึงจะผ่านประตูนั้นเข้าไป  

               เมื่อครั้งที่ประตูถูกเปิดที่อัฟฆอนิสตาน   อบู มุศอับ อัซ-ซัรกอวียฺ เป็นหนึ่งในผู้ที่ไปไม่ทัน  ประตูแห่งญิฮาดปิดลงเสียก่อนที่เขาจะไปถึง  ดังนั้นเขาจึงไล่ตามมันไปในทุกดินแดนที่ประตูนี้ได้ถูกเปิดขึ้น   และเขาก็ไปทันที่อิรัก…ด้วยความเมตตาและความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ 

 

                น่าสงสารศัตรูของอัลลอฮฺ ผู้ยินดีกับการจากไปของอบู มุศอับ ทั้งที่สิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการส่งเขากลับไปพบผู้อภิบาลของเขาอย่างรื่นรมย์แสนสุข  และอบูมุศอับคนใหม่ ๆ ก็จะเกิดขึ้นในอุมมะฮฺนี้เรื่อยไปจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ  โดยที่บรรดาศัตรูของอิสลามก็จะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าที่ทำกับอบู มุศอับคนก่อนหน้า…นั่นคือ ส่งเขาเข้าสวรรค์  – อินชาอัลลอฮฺ

 

                บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะรู้ไหมนะ…

ว่าคนที่ชื่นชมยินดีกับการจากไปของอบูมุศอับ อัซ-ซัรกอวียฺ มากที่สุดก็คือตัวเขาเอง

อินชาอัลลอฮฺ….

นกสีเขียวในสวนสวรรค์จะเป็นที่พำนักให้แก่เขา 

ฮูรุลอัยนฺจะต้อนรับเขาอย่างยินดีและรื่นรมย์

ร่อซูลผู้เป็นที่รักของเขา บรรดาอัมบิยาอฺ และบรรดาชุฮะดาอฺ จะเป็นที่พบปะสังสรรค์ของเขา

ผู้อภิบาลของเขาจะพอใจในเขา เช่นเดียวกับที่เขาพอใจในพระองค์

มาชาอัลลอฮฺ…รางวัลของชะฮีดนั้นช่างน่าอิจฉาเสียจริง ๆ

 

((وَلاَ تَحسَبَنَّ الَّذِينَ قُتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ أَموَاتا ً بَل أَحيَاءٌ عِنْدَ رَبِّهِم يُرزَقُونَ

فَرِحِينَ بِمَا آتَاهُمُ اللَّهُ مِن فَضلِه ِِ

وَيَستَبْشِرُونَ بِالَّذِينَ لَم يَلحَقُوا بِهِم مِن خَلفِهِم

 أَلاَّ خَوفٌ عَلَيهِم وَلاَ هُم يَحزَنُونَ))

 

“และพวกเจ้าอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮฺนั้นตาย หามิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ พระเจ้าของพวกเขาในสภาพที่ได้รับปัจจัยยังชีพ

พวกเขามีความปลาบปลื้มต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่พวกเขาจากความกรุณาของพระองค์

และปิติยินดีต่อบรรดาผู้ที่ยังมาไม่ทันพวกเขาซึ่งอยู่เบื้องหลังพวกเขาว่า

ไม่มีความหวาดกลัวใดใดแก่พวกเขา และทั้งพวกเขาจะไม่เสียใจ

[อาละอิมรอน 3: 169-170]