+แม่กับผู้ชายที่หลงรักมักกะฮ์

Inside-Kaabah

 

-1-

เป็นที่รู้กันว่า “ฮัจญ์” เป็นหนึ่งในความฝันสูงสุดของชีวิตแม่

แม่อ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับฮัจญ์ที่มีในท้องตลาด

และเฝ้ากำชับให้ใครต่อใครช่วยขอดุอาอ์ให้เสมอ นอกเหนือจากที่ตัวแม่เองก้็ขออย่างเต็มแรง

แต่กว่าชีวิตจะอนุญาติให้แม่ได้คิดเรื่องนี้จริงจังก็เมื่อลูกชายคนเล็กเข้าโรงเรียนประจำ

และความพร้อมในด้านอื่นๆ เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น

นั่นก็เป็นช่วงปีที่มีผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตแม่พอดี

-2-

คุณต้องเคยได้ยินคนที่เคยไปฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ทำตาลอยเหมือนฝันหวานขณะพูดถึงความน่ารักน่าอยู่ของมะดีนะฮ์

แต่กับมักกะฮ์ หลายครั้ง…น้ำเสียงจะต่างไป

แน่นอนว่าความประเสิรฐของมัสญิดฮะรอมนั้นทุกคนยอมรับเต็มหัวใจ

แต่ความพลุกพล่านของผู้คน การก่อสร้างทื่ยืดเยื้อยาวนาน ระบบการจราจรที่ให้นิยามลำบาก และอะไรอีกหลายเรื่องก็ทำให้เราได้พบคนทำตาลอยอย่างหลงใหลเวลาพูดถึงเมืองมักกะฮ์ในภาพรวม ไม่ใช่แค่ตัวมัสญิดฮารอม น้อยครั้งกว่าคนที่มีท่าทางเช่นนั้นเวลาพูดถึงเมืองมะดีนะฮ์

คนแรกๆ ที่ชั้นได้เห็นท่าทางเช่นนั้นเมื่อพูดถึง “เมือง” มักกะฮ์ ก็คือ “เขา”

…ผู้ชายที่การได้พูดถึงมักกะฮ์และช่วงชีวิตสั้นๆ ที่เขาเคยได้ใช้ไปในเมืองนี้คือความสุขอย่างสำคัญประการหนึ่งในชีวิตเขา

…ผู้ชายที่ทำตาเขียวใส่ได้เสมอแค่เผลอพูดอะไรที่ไม่ใช่แง่งามของมักกะฮ์

ตอนที่เกิดเหตุเครนล้มในช่วงฤดูฮัจญ์สองปีก่อน เรากำลังฏอวาฟอยู่ด้วยกันที่ลานฏอวาฟชั้นล่างสุด…จุดที่มีคนเสียชีวิตมากที่สุด แม้ไม่ได้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจะจะ แต่เราก็มีส่วนได้สัมผัสบรรยากาศของเหตุการณ์นั้นโดยตรง (ซึ่งซุบฮานัลลอฮฺมากที่สิ่งที่เราได้พบค่อนข้างจะต่างไปจากภาพที่เหตุการณ์นำไปสู่คนภายนอก เสียงตักบีรของเหล่าฮุจญาจที่ติดพายุฝนอยู่รอบกะอ์บะฮ์ในเวลานั้นซึ่งเป็นเย็นวันศุกร์อันประเสริฐยังกระหึ่มอยู่ในหูของฉันจนวันนี้)

เขาไม่เคยบอกใครว่าเราอยู่ตรงนั้นในเวลานั้น เมื่อฉันถาม เขาบอกว่า…ถ้าเราเข้าไปเยี่ยมบ้านของคนๆหนึ่งที่เราเคารพอย่างมาก แล้วเกิดเหตุบางอย่างขึ้นในบ้านหลังนั้น เราย่อมไม่มีทางเอาเรื่องที่ได้พบมาบอกเล่ากับผู้คนทั่วไปอย่างสนุกปาก…จริงไหม?

อาจด้วยความผูกพันที่เขามีต่อเมืองนี้ ด้วยดุอาอ์ หรือด้วยอะไรอีกหลายอย่าง ทำให้ตั้งแต่ฉันรู้จักเขามาร่วม 5 ปี อัลลอฮ์ก็พาเขากลับไปยังเมืองที่เขารักทุกๆปี (อัลฮัมดุลิลลาฮฺ)

นั่นก็รวมถึงปีหนึ่ง…ที่เราวางแพลนกันไว้ด้วยหัวใจพองโตว่า…จะพาแม่ไปด้วย

-3-

การที่ผู้หญิงสักคนจะมีมะฮ์รอมในชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องใหญ่

น่าสนใจมากว่าแม่ยายกับลูกเขยจะเป็นมะฮ์รอม (ห้ามแต่งงาน) กันตลอดกาล แม้เมื่อความสัมพันธ์ฉันคู่ครองระหว่างลูกเขยกับลูกสาวจะจบลง

สำหรับคนที่มีแม่อยู่ในหัวใจเสมอ คงไม่สามารถลืมได้ขณะที่กำลังจะตัดสินใจเลือกใครสักคนมาร่วมชีวิตว่า

เรากำลังเลือกลูกชายอีกคนให้แม่ของเราด้วย

ความพอใจของพ่อแม่จึงเป็นสิ่งที่มีน้ำหนักมากในการชั่ง-ตวง-วัด คุณสมบัติของคนที่เข้ารอบ

และความพอใจอันนี้มีผลอย่างสุดๆ ต่อความจำเริญที่จะเกิดขึ้นในชีวิตคู่

 

ตอนที่แม่ต้องนอนรักษาตัวยาวที่โรงพยาบาล

เขาอำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อให้ฉันได้ไปอยู่โยงเฝ้าแม่

เขาไม่เคยพลาดโอกาสที่จะป็นคนรับ-ส่งแม่ไปโรงพยาบาล หากว่าตารางงานที่แน่นเอี้ยดพอจะจัดสรรได้

หลายครั้งเค้าต้องหอบงานมาทำในโรงพยาบาล  ขับรถอ้อมไปอ้อมมาทุกเช้าเย็นในเมืองที่เพียงแต่มองสภาพท้องถนนก็เพลียใจ เพียงเพื่อให้ฉันได้ใช้เวลากับแม่อย่างเต็มที่

ในช่วงท้ายๆ ของชีวิต แม่บอกกับฉันว่า “ต้องคิดว่าเขาเป็นลูกชายแท้ๆ ไม่ใช่แค่ลูกเขย ไม่งั้นจะไม่กล้ารบกวนเขาถึงขนาดนี้”

และแม้เมื่อแม่จากไปแล้ว…วันนี้ เขาคือคนที่ได้ทำภารกิจที่เป็นเสมือนความหวังสูงสุดของชีวิตแม่ให้เป็นจริง

….

-4-

ตอนที่แม่รู้ว่าโรคร้ายได้กลับมาอีกครั้ง  ในตำแหน่งที่อาจหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม

ประโยคแรกๆ ที่แม่ถามคือ “อุมมีจะได้ไปฮัจญ์ไหม”

ตอนนั้นเราเอาชื่อแม่ไปลงบัญชีผู้แจ้งความจำนงไปฮัจญ์ไว้แล้ว  และกำหนดเดินทางอย่างคร่าวๆก็ออกมาแล้วว่าเราจะได้ไปในปีนั้น อินชาอัลลอฮ์

แม้ความหวังริบหรี่ แต่ตอนแรกเราก็ยังให้กำลังใจแม่ว่าถ้ากระบวนการรักษาจบทัน และหมออนุญาต เราก็จะพาแม่ไป

แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งทาง รายละเอียดของกระบวนการรักษาก็ทำให้เราแน่ใจว่าแม่คงไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับเราได้

แม้แจ้งถอนชื่อออกจากบัญชีฮุจญาจของปีนั้น ด้วยความหวังว่าในปีต่อๆไป จะต้องมีสักปีที่มีชื่อท่านอยู่ในเหล่าแขกของอัลลอฮ์

แต่แล้วแม่ก็จากไปก่อนกำหนดเดินทางของเราเพียง 10 วัน

กำหนดที่เคยมีแม่อยู่ในชื่อผู้ร่วมเดินทาง…สู่ดินแดนที่เป็นรักและหวังสูงสุดของแม่

….

-5-

วันหนึ่งในปีที่สองหลังการจากไปของแม่ เขาถามขึ้นมาว่า “คิดยังไง ถ้ามีคนจะให้อุมมีไปทำฮัจญ์”

ตอนแรกยังงงๆว่าเขาหมายถึงอะไร

แล้วก็ค่อยแจ่มแจ้งเมื่อรู้ว่าเขาจะกลับไปยังเมืองที่เขาหลงรักอีกครั้งในฐานะฮุจญาจ

ตามหลักการแล้ว เราสามารถทำฮัจญ์แทนคนที่เสียชีวิตไปแล้วที่ยังไม่เคยไปทำฮัจญ์ได้

โดยที่คนไปทำฮัจญ์แทนจะต้องเคยทำฮัจญ์วาญิบของตัวเองมาก่อนแล้ว

ในกรณีของบุพการี…การไปทำฮัจญ์แทนท่านนับเป็นการทำความดีต่อพ่อแม่ประการสำคัญหลังท่านเสียชีวิต

และเขาได้รับเลือกให้ทำหน้าที่นั้น….ลูกชายคนใหม่ของแม่

หน้าที่ที่จะได้ทำให้ความใฝ่ฝันของแม่เป็นจริง

-6-

เรื่องราวเกี่ยวกับฮัจญ์เป็นเรื่องราวที่มหัศจรรย์มาก

ทั้งในภาพรวมของบทบัญญัติ และประสบการณ์เฉพาะบุคคลทีได้สัมผัส

เราทุกคนล้วนมี  Hajj Story ของตัวเอง

แม้กับคนที่ไม่เคยไปฮัจญ์ การรอคอยของเขา หัวใจที่ถวิลหาอย่างรุนแรง…ล้วนเป็นรายละเอียดหนึ่งใน Hajj Story ของตัวเอง

ที่จะช่วยเติมเต็มความอิ่มเอิบในวันที่เขาได้ออกเดินทางไปสุ่ดินแดนศํกดิ์สิทธิ์จริงๆ

และแม้ว่าเขาจะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้ออกเดินทางจริง

หัวใจที่มีฮัจญ์จดจารอยู่ย่อมมีคุณค่า ทุกดุอาอ์ที่พร่ำขอให้ได้ไปเยี่ยมบ้านของพระองค์ย่อมไม่สูญเปล่า

เราไม่มีทางรู้เลยว่าอัลลอฮ์เตรียมอะไรไว้ให้เรา

สิ่งเดียวที่แน่ใจได้เสมอคือ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร มันก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

 

เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่มีฮัจญ์อยู่เต็มหัวใจ

แต่ฮัจญ์ของเธอก็เกิดขึ้นหลังจากที่เธอหมดลมหายใจ

ขออัลลอฮ์ให้ฮัจญ์ของเธอนั้นมับรูร…ผู้หญิงที่มีความใฝ่ฝันสูงสุดของชีวิตอยู่ที่มักกะฮ์

และขออัลลอฮ์ตอบแทนเขาด้วยการตอบแทนสำหรับฮัจญ์มับรูร…ผู้ชายที่หลงรักมักกะฮ์

จดหมาย : เรื่องของคุณยายกับหลานคนโต

yam-yay

คนโต…

แม่เขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าฤดูกาลชีวิตที่มากขึ้นจะพรากความชัดเจนบางอย่างในความทรงจำของเด็กหญิง ๒ ขวบไปจากลูก ก็ยังมีตัวอักษรที่จะช่วยจารบางรูปรอยของความทรงจำนั้นให้ชัดเจนขึ้น อินชาอัลลอฮ์

เป็นความทรงจำที่ –เชื่อแม่เถอะว่า- วันหนึ่ง เมื่อลูกมองย้อนอนกลับมา มันจะเป็นไออุ่นบางเบาที่มีส่วนสร้างความหนักแน่นให้ก้าวเดินของลูก…ความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ลูกมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะภูมิใจ – คุณยาย!

ไม่หรอกลูก คุณยายของลูกไม่ใช่ผู้หญิงแบบนางในวรรณคดี สตรีตัวอย่างในทำเนียบหนังสือขลิบทอง หรือแม้กระทั่งหญิงทรหดในรายการวงเวียนชีวิต ไม่เลย คุณยายของลูกเป็นผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับก้นครัวและกองเสื้อผ้าของคนในบ้าน เถอะ ถึงแม้คุณยายจะมีใบปริญญาจากคณะเด่นในมหาวิทยาลัยดังคลุกฝุ่นอยู่ในตู้ที่บ้าน แต่มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายเว้นแต่ตอนกรอกเอกสารบางชิ้นที่ไม่ได้สำคัญอะไรนัก

แต่ที่ลูกไม่อาจไม่ภูมิใจคือคุณยายเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ที่พยายามทุกทางให้ลูกหลานใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ ที่แม่บอกว่า “เป็นบ่าว” คนโตเข้าใจใช่ไหมลูก…หมายถึงว่าในสถานะนี้ เราทุกคนมีความอ่อนแอ มีความบกพร่อง มีความผิดพลาดร้อยแปด แต่ความปรารถนาที่จะเป็นคนดีและอยากให้คนอื่นๆ-โดยเฉพาะคนที่อยู่ในอมานะฮ์รับผิดชอบของตน-เป็นคนดี จะผลักดันให้บ่าวบางคนพยายามเต็มความสามารถเพื่อบรรลุสู่ความปรารถนานั้น และคุณยายมีสิ่งนี้ มีความพยายามอันแน่วแน่อันนี้

ต่อมา ความชัดเจนบนความสามัญเหลือแสนของคุณยายประการนี้เอง ที่กลายเป็นความชัดเจนในการเลี้ยงลูกของแม่ นั่นคือทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกผูกพันกับอัลลอฮ์มากที่สุด เรื่องอื่นคุยกันได้ ผ่อนหนัก-เบาได้ แต่ความผูกพันที่ชีวิตหนึ่งจะมีต่อผู้อภิบาลของเขาเป็นอะไรที่ต้องจัดเต็ม ใช่แล้วล่ะลูก เพราะมันคือข้อผูกพันเดียวที่จะยึดชีวิตเราให้มั่นคงไปได้ตลอดกาล

“อิตตะกุลลอฮ์นะลูก” นี่คือคำติดปากของคุณยายที่ลูกเองก็คงเคยได้ยิน

คุณยายในความทรงจำของเด็ก ๒ ขวบดูจะมีไม่กี่ภาพ หนึ่งในนั้นก็คือภาพคุณยายตัดเล็บให้ลูก คนโตยังพูดถึงบ่อยๆเมื่อถูกตัดเล็บจากใครคนอื่น ว่า “คุณยายก็เคยตัดให้” มันเป็นงานง่ายๆ ที่ระบายภาพตัวตนของคุณยายได้ชัดเจน

คนโต…

ก่อนหน้านี้ แม่เคยมีแนวคิดเป๊ะปังมากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก แต่หลังจากมีลูกจริงๆ แม่ขอบคุณอัลลอฮ์เสมอ ที่ทำให้แม่คิดได้ว่า นอกจากความพอใจของอัลลอฮ์แล้ว การเลี้ยงลูกของแม่จะต้องอยู่บนความพอใจของปู่ย่าตายายลูกด้วย ตราบใดที่ความพอใจประการหลัง ไม่ได้ขัดกับความพอใจประการแรกซึ่งสำคัญสูงสุดในการมีชีวิตอยู่

คนโตรู้ไหม ตอนที่พ่อกับแม่รู้ว่าอัลลอฮ์ส่งชีวิตน้อยๆ ของลูกมาแล้ว  สิ่งแรกๆที่พ่อแม่ทำคือเชิญปู่ย่าตายายของลูกมาพร้อมหน้ากัน แล้วแจ้งให้ท่านทั้ง ๔ ทราบข่าวดีนี้พร้อมๆกัน เราไม่ยินยอมที่จะให้ใครรู้เรื่องการมาถึงของลูกก่อนพ่อแม่ของเรา และเราต้องการให้ท่านทั้งหมดนี้ได้รับรู้เรื่องนี้ในบรรยากาศที่ยืนยันย้ำว่า “เราคือครอบครัวเดียวกัน”

ลูกจึงเกิดมาบนสิ่งนี้ไงล่ะคนโต สิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัวเดียวกัน” ลูกเป็นหลานคนโตของทั้ง ๒ บ้านที่ใครๆ ต่างกลุ้มรุมจนบางคนทักว่าระวังจะเสียคน แต่แม่ไม่กลัวแบบนั้น…ไม่กลัวเลย (แม้เราต่างขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์คุ้มครองเราให้พ้นจากสภาพไม่ดีทุกประการเสมอ) เพราะแม่ “ไว้ใจ” ในวุฒิภาวะและวิจารณญาณของปู่ย่าตายายของลูก

ไม่หรอกลูก เราจะพยายามไม่ให้ทุกสิ่งหลุดไปในขอบเขตที่เรียกว่า “สุดโต่ง” เพราะ “ความสมดุล” (ณ ที่นี้แม่ขอใช้คำนี้เป็นคำแปลของ “วะสะฏียะฮ์”) นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากมายต่อการใช้ชีวิตรวมถึงการเลี้ยงลูก ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งที่ปู่ย่าตายายทำเราจะไม่มีการคัดค้านหรือเห็นต่าง แต่แม่หมายถึงมุมมองแรกเริ่มที่ใช้เป็นฐานในการพิจารณา สำหรับแม่แล้ว มันเกือบจะจำเป็นที่เราต้องให้เกียรติในวิจารณญาณของพ่อแม่เรา เริ่มมองการกระทำของท่านจากจุดที่ว่าพ่อแม่เรามีวุฒิภาวะที่น่าเคารพเชื่อฟัง อย่าเริ่มมองด้วยกับความระแวงว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่หรือทฤษฎีการเลี้ยงลูกที่ถูกต้องเหมือนคนรุ่นนี้ ดีแต่ยึดตามที่ตัวเองเลี้ยงมาเป็นหลัก ไม่เอานะลูก อย่าคิดแบบนี้

อย่าเริ่มคิดโดยวางพ่อแม่ไว้ในฐานะ “อุปสรรค” ของการเลี้ยงดูลูกของเรา แต่จงให้ท่านอยู่ในฐานะ “ผู้สนับสนุนอย่างดีเยี่ยม”…แล้วเราจะได้ตามที่คิด อินชาอัลลอฮฺ

นอกจากวิจารณญานของคุณยายที่แม่ให้เกียรติเสมอ ไม่เคยคิดว่คุณยายคิดได้น้อยกว่าแม่หรือน้อยกว่าตำราเลี้ยงเด็กเล่มไหนแล้ว ก็ยังมีอีกสิ่งของคุณยายที่แม่ยอมใจ และไม่อาจทำอะไรที่กั้นคุณยายออกจากลูกได้เลย นั่นคือ “ความรัก”

คุณยายเริ่มป่วยตอนคนโตอายุ ๑ ขวบเต็มพอดี เป็นวัยแห่งการเริ่มต้นที่แม่สามารถให้อะไรลูกได้เต็มที่ แต่แม่ก็เลือกที่จะพาลูกไปโต๋เต๋อยู่ในห้องพิเศษของโรงพยาบาลที่คุณยายรักษาตัวอยู่ (หลังปรึกษากับคุณหมอเจ้าของไข้และได้รับคำยืนยันว่าไม่มีปัญหา) หรือไม่ก็ใช้เวลาหลายๆวันในหนึ่งสัปดาห์ไปกับการงัวเงียขึ้นจากเตียงในตอนเช้าและหัวซุกหัวซุนกลับเข้าบ้านยามมืด เพื่อไปใช้เวลาทั้งวันกับคุณยาย แม่ก็จำไม่ได้แม่นนัก ว่าช่วงเวลาแบบนั้นแม่มีความรู้สึกอย่างไร รู้แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำ กระทั่งวันนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป แม่ก็แน่ใจเหลือเกินว่าช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต

ในวันหนึ่งของการเข้าโรงพยาบาลรอบสุดท้าย…วันท้ายๆของชีวิตคุณยาย ตอนนั้นคุณยายอาการเข้าขั้นวิกฤติอยู่ในห้องไอซียู พูดคุยไม่ได้เพราะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หากต้องการสื่อสารอะไรต้องเขียนใส่กระดาษ แต่ก็เขียนเฉพาะที่จำเป็นและอย่างค่อนข้างยากลำบาก เพราะหมอต้องใส่ถุงมือพลาสติกให้คุณยายเพื่อป้องกันไม่ให้คุณยายดึงท่อช่วยหายใจออก เวลาจะเขียนทีต้องคอยเอาถุงมือที่ว่านี้ออกที

ในชวงเวลาวิกฤติแบบนั้น คุณยายเกิดรู้มา (จากทางไหนแม่ก็จำไม่ได้) ว่าลูก –ซึ่งไม่สามารถเข้าเยี่ยมในห้องไอซียูได้อยู่แล้ว-มีอาการไข้หวัดเล็กน้อย เมื่อเห็นหน้าแม่ คุณยายก็ถอดถุงมือ แล้วรวบรวมกำลังเขียนถามแม่ว่า….ลูกเป็นอย่างไรบ้าง

คนโตนึกออกไหม คนอยู่ห้องไอซียู อาการสาหัสร่อแร่ กลับถามถึงการเป็นหวัดของเด็กคนนึงที่วิ่งเล่นอยู่เป็นปกติ

แม่จะปล่อยปละความรักชนิดนี้…ความรักที่ขนาดและมวลของมันไม่อาจชั่งตวงวัดได้อย่างนี้…ไปได้อย่างไรล่ะลูก?

คนโต…

ทุกวันนี้ โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ยุคสมัยของลูกจะต่างกับยุคสมัยของแม่ยิ่งกว่าที่ยุคของแม่กับของคุณยายต่างกันเสียอีก

ในความรวดเร็วของวันเวลาที่เก็บงำความซับซ้อนไว้มากมายนั้น แม่เชื่อว่าคงจะมีบ้าง…บางครั้งบางหน ที่ลูกเห็นรูปเงาเรือนลางของใครบางคนในความทรงจำหม่นจาง ใครคนที่มาพร้อมกับรอยยิ้มใจดีและที่ตัดเล็บ

ลองเงี่ยหูฟังดีๆ ลูกจะได้ยินว่า ใครคนนั้นกระซิบพึมพำแต่หนักแน่นยิ่งนัก

“อิตตะกุลลอฮ์นะลูก”!

– อ ย่ า บ อ ก ใ ค ร –

floralic_by_pamba-d577cdg

إِنَّمَا أَشْكُو بَثِّي وَحُزْنِي إِلَى اللَّهِ

“แท้จริงฉันขอร้องเรียนความโศกเศร้าของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮ์เท่านั้น”

(ยูซุฟ 12 : 86)


แปลกมากที่ประโยคไร้สิ้นซึ่งการฟูมฟายนี้ของยะอ์กูบ อะลัยฮิสลาม กลับทำให้เรามองเห็นภาพความทุกข์สาหัสของท่านได้ชัดเจนยิ่งกว่าคำบ่นพร่ำรำพันใด

เป็นความสาหัสอย่างยิ่ง ที่มาพร้อมกับความเด็ดเดี่ยวอย่างแรง

คนที่กำลังเผชิญเรื่องใหญ่โตที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ใครทั้งโลกรู้ว่าเขากำลังแย่ แต่คือคนที่ไม่มีใครในโลกรู้เลยว่าเขากำลังสาหัส…นอกจากเจ้าของชีวิตเขา


ประทับใจในตัวนบียะอ์กูบก็ตรงนี้ ภาพของท่านที่ปรากฏในซูเราะฮ์ยูซุฟเป็นภาพของพ่อที่แสนอ่อนโยน ใจดี และรักลูกสุดใจ แต่คำพูดแต่ละคำของท่านบ่งบอกความผูกพันขั้นสูงสุดที่บ่าวมีต่อผู้สร้าง เป็นคนอ่อนโยนที่เด็ดเดี่ยว เป็นคนเปล่าเปลี่ยวที่ไม่เคยอยู่ลำพัง


“ฉันขอร้องเรียนความโศกเศร้าของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮ์เท่านั้น”

บนโลกวันนี้ ที่ใครๆก็สามารถระบายสารพัดความรู้สึกให้ทุกคนบนโลกรับรู้ชั่วปลายนิ้ว

คงน่าเสียดายมาก หากมันจะทำให้เราลืมไปว่า…ที่จริงแล้ว ช่อองทางระบายความรู้สึกที่ดีที่สุด  สว่างไสว และอุ่นละไม ก็คือการบอกกล่าว ร้องทุกข์ ฟ้องระบาย..กับผู้ที่สำคัญที่สุดในชีวิตเรา และเพียงคำสั่งว่าจงเป็นของพระองค์ ก็ทำให้ทุกอย่างเป็นขึ้นมาได้

มันเป็นความรู้สึกแสนดี ที่เราจะได้มีบางเรื่องส่วนตัว บางชนิดความเศร้า หรือบางเงาของความกังวล ที่ไม่มีใครรู้…นอกจากอัลลอฮฺ

มีความลับ…ระหว่างเรากับอัลลอฮ์…บ้าง

ความลับ…ที่ไม่มีใครมีสิทธิ์รู้…นอกจากอัลลอฮ์


วันนี้…หากมีเรื่องใหญ่ๆ ที่ถ่วงหนักในใจ ไม่รู้จะอธิบายให้ใครฟัง ไม่รู้จะระบายออกยังไง
ลองใช้วิธีของนบียะอ์กูบดูดีไหม

วางเฉย ยิ้มเก๋ มองผ่านโลกทั้งใบ บอกตัวเองแค่ว่า…


“ฉันจะร้องเรียนความโศกเศร้าของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮ์เท่านั้น”


ลองดูเถอะชีวิต…สักเรื่องยิ่งใหญ่…ที่ได้ผ่านเข้ามา แล้วอย่าบอกใคร…

นอกจากอัลลอฮฺ!

– เมื่อผู้เป็นที่รักหัวเราะ –

 


ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า


مَا رَأَيْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ مُسْتَجْمِعًا قَطُّ ضَاحِكًا﴿

حَتَّى أَرَى مِنْهُ لَهَوَاتِهِ ، إِنَّمَا كَانَ يَتَبَسَّمُ

ฉันไม่เคยเห็นท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมหัวเราะจนเห็นเหงือกของท่านเลย

แท้จริงการหัวเราของท่านก็เพียงแค่ยิ้มเท่านั้นเอง

[บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม]

…………………………………

หะดีษบางบทเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านเราะสูลศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัมลัมหัวเราะ


1-เล่าจากสะอฺดว่า อุมัร อิบนุลค๊อฏฏ๊อบได้ขออนุญาตเข้าพบท่านเราะสูล ในขณะที่มีผู้หญิงชาวกุเรชกลุ่มหนึ่งกำลังเข้าพบท่านอยู่ โดยพวกนางส่งเสียงดังจนอุมัรได้ยิน ครั้นเมื่อท่านอุมัรเข้ามา พวกนางก็รีบปกปิดตัวเองด้วยกิริยาสำรวม  ท่านนบีจึงหัวเราะ

อุมัรกล่าวว่า : ขออัลลอฮฺทรงให้ท่านหัวเราะเสมอเถิด ขอเอาบิดามารดาของฉันเป็นพลีแก่ท่าน

ท่านเราะสูลกล่าวว่า : ฉันรู้สึกประหลาดใจต่อบรรดาสตรีที่นั่งอยู่กับฉันขณะนี้ เพียงพวกเธอได้ยินเสียงของท่าน พวกเธอก็รีบปกปิดตัวเองทันที

อุมัรกล่าวว่า : โอ้ท่านเราะสูล  ท่านนั้นสมควรยิ่งกว่าที่พวกเธอจะต้องกลัว แล้วอุมัรก็หันไปพูดกับผู้หญิงกลุ่มนั้นว่า : พวกเธอผ้เป็นศัตรูกับตัวเอง ทำไมพวกเธอถึงกลัวฉัน แต่ไม่กลัวท่านเราะสูล

พวกผู้หญิงตอบว่า : ก็ท่านดุกว่า และเกรี้ยวกราดกว่า

ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า : พอเถอะอิบนุลค๊อฏฏ๊อบเอ๋ย ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แม้แต่ชัยฏอนนั้น หากว่ามันพบท่านเดินไปทางใด มันก็จะไปอีกทางหนึ่ง

(บันทึกโดยบุคอรียฺ – ดูตัวบทภาษาอาหรับ)


2- เล่าจากอบูฮุร็อยเราะฮฺว่า มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบีศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยกล่าวกับท่านนบีว่า : ฉันประสบกับความหายนะเสียแล้ว เพราะฉันมีเพศสัมพันธ์ในช่วงกลางวันของเดือนเราะมะฎอน

ท่านนบีกล่าวว่า : ท่านจงไปปล่อยทาสคนหนึ่งให้เป็นอิสระ

ชายคนนั้นตอบว่า : ฉันไม่มีทาส

ท่านนบีกล่าวว่า : ถ้าเช่นนั้นก็จงถือศีลอดติดต่อกันสองเดือน

ชายคนนั้นตอบว่า : ฉันไม่มีความสามารถที่จะทำได้

ท่านนบีจึงกล่าวว่า : ถ้าอย่างนั้นก็จงให้อาหารแก่คนยากจนหกสิบคน

ชายคนนั้นตอบว่า : ฉันไม่สามารถจะหาอาหารได้หรอก

แล้วก็มีอินทผลัมกระจาดหนึ่งถูกนำมาให้ท่านนบี ทานจึงถามว่า : ชายที่ถามปัญหาเมื่อสักครู่อยู่ที่ไหน จงเอาอินทผลัมนี้ไปทำทานเสีย

ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า : จะมีใครยากจนยิ่งไปกว่าฉันอีกเล่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ไม่มีครอบครัวใดในเมืองที่อยู่ระหว่างภูเขาสองลูกนี้ยากจนยิ่งไปกว่าฉันอีกแล้ว

ท่านนบีหัวเราะแล้วกล่าวว่า : ถ้าอย่างนั้น อาหารนี้ก็สำหรับของครอบครัวของท่านเถิด

(บันทึกโดยบุคอรียฺ- ดูตัวบทภาษาอาหรับ)


3- เล่าจากอนัสอิบนุมาลิกว่า ขณะที่ฉันเดินอยู่กับท่านเราะสูลุลลอฮิศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยท่านส่วมเสื้อคลุมจากเมืองนัจรอน ซึ่งมีขอบริมหนาๆ  ชาวอรับชนบทคนหนึ่งได้เดินเข้ามาถึงตัวท่านนบี แล้วดึงเสื้อคลุมของท่านด้วยอาการกระชากอย่างแรง  ฉันเหลือบดูที่บ่าของท่านนบี ปรากฏว่าแรงกระชากนั้นทำให้เกิดรอยที่บ่าของท่าน

แล้วอรับชนบทคนนั้นก็กล่าวว่า : โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย ขอจงแบ่งทรัพย์สินของอัลลอฮฺที่อยู่กับท่านให้แก่ฉันบ้าง

เมื่อได้ฟังดังนั้น ท่านนบีก็หัวเราะ แล้วสั่งให้แบ่งทรัพย์สินบางส่วนให้แก่เขา

(บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม- ดูตัวบทภาษาอาหรับ)


4- เล่าจากอนัสว่า มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่านเราะสูลศอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมขณะที่ท่านกำลังคุฏบะฮฺวันศุกร์อยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺ โดยชายผู้นั้นกล่าวว่า : ช่วงนี้ฝนแล้งเหลือเกิน ขอท่านโปรดวอนขอพระเจ้าของท่านให้ประทานฝนลงมาด้วยเถิด

แล้วท่านนบีได้มองไปยังท้องฟ้า พวกเราไม่เห็นเมฆใดใดเลย ท่านนบีจึงขอฝนจากอัลลอฮฺ ดังนั้น หมู่เมฆก็มารวมตัวกัน แล้วฝนก็ตกลงมาจนกระทั่งเมืองมะดีนะฮฺเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และยังคงตกต่อไปจนถึงอีกวันศุกร์หนึ่ง ขณะที่ท่านนบีกำลังขึ้นคุฏบะฮฺในวันศุกร์นั้นอยู่ ชายคนดังกล่าวก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า : พวกเราจมน้ำหมดแล้ว ขอท่านโปรดขอต่อพระเจ้าของท่านให้หยุดยั้งฝนแก่เราด้วยเถิด

ท่านนบีจึงหัวเราะ แล้วกล่าวดุอาอฺว่า : โอ้อัลลอฮฺ โปรดให้ฝนตกรอบ ๆ เรา อย่าได้ตกลงมา ณ ที่เรา

ท่านกล่าวเช่นนั้นสองครั้ง หรือสามครั้ง หมู่เมฆก็หลีกห่างออกไปจากเมืองมะดีนะฮฺ โดยเบี่ยงไปทางขวาและทางซ้ายของเมือง และไปตกรอบ ๆ มะดีนะฮฺแทน ไม่ตกในมะดีนะฮฺอีก

นี่คือความมหัศจรรย์ของท่านนบีและการที่ดุอาอฺของท่านถูกตอบรับซึ่งอัลลอฮฺได้ทำให้พวกเราประจักษ์

(บันทึกโดยบุคอรียฺ- ดูตัวบทภาษาอาหรับ)

– เ ย อ ะ สิ่ ง –

ข้อสังเกต
–          ความโกรธทำร้ายคนโกรธมากกว่าคนถูกโกรธ
–          เมื่อเราฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺเรื่อง๑ เรื่องเลวร้ายอื่น ๆ มักจะทยอยเข้ามาในชีวิต
–          บางสิ่งไม่ผิด แต่เสียเวลา
–          หลายครั้ง คนที่เราอยากฟัง คือคนที่ยังไม่ได้พูด


สมมติฐาน
–          เวลาที่เคลื่อนไปหน้าคอมพิวเตอร์ มักเร็วกว่าเวลาที่เคลื่อนไปในห้องเลคเชอร์
–          ถ้าเอากระดาษที่เหลือในสมุดเรียนแต่ละเล่มของเราตั้งแต่อนุบาลมารวมกัน เราจะไม่ต้องซื้อสมุดอีกเลยตลอดชีวิตเราและลูกเรา
–       ถ้าปะการังขึ้นอยู่ริมถนนทั่วไป คนก็คงจะไม่มีใครสนใจให้ค่ามัน ถ้าดอกหญ้าขึ้นอยู่ใต้ทะเล คนก็คงจะตะเกียกตะกายดำลงไปดูมัน…หากสมมติฐานนี้ถูก แสดงว่าค่าของสิ่งหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ตัวของมันล้วน แต่อยู่ที่ความยากที่จะเข้าถึงด้วย
–          บางการต่อสู้ไม่มีผู้ชนะ


ความเชื่อ
–          เราไม่เคยสูญเสียอะไรจริงในดุนยา เพราะเราไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรจริง
–          เด็กทุกคนน่ารัก
–          เมื่อเราเลือกทิ้งอะไรไปเพื่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทดแทนให้เราด้วยสิ่งที่ดียิ่งกว่า
–          คนที่ทำร้ายเรามากที่สุด คือตัวเราเอง


คำถาม
–          “ทุกทฤษฎีมีข้อยกเว้น”  ทฤษฎีนี้มีข้อยกเว้นไหม?
–          โลกมันกว้างขึ้น หรือใจเราแคบลง ?


คำเตือน
–          อย่าอ่านหนังสือเพื่อความเท่ห์
–          เรื่องบางเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องไปรู้จักด้วยตัวเอง
–          เมื่อคุณจะตักเตือนใคร เพราะได้ยินมาอีกต่อหนึ่งว่าเขาทำความผิดบางอย่าง โดยที่คุณไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขาทำความผิดนั้นจริง
–          หัวไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อคั่นหู จมูกไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ใครสนตะพาย
–          จงบริโภคข่าวอย่างมีสติ
–          ถนนบางสายไม่มียูเทิร์น


เรื่องเล่า
–       สมัยจอร์จ บุช เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคน ๑ เขาเฝ้าขอดุอาอฺให้จอร์จ บุช ตายเพราะแมลงวันบินเข้าไปอุดรูจมูก เพื่อให้โลกเห็นว่าพวกที่คิดว่าตัวเองใหญ่นั้น แท้จริงแล้วเขามีชีวิตอยู่ได้เพราะรูจมูกเล็ก ๆ ที่อัลลอฮฺให้
–       มีคน ๆ ๑ ทุกวันเขาจะทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเวลาประจำวัน เริ่มต้นที่เขาได้รับต้นทุนมาทุกวัน 1440 นาที เขาจ่ายไปกับอะไร หรือใครบ้าง แล้วก็ทบทวนว่ามันเป็นกำไร หรือขาดทุน


เรื่องจริง
–       มีคน ๆ ๑ เมื่อเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับการเรียนในมหาวิทยาลัย ว่าเป็นไปเพื่อความรู้ หรือใบปริญญา พ่อของเขาบอกว่าเราสามารถเรียนเพื่อความรู้เพียวได้ ถ้าตั้งเจตนาดี เขายื่นข้อเสนอว่า เพื่อยืนยันว่าปริญญาไม่มีค่าใดจริง ถ้าอย่างนั้น ในวิชาสุดท้ายของปีสี่ เขาจะไม่เข้าสอบปลายภาค ความรู้ได้รับหมดแล้ว แต่ไม่ได้ปริญญา พ่อของเขานิ่งไป
–       ในอัฟกานิสถาน สมัยสงครามต่อต้านโซเวียต มีมุสลิมะฮฺคน ๑ เรียกมะฮัรจากชายที่มาขอเป็นการทำญิฮาด มันควรถูกบันทึกว่าเป็นมะฮัรที่แพงที่สุดในโลก แต่เธอก็ได้รับมัน


มีคนบอกว่า….
–          อิสรภาพคือการถูกขังในกรงที่เรารัก
–          ความเจริญ…ถ้าไม่นำไปสู่อารยะ ก็จะนำไปสู่หายนะ
–          เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างน่าสรรเสริญ คือเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์พึ่งพามันน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น

บทสั่งลา : ว่าด้วย บล็อก อีด ชีวิต เก้าลอเก้า



ไม่ได้อัพสเปซมานานพอควร

โอเค ก็ได้ไม่ได้อัพสเปซมานานมาก นานที่สุดตั้งแต่ทำสเปซมา

ความสัมพันธ์อันร้าวฉานนี้น่าจะมีจุดเริ่มมาจากความเปลี่ยนแปลงของหลาย
ๆ ฟั่งก์ชั่นจากผู้ให้บริการที่ไม่ต้องใจผู้ใช้บริการนัก

พูดอย่างยุติธรรม
มันก็ไม่ใช่ความผิดของตัวสเปซสักนิด

แต่กระนั้นบล็อกเกอร์พาล
ๆ บางรายก็ยังเมินหน้าให้สเปซอย่างมีจริต

นั่นก็คือที่มาของความห่างเหินระหว่างเรา

ไม่เกี่ยวกับการที่สเปซไม่มีใครเขาใช้กันแล้วในยุคที่เฟซบุ๊คบุกเคาะทุกประตูบ้านหรอกน่า

ไม่เกี่ยวจริงๆ นอนยันและฟันเฟิร์ม!

เพราะส่วนตัว-ก็ยังเห็นว่าพื้นที่ในสเปซนี่เป็นชนบทที่เงียบสงบน่ารักกว่าเมืองใหญ่อย่างเฟซบุ๊คเป็นไหนๆ

แต่นั่นแหละ
พอหันหลังให้กันสักพัก ภารกิจมากมายก็ทำให้ความห่างเหินยิ่งขยายวงกว้าง
และกว้างขึ้นทุกขณะ

จนมารู้ตัวอีกที
ผู้ให้บริการสเปซก็จะปิดกิจการอยู่ไม่กี่วันนี้แล้ว

อย่างที่รู้กัน –
สเปซของ Windows Liveจะโอนย้ายกิจการไปขึ้นกับ WordPress

ซึ่งตัวเองก็ตัดสินใจแล้วว่าคงย้ายฉโนด
สำมะโนครัวตามไปด้วย

ต้องบอกไว้ก่อน
เพราะไม่รู้การย้ายฐานทัพครั้งนี้จะมีอะไรผิดพลาดบ้าง

พี่น้องที่เห็นว่าข้าวของ-ข้อมูลบางชิ้นในสเปซนี้น่าจะมีประโยชน์
จะแปลงตนเป็นบริษัทจีนแดงก็อปปี้ไว้ก่อนก็เชิญตามอัธยาศัย

เกิดข้าวของหล่นหายระหว่างทาง
จะได้ไม่เปลืองแรงเสียดาย (ถ้าเผื่อว่ามันมีอะไรมีค่าพอจะให้เสียดายบ้าง)

มานั่งย้อนดูชีวประวัติส่วนตัวของบล็อกนี้
ก็พบว่ามันมีอายุขัยเกือบจะห้าปีเต็มแล้วล่ะ

ถ้าเป็นเด็กก็กำลังแก้มยุ้ยน่ารัก
ถ้าเป็นนกแพนกวินก็กำลังจะมีครอบครัว ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือก็ตกรุ่นไปแล้วสี่ปีครึ่ง

แต่-ดูเหมือนมันจะเป็นปลาแซลมอนมากกว่าอย่างอื่น

เพราะพอเติบโตเต็มวัยบรรลุอายุขัยได้ราว 5 ปี ปลาแซลมอนจะว่ายทวนน้ำย้ายถิ่นไปปฏิบัติภารกิจบางอย่าง

สเปซนี้-กับประสบการณ์อายุ5ปีของมัน-ก็จะขอทวนกระแสในยุคเฟสบุ๊คอีร่าที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใช้บล็อกกันแล้ว
ย้ายถิ่นไปอยู่เวิร์ดเพรสตามที่ว่า

-อินชาอัลลอฮฺ-

ชีวิตก็เป็นแบบนี้ เจอแล้วก็จาก พรากแล้วก็พบ กว่าจะจบเรื่องก็เจอ ๆ จาก ๆ ไปเรื่อย

ผูกพันกับอะไรไม่ได้สักอย่าง ไม่สิ ผูกพันอาจพอได้ แต่ยึดติดต่างหาก…ไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง

ที่จริง…สนามดะอฺวะฮฺของชีวิตเราทุกวันนี้มีหลายสายให้เลือกเดิน และเลือกไม่เดิน

ใครถนัดอะไร เหมาะสมกับตรงไหน ก็เดินไป…ไม่ใช่เพื่อใครอื่นหรอก นอกจากเพื่อตัวเราเอง

งานนี้…ถ้าเราไม่ทำ อัลลอฮฺก็เอาคนอื่นเข้ามาทำแทน ง่ายๆงั้นแหละ พระองค์ไม่เดือนร้อนสักนิด

แต่เราจะกลายเป็นไอ้กร๊วกชนิดไหน ถ้ามีใครมาแทนที่ตรงนั้น…ยอมไม่ได้เด็ดๆ

ฉะนั้น แม้จริง ๆ แล้วจะรู้สึกอิ่ม ๆ ตื้อ ๆ กับถนนออนไลน์สายนี้ แต่เมื่อยังไม่เห็นสายอื่นที่เหมาะสมเท่า ก็คงต้องเลือกเดินไปก่อน

…ก็เพื่อตัวเองนั่นแหละ หาใช่ใครอื่น


จำได้ว่าตอนเริ่มเปิดใช้งานสเปซครั้งแรก…เป็นช่วงอีด ก็คงจะอีดอัฎฮานั่นแหละ ถ้าเข้าใจไม่ผิด

แต่ปีนั้นตรงกับเดือนสากลคือช่วงมกราคม
2006

ปีนี้…ที่กำลังจะย้ายบ้านแห่งนี้
ก็เป็นช่วงอีฎเหมือนกัน แม้เดือนสากลจะเลื่อนขึ้นไปเป็นพฤศจิกายนแห่งปี 2010 ก็ยังถือว่าครือ ๆ กัน

ฉะนั้นก็ขอจบบทสั่งลาด้วยคำอวยพรประจำวันอีดที่สั้นและฟังบ๊อย-บ่อยจนหูชินแทบไม่ยอมส่งสารต่อไปถึงสมองและหัวใจ

แต่ถ้าหูของเราไม่ขี้เกียจแบบนั้น สมองและหัวใจคงจะบอกเราได้ว่า…มันคือคำอวยพรที่น่ารักน่าปลื้มที่สุด

تَقَبَّلَ
اللهُ مِنَّا وَمِنْكُمْ

“ขออัลลออฺตอบรับการงานที่ดีจากเรา
และจากท่าน”

ทุก ๆ การงานที่ดี…ของทุกๆ
คน

ขอให้เราได้พบมัน…
ณ ที่อัลลอฮฺ
!

 

– ค น ข้ า ง ห ลั ง-





ในภาษาการเมือง เราจะเรียกคนที่ยืนข้างหลังนักการเมืองเวลาแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ว่า “วอลเปเปอร์” (Wallpaper) คนเหล่านี้ไม่มีหน้าที่อะไรมากไปกว่าหน้าที่ของวอลเปเปอร์ คือให้เพียงอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างแก่ผู้รับชมไม่ว่าจะในแง่ชื่นตาหรือขัดตา (สำหรับประเทศไทยดูจะเป็นอย่างหลังซะมาก) รวมทั้งสร้างภาพพจน์บางชนิดให้คนที่กำลังกล่าวอภิปรายเจื้อยแจ้วอยู่

เคยอ่านบทความชิ้นนึงเมื่อหลายเดือนก่อน เขาวิเคราะห์วอลเปเปอร์ของนักการเมืองไทยไว้น่ารักมาก ก็เหมือนกับวอลเปเปอร์ของบ้านและอาคารห้างร้าน หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์นั่นแหละ ที่นักการเมืองต้องเลือกสรรผู้จะมาเป็นวอลเปเปอร์ให้มีความเหมาะสม (ไม่ว่าเหมาะสมกับภาพพจน์บนโพเดียม หรือกับการเจรจาใต้โต๊ะ) พูดเฉพาะในด้านภาพลักษณ์ที่ปรากฏ มีการวิเคราะห์ในเชิงจิตวิทยาด้วยซ้ำว่าการเอาใครมายืนเบื้องหลังนั้นจะส่งผลอย่างไรบ้างต่อคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในสายตาผู้ชม วิเคราะห์กันไปตั้งแต่ลักษณะรูปร่าง จนถึงสีหน้าและแววตาของวอลเปเปอร์แต่ละคนทีเดียว โดยยกกรณีศึกษาของผู้นำประเทศไทยแต่ละยุคมาประกอบซะด้วยแน่ะ (อ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ได้ตัดเก็บไว้ และตามหาไม่เจอแล้ว)

ขอจบเรื่องวอลเปเปอร์ (ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนถึงทำไม) แล้วเริ่มเรื่อง “คนข้างหลัง” อันเป็นเมนไอเดียของบทความนี้ดีกว่าเนอะ…หมายถึงคนที่อยู่เบื้องหลังของมนุษย์แต่ละชีวิตซึ่งมีบทบาทมากกว่าการดำรงอยู่ของวอลเปเปอร์แน่นอน

มนุษย์ทุกคนมีคนข้างหลังของตน ไม่ซิ น่าจะกล่าวได้ว่าสิ่งมีชีวิตทุกอย่างนั่นแหละ…มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่เบื้องหลังของมัน คือสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตย่อมเกิดมาจากสิ่งมีชีวิตอีกบางชีวิตและมีความโยงใยกันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เอาล่ะ เพื่อจะไม่เป็นการแสดงภูมิไม่รู้ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เขียนมากเกินไป เราจะปล่อยเรื่องชีววิทยาไว้ตรงนี้ แล้วเจาะไปที่ชีวิตมนุษย์เป็นการเฉพาะแล้วกัน

ส่วนตัวมองว่าความผูกพันระหว่างมนุษย์คนหนึ่งกับมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังเขา ไม่ว่าจะผูกพันกันโดยสายเลือด สายเชือก สายใจ หรือสายใดก็ตาม มันเป็นเรื่องซับซ้อนและลึกซึ้งเรื่องหนึ่งในการทำความเข้าใจชีวิต การพยายามมองไปให้ถึงคนที่อยู่เบื้องหลังของแต่ละคนมีผลมากเหมือนกันนะ ในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและรูปรอยทางความคิดบางอย่างของเรา

หลายครั้งทีเดียว ที่การมองไปยัง “คนข้างหลัง” หรือฉากหลังของคน ๆ หนึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจการแสดงออกบางอย่างของเขาที่มันยากแก่การทำความเข้าใจได้ เช่น เราพบพี่น้องคนหนึ่งที่มีอัคล๊ากชวนฉงน  พูดจาแข็งทื่อเหมือนสากกะเบือของครกหินอ่างศิลา หาความอ่อนโยนยากยิ่งกว่าหาน้ำในแม่น้ำโขงหน้าแล้ง แต่เมื่อมองไปยังฉากหลังของเขา มองไปยังกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังเขา เราอาจพบพื้นเพที่มาที่สามารถอธิบายพฤติกรรมดังกล่าวได้ เช่น เขาอาจมาจากสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างสาหัสและเป็นปรปักษ์ต่อความอ่อนโยน บางครั้งเมื่อมองไปยังที่มาของเขา เราอาจนึกชื่นชมด้วยซ้ำว่าคนที่ผ่านเรื่องราว หรือสภาพการณ์แบบนั้นมาได้ จนเป็นระดับที่เขาเป็นในทุกวันนี้ก็ถือว่ามาชาอัลลอฮฺมากๆแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามุมมองตรงนี้จะเป็นเหตุผลให้เราละเลยการตักเตือนและช่วยเหลือปรับเปลี่ยนข้อบกพร่องที่ควรเปลี่ยนของเขา เพียงแต่เราจะเตือนและจะช่วยเขาด้วยความรู้สึกที่ผ่องใสมากขึ้น เข้าใจเขามากขึ้น คือการมองไปยังจุดนั้นไม่ได้ทำให้หน้าที่ที่พึงมีของเราเปลี่ยน แต่หัวใจของเราจะดีขึ้น อินชาอัลลอฮฺ

อีกหลายครั้งทีเดียว ที่เรา(อย่างน้อยก็ผู้เขียน) มีเรื่องขัดแย้งทางความคิด ทัศนคติ หรือเกิดความไม่พึงใจบางอย่างต่อพี่น้องบางคน ทว่าเมื่อมองกลับไปยังเบื้องหลังของเขา ทุกครั้งเลยนะ ไม่รู้ทำไม มันจะมองเห็นอะไรบางอย่างในหมู่ “คนข้างหลัง” ของเขา หรือฉากหลังของเขา ที่เป็นจุดสะดุดทางความรู้สึกของเรา คือมนุษย์ทุกคนมีความน่าสงสาร-น่าเห็นใจเฉพาะตนอยู่นะ แม้แต่ชีวิตของเราเอง ก็มีความน่าสงสาร-น่าเห็นใจอยู่ในฉากหลัง ในคนที่อยู่ข้างหลังเรา การมองไปถึงจุดนั้นมันทำให้เกิดความสงสารเห็นใจ เอ้อ มันอาจเป็นคำที่คงไม่มีใครนึกชอบสักกี่คน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ บางคนที่ถกเถียงกันในสนามวิชาการอย่างเผ็ดร้อน เขาต้องกลับไปผจญกับความเละเทะของญาติพี่น้อง เผชิญกับความขมขื่นบางอย่างในชีวิตครอบครัว ต่อสู้อย่างเจ็บปวดกับคนข้างหลังของเขาซึ่งมีปัญหาร้ายแรงหนักหนากว่าเรื่องที่เราขัดแย้งกันมากนัก การมองไปถึงมุมแบบนี้มันทำให้ความขุ่นเคืองลดวูบ เกิดความเห็นอกเห็นใจและมองเห็นพี่น้องที่มีความเห็นต่างจากเราในมุมที่เป็นมนุษย์เหมือนกันมากกว่าอริที่ยืนกันคนละข้าง ที่จริงมันดูไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่นะ ความขัดแย้งทางความคิดกับพื้นเพภูมิหลัง และปัญหาแวดล้อมอื่นๆ ของคนที่เราขัดแย้งด้วย แต่การมองไปถึงตรงนั้น มันทำให้เกิดความเห็นใจ และขจัดความรู้สึกไม่ดีได้ชะงัดนัก ประเด็นที่เราเห็นต่างกันยังคงต้องได้รับการถกต่อไป แต่มันไม่ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกขุ่นเคือง หรือขัดข้องหมองใจ คือการมองไปยังจุดนั้นไม่ได้ทำให้การแสดงออกของเราเปลี่ยน แต่หัวใจของเราจะดีขึ้น อินชาอัลลอฮฺ

ไม่ใช่แค่กับคนอื่น การมองไปยัง “คนข้างหลัง” ของเราเอง ก็ยังให้อะไรหลาย ๆ อย่างกับหัวใจของเรา  เอาง่าย ๆ แม่ของเรานี่ไง ไม่ว่าแม่จะเป็นคนที่รู้ศาสนามากแค่ไหน เข้าใจหรือไม่เข้าใจอะไร ในภาพรวมทั่วๆไป แม่ก็คือคนที่เป็นห่วงเรามากที่สุด…มากกว่าใครๆ  แม้กระทั่งปัญหาที่ดูเหมือนแม่ไม่น่าจะเข้าใจ แต่ขอให้ได้ออกปากบอกเล่าเถอะ แม่จะเป็นคนแรก ๆ ที่พร้อมจะปกป้องเรา (แม้บางเรื่องท่านอาจไม่แม้แต่เห็นด้วยกับเรา แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเรา มันคืออะไรบางอย่างที่เรามักเรียกกันว่า ‘สัญชาติญาณความเป็นแม่’) การมองไปถึงความรักของแม่ ช่วยแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างให้เราได้อย่างคาดไม่ถึงนะ เช่น ถ้าเราเจ็บปวดจากคำพูดบางคำของใครบางคนที่อาจปรารถนาไม่ค่อยดีต่อเรา ลองกลับมานั่งพิจารณาแม่และความรักของท่าน เราจะรู้ว่าที่จริงแล้วความทุกข์ความกังวลของเราก็คือความทุกข์ความกังวลของท่าน มันจึงเป็นเรื่องไม่สมควรที่สุดที่แม่จะต้องมาทุกข์ มากังวลของคำพูดจากคนบางชนิดที่ได้พูดกับเรา  คำพูดของเขาไม่คู่ควรจะมาสร้างความทุกข์ให้แม่ของเรา…ไม่คู่ควรเลย เช่นเดียวกัน เวลาที่เราคิดจะพูดจาทำร้ายใคร (ความเป็นมนุษย์น่ะ มันก็มีมั่ง ที่หมั้นไส้บ้าง อะไรบ้าง) เราก็จะยั้ง ๆ ตัวไว้ เมื่อนึกได้ว่าคำพูดของเรามันไม่ได้ทำร้ายตัวเขาคนเดียวหรอก ยังมี “คนข้างหลัง” เขา ที่ต้องถูกทำร้ายไปพร้อมกับเขาอีก

การที่มนุษย์มี “คนข้างหลัง” เป็นความผูกพันที่มหัศจรรย์มากจังในกฎการสร้างของอัลลอฮฺ มันเป็นความมหัศจรรย์ที่อาจไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรม แต่เมื่อได้คิด ได้ใคร่ครวญ เราก็จะซาบซึ้งและนึกรัก ถ้าอัลลอฮฺจะให้มนุษย์เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่ หรือแม้แต่เกิดมาจากมนุษย์ด้วยกันแต่ไม่มีความผูกพันทางความรู้สึกระหว่างกัน พระองค์ก็ย่อมทำได้ แต่อัลลอฮฺกำหนดการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของมนุษย์มาแบบนี้ และแน่นอนว่ากำหนดของพระองค์สวยงามน่ารักที่สุด พระองค์ให้มีความผูกพัน ให้มีคนข้างหลัง ให้มีสายใยระหว่างหัวใจมนุษย์ซึ่งอานุภาพของมันใหญ่โตและหนักหน่วงยิ่งกว่าอะไรที่เรามองเห็นเป็นรูปธรรมซะอีก – อัลฮัมดุลิลละฮฺ

ท้ายที่สุด…“คนข้างหลัง” ของเราก็ยังเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เรามีงาน มีหน้าที่ มีภารกิจในทางศาสนาที่พึงปฏิบัติต่อพวกเขา  อย่างไรก็ตาม ขอบอกก่อนว่าตัวเองเป็นคนไม่เห็นด้วยกับการสรุปเอาภาพที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักของ “คนข้างหลัง” นักทำงานมาฟันธงว่านักทำงานคนนั้น ๆ ไม่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ใกล้ตัวของตัวเอง มัวแต่ไปทำงานกับคนอื่นไกลตัว เพราะผลลัพธ์จากการทำงานไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจของเรา เขาอาจทำงานกับ “คนข้างหลัง” ของเขาอย่างเต็มที่แล้ว หรือเต็มที่อยู่ก็ได้ แต่อัลลอฮฺไม่ประสงค์หรือยังไม่ประสงค์ให้การทำงานของเขาบรรลุผล ถ้าเราไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาได้ทำงานตรงส่วนนั้นหรือเปล่า ก็ไม่ควรปวารณาตัวเองเป็นหมอลักษณ์จอมฟันธงหรือหมอกฤษณ์นักคอนเฟิร์ม

หลายครั้ง…งานที่พึงมี พึงทำต่อ “คนข้างหลังนั้น” เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและการซึมลึก มากกว่างานที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตาหรือสามารถประชาสัมพันธ์ให้ครึกโครมรู้กันทั่วทั้งบาง  มันจึงเป็นงานระหว่างเรากับอัลลอฮฺอย่างแท้จริง  ฉะนั้นไม่ว่าคนอื่น ๆ จะมองคนข้างหลังเราเป็นวอลเปเปอร์ชนิดไหน ก็ช่างเขาเถิด  คนที่มองมายัง “คนข้างหลัง” ของเรา อาจเห็นพวกเขาแค่มิติทางภายนอกเหมือนที่มองเห็นวอลเปเปอร์ แต่เราซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วม สัมผัส และผูกพันกับพวกเขาด้วยชีวิต ย่อมมองเห็นและรู้แจ้งแก่ใจว่าเหล่าคนข้างหลังของเรานั้นเป็นมากกว่าวอลเปเปอร์อย่างแน่นอน